Overview
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ย่อว่า BiH (БиХ) และมักเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า บอสเนีย เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนติดกับโครเอเชียทางเหนือ ตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ เซอร์เบียทางตะวันออก และมอนเตเนโกรทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศมีชายฝั่งแคบยาวประมาณ 20 กิโลเมตร ริมทะเลเอเดรียติกบริเวณเมืองเนอุม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา โดยเฉพาะบริเวณตอนกลางและตะวันออกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาไดนาริกแอลป์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบต่อเนื่องกับที่ราบแพนโนเนีย พื้นที่ภายในประเทศมีภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีป ส่วนเฮอร์เซโกวีนาทางใต้มีอิทธิพลของภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซาราเยโวเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุด ส่วนเมืองสำคัญอื่น ได้แก่ บันยาลูกา ตุซลา เซนิตซา และมอสตาร์
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา Bosna i Hercegovina Босна и Херцеговина | |
|---|---|
| คำขวัญ: ไม่มี | |
| เพลงชาติ: เพลงชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา | |
| เมืองหลวง และเมืองใหญ่สุด | ซาราเยโว 43°52′N 18°25′E / 43.867°N 18.417°E |
| ภาษาราชการ | ไม่มี[1][2][3][4] |
| การปกครอง | สหพันธ์สาธารณรัฐแบบรัฐสภา ภายใต้คณะผู้อำนวยการ |
• ผู้แทนระดับสูง | คริสทีอัน ชมิท |
| เดนิส เบชิรอวิช[5] | |
• สมาชิกคณะประธานาธิบดี | เฌลย์กอ ก็อมชิช เฌลย์กา สวิยานอวิช |
• ประธานสภาคณะรัฐมนตรี | บอร์ยานา กริชตอ |
| สภานิติบัญญัติ | สมัชชารัฐสภา |
• สภาสูง | สภาประชาชน |
• สภาล่าง | สภาผู้แทนราษฎร |
| ประวัติการก่อตั้ง | |
• บอสเนียในยุคกลางตอนต้น | คริสต์ศตวรรษที่ 9 |
• รัฐบานบอสเนีย | ค.ศ. 1154 |
• ราชอาณาจักรบอสเนีย | ค.ศ. 1377 |
• จักรวรรดิออตโตมันพิชิตบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา | ค.ศ. 1463 |
| ค.ศ. 1878 | |
• การประชุมสภาต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ ZAVNOBiH | 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 |
• เอกราชจากยูโกสลาเวีย | 3 มีนาคม ค.ศ. 1992[a] |
• ข้อตกลงเดย์ตันและรัฐธรรมนูญปัจจุบัน | 14 ธันวาคม ค.ศ. 1995 |
| พื้นที่ | |
• รวม | 51,129 ตารางกิโลเมตร (19,741 ตารางไมล์) (125) |
• แหล่งน้ำ (%) | 1.4 |
| ประชากร | |
• ประมาณ 2025 | ป. 3,100,000[6] |
• สำมะโนประชากรปี 2013 | 3,531,159[7] |
• ความหนาแน่น | 61 ต่อตารางกิโลเมตร (158.0 ต่อตารางไมล์) |
| จีดีพี (อำนาจซื้อ) | ประมาณ 2026 |
• รวม | $82.89 พันล้าน[8] (112) |
• ต่อหัว | $24,123[8] (84) |
| จีดีพี (ราคาตลาด) | ประมาณ 2026 |
• รวม | $36.77 พันล้าน[8] (109) |
• ต่อหัว | $10,701[8] (88) |
| จีนี (2021) | ความเหลื่อมล้ำปานกลาง |
| เอชดีไอ (2023) | สูงมาก (74) |
| สกุลเงิน | มาร์คแปลงค่าได้ (BAM) |
| เขตเวลา | UTC+1 (CET) |
| UTC+2 (CEST) | |
| รหัสโทรศัพท์ | +387 |
| โดเมนบนสุด | .ba |
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (Bosna i Hercegovina ในภาษาบอสเนีย โครเอเชีย และเซอร์เบีย; อักษรซีริลลิก: Босна и Херцеговина; ออกเสียง: [bôsna i xěrtseɡoʋina]) ย่อว่า BiH (БиХ) และมักเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า บอสเนีย เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนติดกับโครเอเชียทางเหนือ ตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ เซอร์เบียทางตะวันออก และมอนเตเนโกรทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศมีชายฝั่งแคบยาวประมาณ 20 กิโลเมตร ริมทะเลเอเดรียติกบริเวณเมืองเนอุม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา โดยเฉพาะบริเวณตอนกลางและตะวันออกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาไดนาริกแอลป์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบต่อเนื่องกับที่ราบแพนโนเนีย พื้นที่ภายในประเทศมีภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีป ส่วนเฮอร์เซโกวีนาทางใต้มีอิทธิพลของภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซาราเยโวเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุด ส่วนเมืองสำคัญอื่น ได้แก่ บันยาลูกา ตุซลา เซนิตซา และมอสตาร์
ดินแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินเก่า และเป็นที่ตั้งของวัฒนธรรมหลายกลุ่มในยุคหินใหม่ ต่อมาอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอิลิเรีย จักรวรรดิโรมัน และกลุ่มชนสลาฟใต้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 รัฐบานบอสเนียก่อตั้งขึ้นและพัฒนาเป็นราชอาณาจักรบอสเนียใน ค.ศ. 1377 ก่อนถูกจักรวรรดิออตโตมันพิชิตใน ค.ศ. 1463 หลังอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมันนานกว่าสี่ศตวรรษ ออสเตรีย–ฮังการีเข้ายึดครองดินแดนใน ค.ศ. 1878 และผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิใน ค.ศ. 1908 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากลายเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย และภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีสถานะเป็นหนึ่งในหกสาธารณรัฐองค์ประกอบของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย
ภายหลังการล่มสลายของยูโกสลาเวีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาประกาศเอกราชในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1992 และได้รับการรับรองจากนานาชาติในเดือนถัดมา การประกาศเอกราชตามมาด้วยสงครามบอสเนียระหว่าง ค.ศ. 1992–1995 ซึ่งมีการกวาดล้างชาติพันธุ์ การปิดล้อมเมือง และการสังหารหมู่สเรเบรนิตซา สงครามยุติลงด้วยข้อตกลงเดย์ตันในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1995 ซึ่งวางรากฐานให้แก่รัฐธรรมนูญและระบบการเมืองในปัจจุบัน[11]
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นสหพันธรัฐที่กระจายอำนาจอย่างมาก ประกอบด้วยหน่วยองค์ประกอบสองหน่วย ได้แก่ สหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาและเรปูบลิกาเซิร์ปสกา ส่วนเขตเบิร์ชกอเป็นเขตปกครองตนเองภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศ ระบบการเมืองเป็นสาธารณรัฐแบบรัฐสภาที่มีคณะประธานาธิบดีสามคนเป็นประมุขร่วม โดยประกอบด้วยสมาชิกชาวบอสนีแอก ชาวเซิร์บ และชาวโครแอตกลุ่มละหนึ่งคน นอกจากนี้ ผู้แทนระดับสูงซึ่งแต่งตั้งโดยประชาคมระหว่างประเทศยังมีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลงเดย์ตัน ประเทศมีประชากรประมาณ 3.1 ล้านคนใน ค.ศ. 2025[12] โดยผลสำมะโน ค.ศ. 2013 ระบุว่าประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวบอสนีแอก รองลงมาคือชาวเซิร์บและชาวโครแอต[7]
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน เศรษฐกิจประกอบด้วยภาคบริการ การผลิต พลังงาน เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว สกุลเงินมาร์คแปลงค่าได้ (คอนเวร์ทีบิลนามาร์คา) ผูกค่าไว้กับยูโรด้วยอัตราคงที่ ประเทศมีค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ 0.804 จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์สูงมาก บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ สภายุโรป องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป และเขตการค้าเสรียุโรปกลาง ได้รับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปใน ค.ศ. 2022 และคณะมนตรียุโรปมีมติให้เปิดการเจรจาภาคยานุวัติในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2024[13]
นิรุกติศาสตร์
หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ากล่าวถึงชื่อ “บอสเนีย” ปรากฏในหนังสือภาษาละตินชื่อ De Administrando Imperio ซึ่งเป็นคู่มือด้านการเมืองและภูมิศาสตร์ที่จักรพรรดิไบแซนไทน์ คอนสแตนตินที่ 7 ทรงเรียบเรียงขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 10 ระหว่าง ค.ศ. 948–952 หนังสือดังกล่าวกล่าวถึง “ดินแดนเล็ก” (χωρίον) แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อในภาษากรีกไบแซนไทน์ว่า “โบโซนา” (Bosona; Βοσώνα)[14]
เชื่อกันว่าชื่อของดินแดนบอสเนียมีที่มาจากชื่อแม่น้ำบอสนา ซึ่งไหลผ่านบริเวณตอนกลางอันเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของบอสเนีย อันตอน มาเยอร์ นักภาษาศาสตร์เชิงประวัติ เสนอว่าชื่อ บอสนา อาจมาจากคำในภาษาอิลลิเรียนว่า *Bass-an-as และคำดังกล่าวอาจมีรากจากภาษาอินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิมว่า *bʰegʷ- ซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับ “น้ำที่ไหล” หรือ “สายน้ำที่ไหลผ่าน”[15]
ชื่อ “เฮอร์เซโกวีนา” (Hercegovina) มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ดินแดนของแฮร์เซก” โดยคำว่า แฮร์เซก (herceg) เป็นรูปคำในภาษาสลาฟใต้ที่รับมาจากคำภาษาเยอรมัน Herzog ซึ่งหมายถึง “ดยุก”[16] ชื่อนี้มีที่มาจากบรรดาศักดิ์ของสเตปัน วุกชิช กอซาชา ขุนนางผู้มีอำนาจของบอสเนียในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งประกาศตนใน ค.ศ. 1448 ว่าเป็น “แฮร์เซกแห่งฮุมและชายฝั่ง” (Herceg od Huma i Primorja) หรือกล่าวอย่างเข้าใจง่ายว่า “ดยุกแห่งฮุมและชายฝั่ง”[17]
ฮุม ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นที่รู้จักในชื่อซาคลูเมีย เป็นแคว้นในยุคกลางตอนต้นที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบาเนตบอสเนียในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 14 ดินแดนภายใต้การปกครองของสเตปัน วุกชิช กอซาชาจึงค่อย ๆ เป็นที่รู้จักว่า “เฮอร์เซโกวีนา” หรือ “ดินแดนของแฮร์เซก” อย่างไรก็ตาม ชื่อนี้ไม่ได้หมายความว่าเฮอร์เซโกวีนาเคยเป็นประเทศหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่แยกต่างหาก แต่เป็นชื่อภูมิภาคทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ทางตอนใต้ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
เมื่อจักรวรรดิออตโตมันเข้าปกครองภูมิภาคดังกล่าว ออตโตมันเรียกพื้นที่นี้ว่าซันจักเฮอร์เซโกวีนา (Hersek Sancağı; هرسك سنجاغی) โดยคำว่า Hersek เป็นรูปภาษาออตโตมันตุรกีของคำว่า แฮร์เซก ซันจักนี้อยู่ภายในเอยาเลตบอสเนียเป็นเวลาส่วนใหญ่ จนมีการจัดตั้งเอยาเลตเฮอร์เซโกวีนาขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1830 แม้หน่วยการปกครองดังกล่าวจะดำรงอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ได้รับการจัดตั้งขึ้นอีกครั้งในคริสต์ทศวรรษ 1850 หลังจากนั้นชื่อรวม “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” จึงเริ่มใช้เรียกดินแดนทั้งสองภูมิภาคอย่างแพร่หลายมากขึ้น[18]
เมื่อประกาศเอกราชใน ค.ศ. 1992 ประเทศใช้ชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” ภายหลังการลงนามข้อตกลงเดย์ตันใน ค.ศ. 1995 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นภาคผนวกที่ 4 ของข้อตกลงกำหนดให้ชื่อทางการของรัฐนับแต่นั้นเป็นต้นมาคือ “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” ขณะเดียวกันรัฐยังคงสืบต่อสถานะนิติบุคคลระหว่างประเทศ สมาชิกภาพในสหประชาชาติ และพรมแดนที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติจากสาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเดิม[19]
ประวัติศาสตร์
ยุคก่อนประวัติศาสตร์และสมัยโบราณ

ดินแดนบอสเนียมีมนุษย์อาศัยอยู่อย่างน้อยตั้งแต่ยุคหินเก่า หลักฐานสำคัญคือภาพสลักบนผนังถ้ำบาดานจ์ใกล้เมืองสโตลัตส์ ซึ่งแสดงรูปสัตว์ที่เชื่อว่าเป็นม้าและมีอายุประมาณ 13,000–12,000 ปีก่อนคริสตกาล[20][21] ในยุคหินใหม่เกิดวัฒนธรรมสำคัญหลายแห่งตามลุ่มแม่น้ำบอสนา โดยเฉพาะวัฒนธรรมบุตมีร์และคาคันจ์ วัฒนธรรมบุตมีร์เจริญรุ่งเรืองราว 5,100–4,500 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นที่รู้จักจากเครื่องปั้นดินเผาลวดลายประณีตกับรูปปั้นมนุษย์ขนาดเล็กที่พบในบริเวณใกล้ซาราเยโว[22]
ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล พื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นฐานของชนเผ่าอิลลิเรียนหลายกลุ่ม บอสเนียตอนกลางสัมพันธ์กับชนเผ่าแดซิทีเอตส์ ส่วนวัฒนธรรมกลาซีนัตส์–มาติในบอสเนียตะวันออกสัมพันธ์กับชนเผ่าออตารีอาเท การใช้เหล็กแพร่หลายตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ขณะที่ทองสัมฤทธิ์ยังใช้ทำเครื่องประดับและวัตถุประกอบพิธีกรรม[23] ทางตอนใต้ ชนเผ่าดาออร์ซีได้รับอิทธิพลจากโลกสมัยเฮลเลนิสต์และสร้างศูนย์กลางที่ดาออร์ซอนใกล้สโตลัตส์ ซึ่งมีกำแพงหินขนาดใหญ่และผลิตเหรียญทองสัมฤทธิ์ของตนเอง[24]

ความขัดแย้งระหว่างอิลลิเรียนกับโรมเริ่มขึ้นในปลายศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล แต่โรมใช้เวลาจนถึง ค.ศ. 9 จึงปราบการต่อต้านในภูมิภาคได้อย่างเด็ดขาด เหตุการณ์สำคัญคือการก่อการกำเริบครั้งใหญ่ของอิลลิเรียระหว่าง ค.ศ. 6–9 หลังจากนั้นพื้นที่ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในปัจจุบันถูกผนวกเข้ากับจังหวัดดัลมาเชียและพันโนเนีย มีการสร้างถนน เมือง เหมือง และคฤหาสน์ชนบทแบบโรมัน ตลอดจนการตั้งถิ่นฐานของทหารผ่านศึกและประชากรจากส่วนอื่นของจักรวรรดิ[25]
หลังจักรวรรดิโรมันแบ่งออกเป็นสองส่วน ดินแดนนี้อยู่ภายใต้จักรวรรดิโรมันตะวันตก ก่อนเปลี่ยนมือระหว่างชนกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งชาวออสโตรกอท จนจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1ยึดคืนให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ชาวสลาฟเริ่มตั้งถิ่นฐานอย่างกว้างขวางในคาบสมุทรบอลข่านระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 และค่อย ๆ กลายเป็นประชากรหลักของภูมิภาค[25]
ยุคกลาง

ชื่อบอสเนียปรากฏในหลักฐานลายลักษณ์อักษรอย่างช้าที่สุดในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 10 เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 7แห่งไบแซนไทน์กล่าวถึงดินแดน “โบโซนา” ในหนังสือ De Administrando Imperio การตีความสถานะและอาณาเขตของบอสเนียในระยะแรกยังเป็นที่ถกเถียง แต่ต่อมาพื้นที่ดังกล่าวพัฒนาเป็นหน่วยการเมืองที่มีชนชั้นขุนนางและผู้ปกครองของตนเอง[26]
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 บอสเนียตกเป็นเป้าหมายของการแย่งชิงอำนาจเหนือดินแดนของราชอาณาจักรฮังการีกับจักรวรรดิไบแซนไทน์ ก่อนพัฒนาเป็นบาเนตบอสเนียภายใต้ผู้ปกครองท้องถิ่นซึ่งใช้ตำแหน่ง “บาน” ผู้ปกครองคนแรกที่มีหลักฐานระบุชื่อคือบานบอริช ส่วนรัชสมัยของบานกูลินระหว่าง ค.ศ. 1180–1204 เป็นช่วงที่การค้าและอำนาจของบอสเนียขยายตัว กฎบัตรของกูลินที่ออกใน ค.ศ. 1189 เป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งของรัฐบอสเนียยุคกลาง[27]
ศาสนจักรบอสเนียซึ่งมีโครงสร้างแยกจากศาสนจักรคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์มีบทบาทสำคัญในสังคมยุคกลาง และถูกฝ่ายคาทอลิกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต ความขัดแย้งทางศาสนาถูกใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนความพยายามของฮังการีในการแทรกแซงบอสเนียหลายครั้ง แต่ผู้ปกครองและขุนนางบอสเนียยังรักษาอำนาจปกครองภายในไว้ได้เป็นส่วนใหญ่[28]

บอสเนียขยายอำนาจอย่างมากภายใต้ราชวงศ์กอตรอมานิช โดยเฉพาะในสมัยสเตปันที่ 2 ซึ่งผนวกพื้นที่ฮุมหรือเฮอร์เซโกวีนาส่วนใหญ่เข้ากับบอสเนีย ต่อมาตวร์ตกอที่ 1ได้รับการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์ใน ค.ศ. 1377 และขยายอาณาจักรไปยังบางส่วนของดัลมาเชีย โครเอเชีย และเซอร์เบียตะวันตก ทำให้บอสเนียเป็นรัฐสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในบอลข่านตะวันตกช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14[27]
หลังตวร์ตกอที่ 1 สวรรคตใน ค.ศ. 1391 อำนาจส่วนกลางอ่อนแอลงจากการแข่งขันระหว่างตระกูลขุนนางและแรงกดดันของจักรวรรดิออตโตมัน ออตโตมันพิชิตบอสเนียส่วนใหญ่ใน ค.ศ. 1463 และประหารกษัตริย์สเตปัน โตมาเชวิช ผู้ปกครองคนสุดท้ายของราชอาณาจักร พื้นที่เฮอร์เซโกวีนาที่ยังต่อต้านอยู่ถูกพิชิตเป็นส่วนใหญ่ภายใน ค.ศ. 1482[27]
สมัยออตโตมัน

ออตโตมันผนวกบอสเนียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิและจัดระเบียบการปกครองใหม่ตามระบบซันจักและเอยาเลต มีการเปลี่ยนแปลงระบบถือครองที่ดิน การเก็บภาษี และสถานะทางกฎหมายของประชากรตามชนชั้นและศาสนา ต่อมามีการตั้งเอยาเลตบอสเนียซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าพรมแดนของประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในปัจจุบันบางช่วงเวลา[29]
ประชากรส่วนหนึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะในเมืองและในหมู่เจ้าของที่ดิน กระบวนการนี้เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนาพร้อมกันทั้งหมดหรือเป็นผลจากการอพยพของชาวมุสลิมจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันประชากรคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และยิวยังคงดำรงชุมชนและสถาบันทางศาสนาของตนภายใต้ข้อจำกัดที่แตกต่างกัน[29]

เมืองอย่างซาราเยโว มอสตาร์ และทราฟนิกเติบโตเป็นศูนย์กลางการค้า การบริหาร และวัฒนธรรม มีการก่อสร้างมัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา ตลาด โรงอาบน้ำ สะพาน และหอนาฬิกา สิ่งก่อสร้างสำคัญจากยุคนี้ได้แก่สะพานเก่าแห่งมอสตาร์ มัสยิดกาซีฮุสเรฟเบก และสะพานเมห์เหม็ด ปาชา โซกอลอวิช บุคคลจากบอสเนียจำนวนหนึ่งยังดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพและฝ่ายบริหารของจักรวรรดิออตโตมัน[30]
หลังสงครามออตโตมันและสนธิสัญญาคาร์โลวิตซ์ใน ค.ศ. 1699 บอสเนียกลายเป็นจังหวัดชายแดนด้านตะวันตกของออตโตมันอีกครั้ง สงคราม การระบาดของโรค และการย้ายถิ่นส่งผลต่อประชากรอย่างมาก ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความพยายามของรัฐบาลกลางที่จะลดอำนาจขุนนางและปฏิรูประบบกองทัพก่อให้เกิดการต่อต้าน ฮูเซน กราดัชเชวิชนำการก่อการกำเริบระหว่าง ค.ศ. 1831–1832 เพื่อเรียกร้องสิทธิปกครองตนเองของบอสเนีย แต่ถูกกองทัพออตโตมันปราบปราม[29]
การก่อการกำเริบในเฮอร์เซโกวีนาซึ่งเริ่มใน ค.ศ. 1875 ขยายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ตะวันออกครั้งใหญ่และดึงมหาอำนาจยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้อง ภายหลังการประชุมใหญ่แห่งเบอร์ลินและสนธิสัญญาเบอร์ลินใน ค.ศ. 1878 ออสเตรีย–ฮังการีได้รับสิทธิเข้ายึดครองและบริหารบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แม้อำนาจอธิปไตยในทางนิตินัยยังคงเป็นของจักรวรรดิออตโตมันจนถึง ค.ศ. 1908[31]
การปกครองของออสเตรีย–ฮังการี

กองทัพออสเตรีย–ฮังการีเข้ายึดครองบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาใน ค.ศ. 1878 และเผชิญการต่อต้านด้วยอาวุธในหลายพื้นที่ หลังการยึดครอง ดินแดนนี้ไม่ได้รวมเข้ากับออสเตรียหรือฮังการีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยตรง แต่บริหารร่วมกันผ่านกระทรวงการคลังร่วมของจักรวรรดิ[32]
รัฐบาลใหม่ปรับปรุงกฎหมาย ระบบราชการ การศึกษา การสาธารณสุข ถนน และทางรถไฟ พร้อมส่งเสริมเหมืองแร่ ป่าไม้ และอุตสาหกรรม การพัฒนาเหล่านี้ทำให้เมืองเติบโตและเชื่อมบอสเนียเข้ากับตลาดของจักรวรรดิ แต่ยังเกิดความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ภาษี อัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐบาลของแบ็นยามิน กัลล็อย พยายามส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็น “ชาวบอสเนีย” ร่วมกันเพื่อจำกัดการเติบโตของขบวนการชาตินิยมเซิร์บและโครแอต แต่ประสบผลสำเร็จเพียงบางส่วนเท่านั้น[33][34]
ออสเตรีย–ฮังการีประกาศผนวกบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1908 ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์บอสเนีย ต่อมาใน ค.ศ. 1910 มีการประกาศรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสภาดินแดน และเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น แต่รัฐบาลจักรวรรดิยังควบคุมอำนาจสำคัญไว้[35]

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 กัฟรีโล ปรินซีป สมาชิกชาวเซิร์บบอสเนียของขบวนการยุวบอสเนีย ลอบปลงพระชนม์อาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์แห่งออสเตรียและพระชายาโซฟีที่ซาราเยโว เหตุการณ์นี้จุดชนวนวิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคมและนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประชากรจากบอสเนียถูกเกณฑ์เข้ากองทัพออสเตรีย–ฮังการี ขณะที่เจ้าหน้าที่จักรวรรดิดำเนินมาตรการปราบปรามและจับกุมผู้ต้องสงสัยสนับสนุนเซอร์เบียจำนวนมาก[36]
ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย

หลังออสเตรีย–ฮังการีล่มสลายใน ค.ศ. 1918 บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเข้าร่วมรัฐแห่งชาวสโลวีน โครแอต และเซิร์บ และต่อมารวมกับราชอาณาจักรเซอร์เบียเป็นราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นราชอาณาจักรยูโกสลาเวียใน ค.ศ. 1929[37]
การปฏิรูปที่ดินและการแข่งขันระหว่างแนวคิดรวมศูนย์ของเซอร์เบียกับแนวคิดปกครองตนเองของโครเอเชียเป็นประเด็นสำคัญทางการเมือง ในระยะแรกเขตบริหารทั้งหกภายในบอสเนียยังคงรวมกันครอบคลุมพรมแดนทางประวัติศาสตร์ของดินแดน แต่การจัดตั้งหน่วยบริหารแบบบาโนวีนาใน ค.ศ. 1929 ได้แบ่งบอสเนียออกเป็นหลายส่วนโดยใช้ชื่อทางภูมิศาสตร์แทนชื่อทางประวัติศาสตร์[37]
ข้อตกลงซเว็ตกอวิช–มาเช็กใน ค.ศ. 1939 ก่อตั้งบาโนวีนาโครเอเชียและรวมพื้นที่บางส่วนของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาไว้ด้วย แต่ปัญหาสถานะของพื้นที่ส่วนที่เหลือยังไม่ได้รับการแก้ไขก่อนฝ่ายอักษะบุกยูโกสลาเวียเมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1941[38]
สงครามโลกครั้งที่สอง

หลังยูโกสลาเวียพ่ายแพ้ใน ค.ศ. 1941 ดินแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาทั้งหมดถูกรวมเข้าในรัฐเอกราชโครเอเชีย รัฐบริวารของเยอรมนีและอิตาลีซึ่งปกครองโดยขบวนการอุสตาเช รัฐบาลอุสตาเชดำเนินนโยบายข่มเหงและสังหารชาวเซิร์บ ชาวยิว ชาวโรมา ผู้ต่อต้านรัฐบาล และสมาชิกขบวนการพรรคพวก[39]
ขณะเดียวกันกองกำลังเชตนิกส์ชาตินิยมเซิร์บก่ออาชญากรรมและการสังหารหมู่ต่อชาวมุสลิมบอสเนีย ชาวโครแอต และผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในบอสเนียตะวันออกและเฮอร์เซโกวีนา ความรุนแรงจากหลายฝ่ายทำให้พลเรือนทุกชุมชนชาติพันธุ์ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก[40][41]
ขบวนการพลพรรคยูโกสลาเวียซึ่งนำโดยยอซีป บรอซ ตีโตและรับสมาชิกจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นกองกำลังต่อต้านฝ่ายอักษะที่สำคัญที่สุด การประชุมสภาต่อต้านฟาสซิสต์เพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ยืนยันการฟื้นฟูบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในฐานะหน่วยการเมืองที่เท่าเทียมภายในสหพันธรัฐยูโกสลาเวีย วันที่ดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการสถาปนาสถานะสาธารณรัฐหลังสงคราม[42]
สมัยสังคมนิยมยูโกสลาเวีย

ภายหลังสงคราม บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากลายเป็นหนึ่งในหกสาธารณรัฐองค์ประกอบของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย รัฐบาลกลางลงทุนในเหมืองแร่ โลหกรรม พลังงาน อุตสาหกรรมหนัก และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เนื่องจากบอสเนียตั้งอยู่ตอนกลางและมีภูมิประเทศเหมาะแก่การกระจายโรงงานยุทธศาสตร์ กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้ประชากรย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองและทำให้การศึกษา การสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานขยายตัว[28]
รัฐบาลยูโกสลาเวียรับรอง “ชาวมุสลิม” เป็นสัญชาติหนึ่งอย่างเป็นทางการในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960–1970 กลุ่มดังกล่าวต่อมาโดยมากเรียกว่าชาวบอสนีแอก รัฐธรรมนูญยูโกสลาเวีย ค.ศ. 1974 เพิ่มอำนาจให้สาธารณรัฐต่าง ๆ และเสริมสถานะของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาภายในสหพันธรัฐ[43]
ซาราเยโวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว 1984 ซึ่งสะท้อนการพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์พหุวัฒนธรรมของสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตาม หลังตีโตถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1980 ยูโกสลาเวียประสบปัญหาหนี้สิน เงินเฟ้อ การว่างงาน และความขัดแย้งระหว่างสาธารณรัฐ การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปและการฟื้นตัวของลัทธิชาตินิยมยิ่งทำให้สหพันธรัฐอ่อนแอลง[44]
เอกราชและสงครามบอสเนีย

การเลือกตั้งหลายพรรคในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1990 ทำให้พันธมิตรของพรรคที่มีฐานเสียงจากชาวบอสนีแอก ชาวเซิร์บ และชาวโครแอตขึ้นบริหารสาธารณรัฐ แต่ความร่วมมือแตกสลายเมื่อสโลวีเนียและโครเอเชียประกาศเอกราช สมาชิกสภาชาวเซิร์บจำนวนมากแยกออกไปตั้งสมัชชาชาวเซิร์บแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และประกาศสาธารณรัฐชาวเซิร์บซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเรปูบลิกาเซิร์ปสกา ขณะที่ผู้นำชาวโครแอตบางส่วนตั้งประชาคมโครเอเชียแห่งเฮอร์เซก–บอสเนียขึ้นในพื้นที่ของตน[45]
การลงประชามติเอกราชจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์และ 1 มีนาคม ค.ศ. 1992 โดยชาวเซิร์บส่วนใหญ่คว่ำบาตร มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 63.4 และผู้ลงคะแนนร้อยละ 99.7 สนับสนุนเอกราช บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ได้รับการยอมรับจากประชาคมยุโรปเมื่อวันที่ 6 เมษายน และเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1992[46][47]

สงครามขยายตัวในเดือนเมษายน ค.ศ. 1992 กองกำลังชาวเซิร์บบอสเนียได้รับอาวุธ บุคลากร และทรัพยากรส่วนใหญ่จากกองทัพประชาชนยูโกสลาเวียและเข้าควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศในระยะแรก ปฏิบัติการทางทหารดำเนินควบคู่กับการขับไล่ประชากร การตั้งค่ายกักกัน การสังหาร และความรุนแรงทางเพศ ซาราเยโวถูกปิดล้อมเป็นเวลานานเกือบสี่ปี ส่วนกองกำลังบอสนีแอกและโครแอตซึ่งเป็นพันธมิตรกันในช่วงแรกได้เข้าสู่สงครามระหว่างกันใน ค.ศ. 1993–1994 และกองกำลังของทุกฝ่ายก่ออาชญากรรมต่อพลเรือน แม้ขนาดและลักษณะของอาชญากรรมแตกต่างกัน[48]
ข้อตกลงวอชิงตันในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1994 ยุติการสู้รบระหว่างกองกำลังบอสนีแอกกับโครแอตและนำไปสู่การจัดตั้งสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา อย่างไรก็ตาม สงครามกับกองกำลังเรปูบลิกาเซิร์ปสกายังคงดำเนินต่อไป[49]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1995 กองทัพเรปูบลิกาเซิร์ปสกายึดเขตปลอดภัยของสหประชาชาติที่สเรเบรนิตซาและสังหารชายและเด็กชายชาวบอสนีแอกมากกว่า 8,000 คน ศาลระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าการสังหารหมู่สเรเบรนิตซาเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์[50]
หลังการโจมตีทางอากาศของเนโทและการเปลี่ยนแปลงแนวรบในปลาย ค.ศ. 1995 คู่ขัดแย้งตกลงเจรจาสันติภาพ ข้อตกลงเดย์ตันได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1995 ยุติสงครามและคงบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาไว้เป็นรัฐเดียวที่ประกอบด้วยสองหน่วยการเมืองหลัก ได้แก่สหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากับเรปูบลิกาเซิร์ปสกา[51] สงครามทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน และประชากรราวสองล้านคนต้องพลัดถิ่นหรืออพยพออกจากบ้าน[48]
หลังสงคราม

หลัง ค.ศ. 1995 ประเทศเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน การส่งผู้ลี้ภัยกลับถิ่นเดิม และการดำเนินคดีอาชญากรรมสงคราม ข้อตกลงเดย์ตันยังจัดตั้งตำแหน่งผู้แทนระดับสูงสำหรับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเพื่อกำกับการดำเนินงานด้านพลเรือนของข้อตกลง ส่วนกองกำลังระหว่างประเทศถูกส่งเข้ามารักษาความมั่นคง[51] เขตเบิร์ชกอซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองหน่วยการเมืองได้รับสถานะเป็นเขตปกครองตนเองเบิร์ชกอภายใต้อธิปไตยของรัฐใน ค.ศ. 1999
การปฏิรูประหว่างคริสต์ทศวรรษ 2000 ทำให้มีการรวมกองทัพของอดีตคู่สงครามเป็นกองทัพบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จัดตั้งระบบภาษีมูลค่าเพิ่มระดับประเทศ และเสริมสร้างสถาบันกลางบางส่วน แต่โครงสร้างการเมืองที่ซับซ้อน การยับยั้งตามกลุ่มชาติพันธุ์ และความเห็นต่างเกี่ยวกับอำนาจของรัฐส่วนกลางยังทำให้การตัดสินใจและการปฏิรูปล่าช้า
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 การประท้วงที่เริ่มจากคนงานโรงงานในทุซลาแพร่ไปยังหลายเมือง ผู้ประท้วงเรียกร้องให้แก้ปัญหาการว่างงาน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ล้มเหลว เงินเดือนค้างจ่าย และการทุจริต นับเป็นการประท้วงทางสังคมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศนับจากสงคราม[52]
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนายื่นสมัครเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 และได้รับสถานะประเทศผู้สมัครในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2022 เดือนมีนาคม ค.ศ. 2024 ผู้นำสหภาพยุโรปเห็นชอบให้เปิดการเจรจาภาคยานุวัติ โดยกำหนดให้จัดทำและรับรองกรอบการเจรจาหลังประเทศดำเนินมาตรการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องครบถ้วน[53]
ภูมิศาสตร์

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาตั้งอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนติดกับโครเอเชียทางเหนือ ตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ เซอร์เบียทางตะวันออก และมอนเตเนโกรทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 42°26′ ถึง 45°15′ เหนือ และลองจิจูด 15°45′ ถึง 19°41′ ตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 51,129 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งแคบยาวประมาณ 20 กิโลเมตร (12 ไมล์) ริมทะเลเอเดรียติกรอบเมืองเนอุม[54]
ภูมิประเทศ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นภูเขาและเนินเขา โดยเฉพาะบริเวณตอนกลาง ตะวันตก และตะวันออกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาไดนาริกแอลป์ แนวเทือกเขาส่วนใหญ่ทอดตัวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ และมีระดับความสูงเพิ่มขึ้นในบริเวณตอนใต้ ยอดเขาที่สูงที่สุดคือมักลิช มีความสูง 2,386 เมตร (7,828.1 ฟุต) ตั้งอยู่ใกล้พรมแดนประเทศมอนเตเนโกร ภูเขาสำคัญอื่น ได้แก่ วอลูยัก เซเลงกอรา ชวร์สนิตซา เปรญ วลาชิช ยาฮอรินา เบียลัชนิตซา เทรสกาวิตซา และเตรเบวิช
เทือกเขาไดนาริกแอลป์ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาประกอบด้วยหินปูนจากมหายุคมีโซโซอิกเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้พื้นที่หลายแห่ง โดยเฉพาะในเฮอร์เซโกวีนา มีภูมิประเทศแบบคาสต์ ซึ่งประกอบด้วยที่ราบสูงหินปูน หลุมยุบ ถ้ำ และแม่น้ำใต้ดิน ประเทศยังมีแหล่งทรัพยากรแร่หลายชนิด เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน สังกะสี แมงกานีส บอกไซต์ ตะกั่ว และเกลือ โดยแหล่งแร่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ตอนกลางและตอนเหนือของประเทศ[55]
พื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศค่อย ๆ ลดระดับลงสู่ที่ราบพันโนเนีย บริเวณพอซาวีนาทางตอนเหนือมีที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ตามแนวแม่น้ำซาวา และเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญต่อเนื่องกับที่ราบในโครเอเชียและเซอร์เบีย ส่วนเฮอร์เซโกวีนาทางตอนใต้มีภูมิประเทศแห้งกว่า เต็มไปด้วยภูเขาหินปูนและพื้นที่คาสต์ ก่อนลดระดับลงสู่ชายฝั่งทะเลเอเดรียติก
แม่น้ำและลุ่มน้ำ

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาแบ่งออกเป็นลุ่มน้ำใหญ่สองระบบ พื้นที่ประมาณสามในสี่ของประเทศระบายน้ำไปยังทะเลดำผ่านแม่น้ำซาวาและแม่น้ำดานูบ ส่วนพื้นที่ที่เหลือระบายน้ำลงสู่ทะเลเอเดรียติก โดยส่วนใหญ่ผ่านแม่น้ำเนเรตวา[56]
แม่น้ำสายสำคัญของประเทศมีเจ็ดสาย ได้แก่
- แม่น้ำซาวา เป็นแม่น้ำสายใหญ่ทางตอนเหนือและเป็นพรมแดนธรรมชาติส่วนหนึ่งระหว่างบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากับโครเอเชีย แม่น้ำสายนี้รับน้ำจากพื้นที่ประมาณร้อยละ 76 ของประเทศ ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำดานูบและทะเลดำ[56]
- แม่น้ำอูนา แม่น้ำซานา และแม่น้ำวร์บัสเป็นแควทางฝั่งขวาของแม่น้ำซาวา ไหลผ่านภูมิภาคบอซันสกากรายินาทางตะวันตกเฉียงเหนือ
- แม่น้ำบอสนาไหลผ่านพื้นที่ตอนกลางของประเทศจากต้นน้ำใกล้ซาราเยโวไปบรรจบกับแม่น้ำซาวาทางตอนเหนือ ชื่อของแม่น้ำมีความเกี่ยวข้องกับชื่อภูมิภาคบอสเนีย
- แม่น้ำดรีนาไหลผ่านภาคตะวันออก และเป็นพรมแดนธรรมชาติส่วนใหญ่ระหว่างบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากับเซอร์เบีย
- แม่น้ำเนเรตวาเป็นแม่น้ำสายหลักของเฮอร์เซโกวีนาและเป็นแม่น้ำสายสำคัญเพียงสายเดียวของประเทศที่ไหลลงสู่ทะเลเอเดรียติก
ภูมิอากาศ

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีภูมิอากาศแตกต่างกันตามระดับความสูงและระยะห่างจากทะเล พื้นที่ราบทางตอนเหนือและหุบเขาภายในประเทศมีภูมิอากาศภาคพื้นทวีปแบบอบอุ่น โดยมีฤดูร้อนค่อนข้างร้อนและฤดูหนาวหนาวเย็น บริเวณภูเขาสูงมีภูมิอากาศแบบภูเขา ฤดูร้อนสั้นและเย็นกว่า ขณะที่ฤดูหนาวยาวนานและมีหิมะตกมาก ส่วนพื้นที่ชายฝั่งและที่ราบต่ำในเฮอร์เซโกวีนาทางใต้มีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีฤดูร้อนร้อนและค่อนข้างแห้ง ส่วนฤดูหนาวมีอากาศอบอุ่นกว่าและมีฝนตกมาก[57]
ระดับความสูงและแนวเทือกเขาทำให้ปริมาณฝนแตกต่างกันมากระหว่างแต่ละภูมิภาค พื้นที่ภูเขาทางตะวันตกและเฮอร์เซโกวีนาตอนบนได้รับฝนและหิมะมาก ขณะที่พื้นที่คาสต์ทางตอนใต้มีฤดูแล้งเด่นชัดกว่า ภูเขาใกล้ซาราเยโว เช่น ยาฮอรินา เบียลัชนิตซา และเตรเบวิช เป็นพื้นที่กีฬาฤดูหนาวสำคัญ และเคยใช้จัดการแข่งขันในโอลิมปิกฤดูหนาว 1984
ความหลากหลายทางชีวภาพ

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาตั้งอยู่ระหว่างเขตชีวภูมิศาสตร์ของยุโรปภาคพื้นทวีป เทือกเขาไดนาริกแอลป์ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้มีระบบนิเวศและชนิดพันธุ์หลากหลาย ตามการแบ่งภูมิภาคนิเวศของกองทุนสัตว์ป่าโลก พื้นที่ของประเทศครอบคลุมภูมิภาคนิเวศสี่แห่ง ได้แก่ ป่าผสมบอลข่าน ป่าผสมเทือกเขาไดนาริก ป่าผสมพันโนเนีย และป่าผลัดใบอิลลิเรีย[58]
พื้นที่ป่าไม้คิดเป็นประมาณร้อยละ 43 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 2.19 ล้านเฮกตาร์ใน ค.ศ. 2020 ลดลงเล็กน้อยจากประมาณ 2.21 ล้านเฮกตาร์ใน ค.ศ. 1990 ป่าส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่ตอนกลาง ตะวันออก และตะวันตก ใน ค.ศ. 2015 พื้นที่ป่าประมาณร้อยละ 74 อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์สาธารณะ ส่วนอีกร้อยละ 26 เป็นกรรมสิทธิ์เอกชน[59]
พื้นที่ธรรมชาติสำคัญประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติซูตเยสกา อุทยานแห่งชาติคอซารา อุทยานแห่งชาติอูนา และอุทยานแห่งชาติดรีนา ป่าเปรูชิตซาภายในอุทยานแห่งชาติซูตเยสกาเป็นหนึ่งในป่าดึกดำบรรพ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในยุโรป และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น หมีสีน้ำตาล หมาป่า แพะภูเขาชามัวร์ และนกล่าเหยื่อหลายชนิด
ประเทศเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมจากมลพิษทางอากาศ การใช้ถ่านหิน การเสื่อมโทรมของป่า น้ำท่วม ไฟป่า และการจัดการของเสียที่ยังไม่ทั่วถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มความเสี่ยงจากอุทกภัย ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่า โดยเฉพาะต่อภาคเกษตรกรรม ทรัพยากรน้ำ และการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ[60]
การเมืองและการปกครอง
สมาชิกคณะประธานาธิบดีฝ่ายบอสนีแอก
สมาชิกคณะประธานาธิบดีฝ่ายโครแอต
สมาชิกคณะประธานาธิบดีฝ่ายเซิร์บ
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีโครงสร้างรัฐที่กระจายอำนาจและมีหลายระดับเป็นพิเศษ ซึ่งวางกรอบขึ้นภายใต้ข้อตกลงเดย์ตัน ค.ศ. 1995 รัฐธรรมนูญของประเทศอยู่ในภาคผนวกที่ 4 ของข้อตกลงดังกล่าว และกำหนดให้ประเทศเป็นรัฐประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรม สถาบันส่วนกลางมีอำนาจเฉพาะด้านที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ขณะที่อำนาจที่มิได้มอบแก่ระดับประเทศเป็นอำนาจของหน่วยองค์ประกอบเป็นหลัก[61]
สถาบันระดับประเทศประกอบด้วยสมัชชารัฐสภาแบบสองสภา คณะประธานาธิบดีสามคน คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ โครงสร้างนี้มิได้เป็นเพียงการแบ่งอำนาจแนวดิ่งระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น แต่ยังมีระบบคุ้มครองผลประโยชน์ของชาวบอสนีแอก ชาวโครแอต และชาวเซิร์บ ซึ่งรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ชนชาติองค์ประกอบ” (constituent peoples) อยู่ในกระบวนการเลือกตั้งและการออกกฎหมายด้วย[61][62]
| ระดับ | สถาบันหลัก | ขอบเขตอำนาจโดยสังเขป |
|---|---|---|
| ประเทศ | คณะประธานาธิบดี สมัชชารัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ | นโยบายต่างประเทศ การค้าต่างประเทศและศุลกากร นโยบายการเงิน การย้ายถิ่นและลี้ภัย การคมนาคมระหว่างหน่วยองค์ประกอบ และการควบคุมการจราจรทางอากาศ รวมถึงเรื่องอื่นที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย[61] |
| หน่วยองค์ประกอบ | สหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และเรปูบลิกาเซิร์ปสกา | มีรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติ รัฐบาล และอำนาจในกิจการภายในตามรัฐธรรมนูญของตน |
| หน่วยพิเศษและท้องถิ่น | เขตเบิร์ชกอ; รัฐ (cantons) ในนครสหพันธรัฐบอสเนียฯ; นครและเทศบาล | เขตเบิร์ชกออยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง ส่วนรัฐเป็นชั้นปกครองสำคัญภายในสหพันธรัฐบอสเนียฯ[63] |
คณะประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี
ตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญ คณะประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐแบบคณะ ประกอบด้วยสมาชิกชาวบอสนีแอกหนึ่งคนและชาวโครแอตหนึ่งคน ซึ่งเลือกตั้งโดยตรงจากดินแดนของสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กับสมาชิกชาวเซิร์บหนึ่งคนซึ่งเลือกตั้งโดยตรงจากเรปูบลิกาเซิร์ปสกา สมาชิกมีวาระสี่ปีและผลัดกันทำหน้าที่ประธานคณะประธานาธิบดีทุกแปดเดือน[64]
คณะประธานาธิบดีมีอำนาจด้านนโยบายต่างประเทศ การแต่งตั้งและเรียกคืนเอกอัครราชทูต การเจรจาและให้สัตยาบันสนธิสัญญาตามความเห็นชอบของรัฐสภา การเสนอร่างงบประมาณของสถาบันระดับประเทศ และการเสนอชื่อประธานคณะรัฐมนตรีต่อสภาผู้แทนราษฎร การตัดสินใจตามปกติพยายามใช้ฉันทามติ แต่รัฐธรรมนูญยังกำหนดกลไกพิเศษกรณีสมาชิกเห็นว่ามติอาจกระทบ “ผลประโยชน์สำคัญ” ของหน่วยองค์ประกอบที่ตนได้รับเลือกตั้งมาด้วย[61]

คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรฝ่ายบริหารระดับประเทศ มีที่ตั้งในซาราเยโว ประธานคณะรัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อโดยคณะประธานาธิบดีและเข้ารับตำแหน่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ หน้าที่สำคัญคือประสานงานกระทรวงและหน่วยงานของรัฐ เสนอกฎหมายและงบประมาณ ตลอดจนดำเนินนโยบายในเขตอำนาจของรัฐบาลกลาง[65] จึงไม่ควรเทียบคณะรัฐมนตรีนี้กับรัฐบาลของรัฐเดี่ยวโดยตรง เพราะหน่วยองค์ประกอบยังมีรัฐบาลและกระทรวงของตนเองในกิจการภายในจำนวนมาก
รัฐสภา การเลือกตั้ง และตุลาการ
อำนาจนิติบัญญัติระดับประเทศเป็นของสมัชชารัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสองสภา และร่างกฎหมายจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อทั้งสองสภาเห็นชอบ[62]
- สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 42 คน เลือกตั้งโดยตรง โดย 28 คนมาจากสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และ 14 คนมาจากเรปูบลิกาเซิร์ปสกา[66]
- สภาประชาชน มีผู้แทน 15 คน ได้แก่ ชาวบอสนีแอก 5 คนและชาวโครแอต 5 คน ซึ่งมาจากสภาประชาชนของสหพันธรัฐบอสเนียฯ และชาวเซิร์บ 5 คน ซึ่งมาจากสมัชชาประชาชนของเรปูบลิกาเซิร์ปสกา สภานี้ทำหน้าที่สำคัญในการพิจารณาว่าร่างกฎหมายกระทบผลประโยชน์สำคัญของชนชาติองค์ประกอบหรือไม่[67]
ระบบเลือกตั้งจึงผสมระหว่างหลักการผู้แทนจากประชาชนกับการรับประกันผู้แทนของชนชาติองค์ประกอบ อย่างไรก็ดี การกำหนดคุณสมบัติของตำแหน่งบางประเภทตามชาติพันธุ์และถิ่นที่อยู่เป็นข้อถกเถียงด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด ในคดี Sejdić and Finci v. Bosnia and Herzegovina เมื่อ ค.ศ. 2009 ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปวินิจฉัยว่าการกันบุคคลเชื้อสายยิวและชาวโรมาซึ่งมิใช่สมาชิกของชนชาติองค์ประกอบออกจากการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะประธานาธิบดีและสภาประชาชน เป็นการเลือกปฏิบัติที่ขัดกับอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[68] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2025 คณะมนตรีสหภาพยุโรปยังระบุว่าประเทศจำเป็นต้องปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งต่อไป เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติต่อพลเมืองทุกคนก่อนและระหว่างเส้นทางการเข้าร่วมสหภาพยุโรป[69]
ศาลรัฐธรรมนูญมีผู้พิพากษาเก้าคน ในจำนวนนี้สี่คนได้รับเลือกโดยสภาผู้แทนราษฎรของสหพันธรัฐบอสเนียฯ สองคนได้รับเลือกโดยสมัชชาประชาชนของเรปูบลิกาเซิร์ปสกา และอีกสามคนได้รับแต่งตั้งโดยประธานศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปหลังหารือกับคณะประธานาธิบดี ศาลมีอำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างสถาบันของประเทศกับหน่วยองค์ประกอบ และพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญจากคำพิพากษาศาลอื่น โดยคำวินิจฉัยของศาลมีผลเป็นที่สุดและผูกพันทุกฝ่าย[70]
ผู้แทนระดับสูงและการบูรณาการยุโรป
ผู้แทนระดับสูงสำหรับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (High Representative) เป็นกลไกระหว่างประเทศสำหรับกำกับการปฏิบัติด้านพลเรือนของข้อตกลงเดย์ตัน ไม่ใช่ตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งภายในประเทศ ภาคผนวกที่ 10 กำหนดให้ผู้แทนระดับสูงเป็นผู้มีอำนาจสุดท้ายในการตีความการดำเนินการด้านพลเรือนของข้อตกลงสันติภาพ[71] อำนาจที่เรียกกันว่า อำนาจบอนน์ (Bonn Powers) ทำให้ผู้แทนระดับสูงสามารถออกคำตัดสินที่มีผลผูกพันในบางกรณี และในทางปฏิบัติเคยใช้เพื่อปลดเจ้าหน้าที่สาธารณะหรือบังคับใช้กฎหมายเมื่อสถาบันภายในประเทศไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพได้[72]
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาได้รับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปใน ค.ศ. 2022 และคณะมนตรียุโรปมีมติในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2024 ให้เปิดการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก อย่างไรก็ตาม กรอบการเจรจายังต้องอาศัยการดำเนินขั้นตอนและการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการยุโรประบุไว้ รวมทั้งการปฏิรูปด้านตุลาการ การเลือกตั้ง และหลักนิติธรรม[73]
การแบ่งเขตการปกครอง

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประเทศประกอบด้วยหน่วยองค์ประกอบสองแห่ง คือสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาและเรปูบลิกาเซิร์ปสกา ทั้งสองหน่วยมิใช่รัฐเอกราช แต่มีสถาบันและอำนาจปกครองตนเองกว้างขวางภายในกรอบรัฐธรรมนูญของประเทศ[61] นอกจากนี้ยังมีเขตเบิร์ชกอซึ่งเป็นหน่วยปกครองตนเองที่มีฐานะพิเศษ
สหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

สหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาแบ่งออกเป็น 10 รัฐ (อังกฤษ: cantons) แต่ละรัฐมีรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติ รัฐบาล และอำนาจตุลาการของตนเอง[74] การมีรัฐเป็นชั้นการปกครองเพิ่มเติมทำให้สหพันธรัฐบอสเนียฯ มีความกระจายอำนาจมากกว่าเรปูบลิกาเซิร์ปสกา โดยเฉพาะในกิจการสาธารณะ เช่น การศึกษา วัฒนธรรม และการปกครองท้องถิ่น[75]
| ตรา | ลำดับ | รัฐ | ศูนย์กลาง | ตรา | ลำดับ | รัฐ | ศูนย์กลาง |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | รัฐอูนา-ซานา | บีฮัช | 6 | รัฐสเร็ดญาบ็อสนา | ตราฟนิก | ||
| 2 | รัฐปอซาวินา | ออราชเย | 7 | รัฐเฮอร์เซโกวีนา-เนเรตวา | ม็อสตาร์ | ||
| 3 | รัฐตุซลา | ตุซลา | 8 | รัฐซาปัดนาเคร์ตเซกอวีนา | ชีโรกีบริเยก | ||
| 4 | รัฐเซนิตซา-ดอบ็อย | เซนิตซา | 9 | รัฐซาราเยโว | ซาราเยโว | ||
| 5 | รัฐปอดรีเญบอสเนียกอรัฌเด | กอรัฌเด | 10 | รัฐ 10 | ลีฟโน |
เรปูบลิกาเซิร์ปสกา

เรปูบลิกาเซิร์ปสกามีโครงสร้างการปกครองรวมศูนย์มากกว่าสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จึงไม่มีรัฐเป็นชั้นปกครองระดับกลาง หน่วยปกครองท้องถิ่นแบ่งเป็นนครและเทศบาลโดยตรง ตามสถิติ ค.ศ. 2025 มีนคร 12 แห่งและเทศบาล 52 แห่ง[77] การเรียกพื้นที่ต่าง ๆ ว่า “ภูมิภาค” เช่น บัญญาลูกา ดอบอย หรือเทรบินเย–ฟอชา ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางภูมิศาสตร์และสถิติ มิใช่หน่วยปกครองระดับกลางตามกฎหมาย
เขตเบิร์ชกอ
เขตเบิร์ชกอเป็นหน่วยปกครองท้องถิ่นที่ปกครองตนเองภายใต้อำนาจอธิปไตยของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา พื้นที่ของเขตอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ร่วมของหน่วยองค์ประกอบทั้งสอง แต่สถาบันของสหพันธรัฐบอสเนียฯ และเรปูบลิกาเซิร์ปสกาไม่ใช้อำนาจปกครองภายในเขตโดยตรง เขตมีสถาบัน กฎหมาย และระเบียบของตนเองตามกรอบรัฐธรรมนูญและคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเบิร์ชกอ[63]
กองทัพ

กองทัพบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นกองทัพอาชีพแบบรวมศูนย์ภายใต้การควบคุมของสถาบันระดับประเทศ รูปแบบปัจจุบันเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2006 จากการรวมกองทัพของสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากับกองทัพของเรปูบลิกาเซิร์ปสกา ภายหลังการปฏิรูปกลาโหมและการตรากฎหมายว่าด้วยการป้องกันประเทศ ค.ศ. 2005 การเกณฑ์ทหารและการรับราชการทหารภาคบังคับถูกยกเลิกในเวลาเดียวกัน[78]
คณะประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดร่วม ส่วนการบริหารดำเนินการโดยกระทรวงกลาโหมและเสนาธิการร่วม โครงสร้างหลักแบ่งเป็นกองบัญชาการยุทธการและกองบัญชาการสนับสนุน กองบัญชาการยุทธการประกอบด้วยกองพลน้อยทหารราบสามกองพล กองพลน้อยกองทัพอากาศและป้องกันภัยทางอากาศ และกองพลน้อยสนับสนุนทางยุทธวิธี[79]
อัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติกำหนดไว้สูงสุด 16,000 คน ประกอบด้วยกำลังพลทหารอาชีพ 10,000 นาย กำลังสำรอง 5,000 นาย และบุคลากรพลเรือน 1,000 คน ตัวเลขนี้เป็นกรอบอัตรากำลังตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเท่ากับจำนวนผู้ปฏิบัติหน้าที่จริงในทุกช่วงเวลา[80] ภารกิจของกองทัพครอบคลุมการคุ้มครองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน การรักษาความพร้อมทางทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การช่วยเหลือหน่วยงานพลเรือนเมื่อเกิดภัยพิบัติ และการร่วมปฏิบัติการสนับสนุนสันติภาพระหว่างประเทศ[81]
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพของนาโตใน ค.ศ. 2006 และได้รับเชิญเข้าร่วมแผนปฏิบัติการเพื่อสมาชิกใน ค.ศ. 2010 แต่ยังมิได้เป็นสมาชิกนาโต[82]
เศรษฐกิจ

หลังสิ้นสุดสงครามบอสเนียในปี 1995 บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาดำเนินการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของอดีตยูโกสลาเวียไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาด ปัจจุบันธนาคารโลกจัดประเทศให้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจรายได้ปานกลางระดับสูง อย่างไรก็ตาม รายได้และผลิตภาพแรงงานยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปมาก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังถูกจำกัดด้วยโครงสร้างการบริหารที่กระจายตัว กฎระเบียบที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยองค์ประกอบ และจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง[83]
ตามประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 3.2 ในปี 2024 ก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.0 ในปี 2026 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเพิ่มจากร้อยละ 1.7 ในปี 2024 เป็นร้อยละ 4.0 ในปี 2025 และคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2026 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น ตัวเลขของปี 2026 เป็นค่าประมาณการและอาจเปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก[8]
โครงสร้างเศรษฐกิจ

ภาคบริการมีสัดส่วนมากที่สุดของเศรษฐกิจ โดยกิจกรรมสำคัญได้แก่ การค้าส่งและค้าปลีก การขนส่ง โทรคมนาคม การเงิน บริการภาครัฐ และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันประเทศยังมีฐานอุตสาหกรรมการผลิตที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในคาบสมุทรบอลข่านตะวันตก ผลผลิตสำคัญประกอบด้วยเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้และเครื่องเรือน สิ่งทอ หนัง และอาหารแปรรูป[84]
ภาคเกษตรกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณร้อยละ 4.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2024 แต่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 17 ของการจ้างงานในปี 2025 สะท้อนว่าผลิตภาพของภาคเกษตรยังค่อนข้างต่ำ การผลิตสำคัญได้แก่ ธัญพืช ข้าวโพด มันฝรั่ง ผัก ผลไม้ องุ่น ผลิตภัณฑ์นม และปศุสัตว์ พื้นที่ทางเหนือเหมาะแก่การเพาะปลูกมากกว่าพื้นที่ภูเขาตอนกลาง ส่วนเฮอร์เซโกวีนามีการผลิตองุ่น ผักและผลไม้ที่เหมาะกับภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน[85]
การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมบริการที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยมีแหล่งท่องเที่ยวหลักในซาราเยโว มอสตาร์ เมืองประวัติศาสตร์ ชายฝั่งทะเลเอเดรียติกระยะสั้น ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศาสนา และกีฬาฤดูหนาว ในปี 2025 สถานประกอบการที่พักบันทึกนักท่องเที่ยวประมาณ 1.96 ล้านคนและการพักค้างคืนประมาณ 4.08 ล้านคืน ในจำนวนคืนพักทั้งหมดประมาณร้อยละ 70.3 เป็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ[86]
เงินตราและภาคการเงิน
สกุลเงินประจำชาติคือคอนเวร์ทีบิลนามาร์คา (รหัส BAM หรือ KM) ซึ่งธนาคารกลางบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเริ่มออกธนบัตรครั้งแรกในปี 1998 เดิมกำหนดค่าเท่ากับมาร์คเยอรมัน และภายหลังผูกค่าไว้กับยูโรในอัตราคงที่ 1 ยูโรต่อ 1.95583 มาร์คา[87][88]
ธนาคารกลางดำเนินนโยบายภายใต้ระบบคณะกรรมการเงินตรา โดยมาร์คาที่ออกใช้ต้องมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศรองรับ ระบบดังกล่าวช่วยรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน แต่จำกัดความสามารถของธนาคารกลางในการใช้นโยบายการเงินอย่างอิสระ กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าภาคธนาคารโดยรวมยังมีเงินกองทุนและสภาพคล่องในระดับสูง อย่างไรก็ดี การกำกับดูแลสถาบันการเงินยังแบ่งกันระหว่างหน่วยงานของสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากับเรปูบลิกาเซิร์ปสกา[8]
การค้า พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง สินค้าส่งออกสำคัญประกอบด้วยโลหะ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องเรือน และพลังงานไฟฟ้า ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เชื้อเพลิง เครื่องจักร ยานพาหนะ เคมีภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค
ในปี 2025 ประเทศส่งออกสินค้ามูลค่า 16.97 พันล้านมาร์คา และนำเข้ามูลค่า 29.95 พันล้านมาร์คา ทำให้ขาดดุลการค้าสินค้าประมาณ 12.98 พันล้านมาร์คา สหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก โดยการส่งออกไปสหภาพยุโรปมีมูลค่า 12.40 พันล้านมาร์คา และการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมีมูลค่า 17.41 พันล้านมาร์คาในปีเดียวกัน[89] ประเทศได้รับสถานะผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2022 และคณะมนตรียุโรปมีมติในเดือนมีนาคม 2024 ให้เปิดการเจรจาภาคยานุวัติ โดยการเริ่มขั้นตอนเจรจาอย่างเป็นทางการยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปภายในประเทศ[90]
ภาคพลังงานไฟฟ้าอาศัยโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นหลัก ในปี 2025 ประเทศผลิตไฟฟ้าประมาณ 14,540 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ในจำนวนนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินมีสัดส่วนร้อยละ 54.6 ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำผลิตไฟฟ้า 4,433 กิกะวัตต์-ชั่วโมง พลังงานลมและแสงอาทิตย์รวมกันมีสัดส่วนร้อยละ 12.4 ของการผลิตทั้งหมด ประเทศส่งออกไฟฟ้า 5,137 กิกะวัตต์-ชั่วโมงและนำเข้า 2,810 กิกะวัตต์-ชั่วโมง จึงเป็นผู้ส่งออกสุทธิในปีดังกล่าว แต่ยังมีการนำเข้าและส่งออกตามฤดูกาลและสภาพอุทกวิทยา[91]
การพึ่งพาถ่านหินทำให้ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนการปรับลดการปล่อยคาร์บอน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่ากลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรปอาจกระทบสินค้าประมาณร้อยละ 11 ของการส่งออก โดยเฉพาะไฟฟ้า เหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์[8]

โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งคือทางหลวงคอร์ริดอร์ Vc ซึ่งเป็นแนวคมนาคมเหนือ–ใต้ เชื่อมท่าเรือพลอเชในโครเอเชีย ผ่านมอสตาร์ ซาราเยโว และตอนเหนือของบอสเนีย ไปยังเครือข่ายคมนาคมของยุโรปกลาง โครงการได้รับเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป และธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป และมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและสนับสนุนการค้าและการท่องเที่ยว[92]
ความท้าทายทางเศรษฐกิจ
ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจได้แก่ ผลิตภาพและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังต่ำ ตลาดแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับทักษะของประชากร การย้ายถิ่นออกของแรงงาน การบริหารรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพในบางสาขา และกฎระเบียบที่แตกต่างกันระหว่างสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เรปูบลิกาเซิร์ปสกา และเขตเบิร์ชกอ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องปรับปรุงหลักนิติธรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การแข่งขันทางธุรกิจ และการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่พลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถแข่งขันและเข้าใกล้มาตรฐานของสหภาพยุโรปได้มากขึ้น[83][8]
ประชากรศาสตร์

ในปี 2025 กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประมาณว่าบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีประชากรราว 3.1 ล้านคน[93] ขณะที่สำมะโนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อปี 2013 บันทึกประชากรทั้งหมด 3,531,159 คน ในจำนวนนี้ระบุตนเป็นชาวบอสนีแอกร้อยละ 50.11 ชาวเซิร์บร้อยละ 30.78 ชาวโครแอตร้อยละ 15.43 และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น ชาวยิว และ ชาวโรมานี ร้อยละ 2.73 ส่วนที่เหลือไม่ระบุชาติพันธุ์หรือไม่ตอบคำถาม[7]
ศาสนา
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีความหลากหลายทางศาสนาซึ่งสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างชาติพันธุ์ของประเทศ โดยทั่วไปชาวบอสนีแอกส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวเซิร์บส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และชาวโครแอตส่วนใหญ่นับถือโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตาม ชาติพันธุ์กับศาสนาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และยังมีผู้ไม่นับถือศาสนา ตลอดจนชุมชนศาสนาขนาดเล็กอื่น ๆ เช่น ชาวยิวและโปรเตสแตนต์[94]
ข้อมูลล่าสุดที่จำแนกประชากรตามศาสนาทั่วประเทศยังคงมาจากสำมะโนประชากร ค.ศ. 2013 ซึ่งบันทึกว่าประชากรร้อยละ 50.70 ระบุว่านับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 30.75 นับถืออีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และร้อยละ 15.19 นับถือโรมันคาทอลิก ส่วนที่เหลือร้อยละ 3.36 ประกอบด้วยผู้นับถือศาสนาอื่น ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า อไญยนิยม ผู้ไม่ระบุศาสนา และผู้ไม่ตอบคำถาม[7]
ซาราเยโวมักได้รับการขนานนามว่า “เยรูซาเลมแห่งยุโรป” เนื่องจากมีมัสยิด โบสถ์ออร์ทอดอกซ์ อาสนวิหารคาทอลิก และธรรมศาลายิวตั้งอยู่ใกล้กันในเขตใจกลางเมือง สะท้อนประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของชุมชนมุสลิม คริสต์ และยิวหลายศตวรรษ[95]
- มัสยิดกาซีฮูสเรฟเบก
- อาสนวิหารออร์ทอดอกซ์แห่งการประสูติของพระแม่มารี
- ธรรมศาลาซาราเยโว
วัฒนธรรม
อาหาร
ลักษณะและอิทธิพล
อาหารบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเกิดจากการผสมผสานระหว่างอาหารพื้นเมืองของคาบสมุทรบอลข่านกับอิทธิพลจากอาหารออตโตมัน อาหารเมดิเตอร์เรเนียน และอาหารยุโรปกลาง การปกครองของจักรวรรดิออตโตมันเป็นเวลาหลายศตวรรษทำให้อาหารจำพวกเนื้อย่าง พายแป้งบาง ผักยัดไส้ ข้าวปรุงรส ขนมราดน้ำเชื่อม และวัฒนธรรมกาแฟแพร่หลาย ขณะที่สมัยออสเตรีย-ฮังการีนำอาหารจำพวกกูลาช ขนมอบ เค้ก และวิธีทำอาหารแบบยุโรปกลางเข้ามาเพิ่มเติม[96]
อาหารในภูมิภาคบอสเนียตอนในมักประกอบด้วยเนื้อสัตว์ พาย ซุป และอาหารตุ๋นที่เหมาะกับภูมิอากาศภาคพื้นทวีป ส่วนเฮอร์เซโกวีนาทางใต้ได้รับอิทธิพลแบบเมดิเตอร์เรเนียนมากกว่า มีการใช้องุ่น มะเดื่อ ผัก สมุนไพร เนื้อแกะ ปลา และน้ำมันมะกอก อาหารของแต่ละชุมชนยังแตกต่างกันตามประเพณีของชาวบอสนีแอก ชาวเซิร์บและชาวโครแอต รวมถึงข้อปฏิบัติทางศาสนา[96]
วัตถุดิบที่ใช้ทั่วไปได้แก่ มะเขือเทศ มันฝรั่ง หัวหอม กระเทียม พริกหวาน แตงกวา แคร์รอต กะหล่ำปลี เห็ด ปวยเล้ง ซูกินี ถั่วสดและถั่วแห้ง ตลอดจนบ๊วย แอปเปิลและผลิตภัณฑ์นม เครื่องปรุงมักใช้ในปริมาณพอเหมาะเพื่อไม่ให้กลบรสของเนื้อและผัก ผลิตภัณฑ์นมสำคัญ ได้แก่ ปาฟลากา (pavlaka) ซึ่งคล้ายครีมเปรี้ยว และไกมัก (kajmak) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นมข้นมัน อาหารหลายชนิดใช้วิธีตุ๋นหรือเคี่ยวช้า ๆ ทำให้น้ำจากเนื้อและผักกลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำซุปหรือซอสโดยไม่ต้องเติมซอสสำเร็จรูปมากนัก
อาหารคาว
อาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเชวาปี (ćevapi) เนื้อบดปรุงรสปั้นเป็นแท่งขนาดเล็กแล้วย่างบนเตา มักใช้เนื้อวัวหรือเนื้อวัวผสมเนื้อแกะ เสิร์ฟกับขนมปังแบนที่เรียกว่า ซอมุน somun หรือ เลปิญา lepinja หัวหอมดิบ และบางครั้งเสิร์ฟพร้อมไกมัก kajmak หรืออัจวาร์ เชวาปีพบทั่วอดีตยูโกสลาเวีย แต่มีความสำคัญเป็นพิเศษในวัฒนธรรมอาหารของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และมักได้รับการยกย่องเป็นอาหารประจำชาติ[97] เชวาปีแต่ละเมืองมีรูปแบบต่างกัน เช่น แบบซาราเยโวมักแยกเป็นแท่งสั้น ๆ ส่วนแบบบันยาลูกานิยมเชื่อมเนื้อหลายแท่งเข้าด้วยกันเป็นแผ่น
อาหารสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือพายแป้งบางซึ่งเรียกรวมว่า pita ในการใช้คำแบบบอสเนีย burek หรือ บูเรก หมายถึงพายไส้เนื้อโดยเฉพาะ ส่วนพายไส้อื่นมีชื่อของตนเอง ได้แก่ sirnica ไส้ชีสและไข่ zeljanica ไส้ผักใบเขียวกับชีส และ krompiruša ไส้มันฝรั่ง พายเหล่านี้อาจม้วนเป็นวง ขดเป็นก้นหอย หรืออบเป็นชั้นในถาด และมักรับประทานคู่กับโยเกิร์ต[96]
อาหารที่สืบทอดอิทธิพลออตโตมัน ได้แก่ ดอลมาหรือผักยัดไส้ และซาร์มา ซึ่งใช้ใบกะหล่ำปลีดองหรือใบองุ่นห่อข้าวกับเนื้อบด รูปแบบท้องถิ่นอื่น ๆ ได้แก่ ซอกัน-ดอลมา sogan-dolma หรือหัวหอมยัดไส้ ยาปรัก japrak หรือใบองุ่นยัดไส้ และเกลเป klepe แป้งห่อเนื้อต้มซึ่งคล้ายเกี๊ยว อาหารเหล่านี้มักเสิร์ฟพร้อมครีมเปรี้ยวหรือซอสกระเทียม
อาหารตุ๋นที่เป็นที่รู้จักได้แก่ บอซานสกี ลอนาตซ์ bosanski lonac แปลว่า “หม้อบอสเนีย” ทำจากเนื้อและผักหลายชนิดเรียงเป็นชั้นแล้วเคี่ยวช้า ๆ และเบกอวา ชอร์บา begova čorba หรือ “ซุปของเบย์” เป็นซุปข้นจากเนื้อไก่ กระเจี๊ยบเขียวและผัก ซึ่งเดิมสัมพันธ์กับอาหารของชนชั้นปกครองสมัยออตโตมัน อาหารอื่นที่พบทั่วไป ได้แก่ ปีลัฟ กูลาช พริกหวานยัดไส้ ถั่วตุ๋น เนื้อแกะย่าง และปลาเทราต์จากแม่น้ำภูเขา
ขนมหวาน
ขนมหวานแสดงอิทธิพลทั้งแบบออตโตมันและยุโรปกลาง ขนมที่พบทั่วไป ได้แก่ บาคลาวา แป้งบางสลับชั้นกับถั่วและน้ำเชื่อม ฮูร์มาชิตซา hurmašica ขนมอบชิ้นเล็กราดน้ำเชื่อม กาไดฟ์ kadaif ขนมเส้นแป้งกับถั่ว และตูฟาฮิยา tufahija ซึ่งนำแอปเปิลไปต้มในน้ำเชื่อม ยัดไส้วอลนัตแล้วแต่งหน้าด้วยวิปครีม อิทธิพลออสเตรีย-ฮังการียังปรากฏในเค้กครีม แอปเปิลสตรูเดิล โดนัท และขนมอบตามร้านกาแฟในเมืองต่าง ๆ
ไวน์และสุรากลั่น

การผลิตไวน์กระจุกตัวอยู่ในเฮอร์เซโกวีนา โดยเฉพาะบริเวณมอสตาร์ ชิตลุกและเตรบินเย ซึ่งมีฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งเหมาะแก่การปลูกองุ่น พันธุ์องุ่นพื้นเมืองสำคัญคือ Žilavka (ชีลัฟกา) สำหรับไวน์ขาว และ Blatina (บลาตีนา) สำหรับไวน์แดง ทั้งสองพันธุ์รวมกันมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60–65 ขององุ่นสำหรับผลิตไวน์ในประเทศ พันธุ์ท้องถิ่นอื่นได้แก่ Trnjak และ Vranac[98]
สุรากลั่นแบบพื้นเมืองเรียกรวมว่า rakija หรือรากียา เฮอร์เซโกวีนามีชื่อเสียงด้านลอซา loza หรือลอซอวาชา lozovača ซึ่งกลั่นจากกากองุ่นและมีลักษณะใกล้เคียงกับกรัปปาของอิตาลี ส่วนทางตอนเหนือผลิตชลิวอวิตซา šljivovica จากบ๊วย และ ยาบุกอวาชา jabukovača จากแอปเปิล นอกจากนี้ยังมีสุราหมักหรือสุรากลั่นจากผลไม้อื่นตามวัตถุดิบของแต่ละท้องถิ่น[99]
วัฒนธรรมกาแฟ

กาแฟบอสเนีย (bosanska kafa) เป็นส่วนสำคัญของชีวิตทางสังคมและการต้อนรับแขก แม้มีต้นกำเนิดร่วมกับกาแฟตุรกี แต่ชาวบอสเนียพัฒนาวิธีเตรียมและธรรมเนียมการเสิร์ฟของตนเอง กาแฟบดละเอียดจะต้มในกาโลหะด้ามยาวที่เรียกว่า เฌสวา džezva แล้วเทลงในถ้วยใบเล็กไม่มีหูจับที่เรียกว่า ฟิลด์ฌาน fildžan โดยมักเสิร์ฟพร้อมน้ำตาลก้อนและโลคุม[100]
การดื่มกาแฟไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อความสดชื่น แต่เป็นโอกาสสำหรับการสนทนา การต้อนรับแขก การพบเพื่อน หรือการเจรจาธุรกิจ ร้านกาแฟจึงพบได้ทั่วไปทั้งในซาราเยโวและเมืองอื่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะย่านตลาดเก่าและศูนย์กลางเมือง กาแฟมักดื่มอย่างช้า ๆ และการชวนใครสักคน “ไปดื่มกาแฟ” อาจหมายถึงการใช้เวลาพูดคุยร่วมกันมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มเพียงถ้วยเดียว
หมายเหตุ
- ↑ การลงประชามติมีขึ้นระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ถึง 1 มีนาคม ค.ศ. 1992 ประเทศประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 3 มีนาคม และได้รับการรับรองจากประชาคมยุโรปเมื่อวันที่ 6 เมษายนปีเดียวกัน
อ้างอิง
- ↑ "Constitution of Bosnia and Herzegovina" (PDF). ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 ตุลาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Faingold, Eduardo D. (2004). "Language rights and language justice in the constitutions of the world" (PDF). Language Problems & Language Planning. 28 (1): 11–24. doi:10.1075/lplp.28.1.03fai. ISSN 0272-2690. S2CID 144311672. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2020-02-13.
- ↑ Sadurski, Wojciech (2005). Rights Before Courts: A Study of Constitutional Courts in Postcommunist States of Central and Eastern Europe. Springer. น. 342. ISBN 1402030061.
- ↑ Footitt, Hilary; Kelly, Michael (2012). Languages at War: Policies and Practices of Language Contacts in Conflict. Basingstoke: Palgrave Macmillan. น. 111–120. ISBN 978-0230368774.
- ↑ "Presidency of Bosnia and Herzegovina". Presidency of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina Population 2025" (ภาษาอังกฤษ). United Nations Population Fund. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 Agency for Statistics of Bosnia and Herzegovina (2016). "Popis stanovništva, domaćinstava i stanova u Bosni i Hercegovini, 2013: Rezultati Popisa / Census of Population, Households and Dwellings in Bosnia and Herzegovina, 2013: Final Results" (PDF) (ภาษาบอสเนีย และ อังกฤษ). ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 25 มิถุนายน 2021. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 "World Economic Outlook Database, April 2026" (ภาษาอังกฤษ). International Monetary Fund. เมษายน 2026. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Gini index – Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). World Bank. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Human Development Index and its components" (PDF). Human Development Report 2025 (ภาษาอังกฤษ). United Nations Development Programme. 2025. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Annex 4: Constitution of Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina Population 2025" (ภาษาอังกฤษ). United Nations Population Fund. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). European Commission. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Constantine VII Porphyrogenitus (1993). Moravcsik, Gyula (บ.ก.). De Administrando Imperio (ภาษาอังกฤษ). Dumbarton Oaks Center for Byzantine Studies. น. 153–155.
- ↑ Malcolm, Noel (2002). Bosnia: A Short History (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Pan Books. ISBN 978-0-330-41244-5.
- ↑ Malcolm, Noel (2002). Bosnia: A Short History (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Pan Books. น. 22. ISBN 978-0-330-41244-5.
- ↑ Fine, John V. A. Jr. (1994). The Late Medieval Balkans: A Critical Survey from the Late Twelfth Century to the Ottoman Conquest (ภาษาอังกฤษ). University of Michigan Press. น. 578. ISBN 978-0-472-08260-5.
- ↑ "Bosnia and Herzegovina: Facts, Geography, History, and Maps". Encyclopædia Britannica (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Constitution of Bosnia and Herzegovina, Article I: Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Palaeolithic site of Badanj". Heritage Without Roads (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Cave art at Badanj". Centar za krš i speleologiju (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Butmir near Sarajevo". National Museum of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Gekić, Haris; Bidžan-Gekić, Aida; Drešković, Nusret; Mirić, Ranko; Reményi, Péter (2022). The Geography of Bosnia and Herzegovina: Between East and West (ภาษาอังกฤษ). Springer Nature. น. 138–139. ISBN 978-3-030-98523-3.
- ↑ Tomašević, Nebojša (1983). Treasures of Yugoslavia: An Encyclopedic Touring Guide (ภาษาอังกฤษ). Yugoslaviapublic. น. 306–307.
- 1 2 Malcolm, Noel (2002). Bosnia: A Short History (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Pan Books. น. 1–12. ISBN 978-0-330-41244-5.
- ↑ Constantine VII Porphyrogenitus (1993). Moravcsik, Gyula (บ.ก.). De Administrando Imperio (ภาษาอังกฤษ). แปลโดย Jenkins, R. J. H. Dumbarton Oaks Center for Byzantine Studies. น. 153–155. ISBN 978-0-88402-021-9.
- 1 2 3 Fine, John V. A. Jr. (1994). The Late Medieval Balkans: A Critical Survey from the Late Twelfth Century to the Ottoman Conquest (ภาษาอังกฤษ). University of Michigan Press. ISBN 978-0-472-08260-5.
- 1 2 Donia, Robert J.; Fine, John V. A. Jr. (1994). Bosnia and Hercegovina: A Tradition Betrayed (ภาษาอังกฤษ). C. Hurst & Co. ISBN 978-1-85065-212-0.
- 1 2 3 Malcolm, Noel (2002). Bosnia: A Short History (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Pan Books. น. 53–134. ISBN 978-0-330-41244-5.
- ↑ Donia, Robert J. (2006). Sarajevo: A Biography (ภาษาอังกฤษ). University of Michigan Press. น. 25–48. ISBN 978-0-472-11557-0.
- ↑ Hajdarpasic, Edin (2015). Whose Bosnia? Nationalism and Political Imagination in the Balkans, 1840–1914 (ภาษาอังกฤษ). Cornell University Press. น. 6–13. ISBN 978-0-8014-5371-7.
- ↑ Malcolm, Noel (2002). Bosnia: A Short History (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Pan Books. น. 135–155. ISBN 978-0-330-41244-5.
- ↑ Sugar, Peter F. (1963). Industrialization of Bosnia-Hercegovina, 1878–1918 (ภาษาอังกฤษ). University of Washington Press.
- ↑ Hajdarpasic, Edin (2015). Whose Bosnia? Nationalism and Political Imagination in the Balkans, 1840–1914 (ภาษาอังกฤษ). Cornell University Press. น. 161–165. ISBN 978-0-8014-5371-7.
- ↑ Keil, Soeren (2013). Multinational Federalism in Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). Routledge. น. 61–62. ISBN 978-1-4094-4700-9.
- ↑ Albertini, Luigi (2005). The Origins of the War of 1914 (ภาษาอังกฤษ). เล่มที่ 2. Enigma Books. น. 94–227. ISBN 978-1-929631-26-1.
- 1 2 Malcolm, Noel (2002). Bosnia: A Short History (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Pan Books. น. 159–173. ISBN 978-0-330-41244-5.
- ↑ Banac, Ivo (1988). The National Question in Yugoslavia: Origins, History, Politics (ภาษาอังกฤษ). Cornell University Press. ISBN 978-0-8014-9493-2.
- ↑ Yeomans, Rory (2012). Visions of Annihilation: The Ustasha Regime and the Cultural Politics of Fascism, 1941–1945 (ภาษาอังกฤษ). University of Pittsburgh Press. ISBN 978-0-8229-7793-3.
- ↑ Tomasevich, Jozo (1975). War and Revolution in Yugoslavia, 1941–1945: The Chetniks (ภาษาอังกฤษ). Stanford University Press. น. 256–261. ISBN 978-0-8047-0857-9.
- ↑ Hoare, Marko Attila (2006). Genocide and Resistance in Hitler's Bosnia: The Partisans and the Chetniks, 1941–1943 (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-726380-8.
- ↑ Redžić, Enver (2005). Bosnia and Herzegovina in the Second World War (ภาษาอังกฤษ). Frank Cass. น. 225–227. ISBN 978-0-7146-5625-0.
- ↑ Ramet, Sabrina P. (2006). The Three Yugoslavias: State-Building and Legitimation, 1918–2005 (ภาษาอังกฤษ). Indiana University Press. ISBN 978-0-253-34656-8.
- ↑ Woodward, Susan L. (1995). Balkan Tragedy: Chaos and Dissolution after the Cold War (ภาษาอังกฤษ). Brookings Institution Press. ISBN 978-0-8157-9514-8.
- ↑ Burg, Steven L.; Shoup, Paul S. (1999). The War in Bosnia-Herzegovina: Ethnic Conflict and International Intervention (ภาษาอังกฤษ). M. E. Sharpe. ISBN 978-1-56324-308-0.
- ↑ The Referendum on Independence in Bosnia-Herzegovina: February 29–March 1, 1992 (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). Commission on Security and Cooperation in Europe. 1992. น. 19.
- ↑ "Admission of the Republic of Bosnia and Herzegovina to membership in the United Nations" (ภาษาอังกฤษ). United Nations. 22 พฤษภาคม 1992. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "The Conflicts: Bosnia and Herzegovina 1992–1995" (ภาษาอังกฤษ). International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Washington Agreement" (ภาษาอังกฤษ). United States Institute of Peace. 1 มีนาคม 1994. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Krstić Appeals Chamber Judgement: Srebrenica genocide was committed" (ภาษาอังกฤษ). International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia. 19 เมษายน 2004. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "The General Framework Agreement for Peace in Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnian protests: A Balkan Spring?". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 8 กุมภาพันธ์ 2014. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Council of the European Union and European Council. สืบค้นเมื่อ 16 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina". Encyclopædia Britannica (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite encyclopedia}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Cuvalo, Ante (2010). The A to Z of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). Plymouth: Rowman & Littlefield. น. lxxi, 154–155. ISBN 978-0-8108-7647-7.
- 1 2 Čengić, Izet; Čabaravdić, Azra. "Watershed Management in Mountain Regions in Bosnia and Herzegovina" (PDF). Watershed Research in Europe (ภาษาอังกฤษ). Food and Agriculture Organization of the United Nations. น. 113–118. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina". Climate Change Adaptation (ภาษาอังกฤษ). United Nations Development Programme. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Dinerstein, Eric; Olson, David; Joshi, Anup (2017). "An Ecoregion-Based Approach to Protecting Half the Terrestrial Realm". BioScience (ภาษาอังกฤษ). 67 (6): 534–545. doi:10.1093/biosci/bix014. PMC 5451287. PMID 28608869.
{{cite journal}}:|display-authors=3ไม่ถูกต้อง (วิธีใช้) - ↑ "Global Forest Resources Assessment 2020: Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Food and Agriculture Organization of the United Nations. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina Country Climate and Development Report" (ภาษาอังกฤษ). World Bank. 19 พฤศจิกายน 2024. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 "Constitution of Bosnia and Herzegovina (Annex 4 to the Dayton Peace Agreement)" (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "About the Parliamentary Assembly of Bosnia and Herzegovina". Parliamentary Assembly of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Amendment I to the Constitution of Bosnia and Herzegovina" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. 2009. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Election Law of Bosnia and Herzegovina: consolidated text" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Central Election Commission of Bosnia and Herzegovina. Articles 8.1–8.3. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "About the Council of Ministers of Bosnia and Herzegovina". Council of Ministers of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "General information: House of Representatives". Parliamentary Assembly of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "General information: House of Peoples". Parliamentary Assembly of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Sejdić and Finci v. Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). European Court of Human Rights. 22 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Council conclusions on enlargement (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). Council of the European Union. 16 ธันวาคม 2025. น. 27–29. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Organization of the Constitutional Court of Bosnia and Herzegovina". Constitutional Court of Bosnia and Herzegovina (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Annex 10: Agreement on civilian implementation of the peace settlement" (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "The High Representative and the Bonn Powers" (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina: EU relations and accession negotiations". Council of the European Union (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Constitution of the Federation of Bosnia and Herzegovina" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Office of the High Representative. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Division of powers: Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). European Committee of the Regions. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Federation of Bosnia and Herzegovina in Figures 2020 (PDF) (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ และ บอสเนีย). Federal Office of Statistics, Federation of Bosnia and Herzegovina. 2020. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ This is Republika Srpska 2025 (PDF) (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). Republika Srpska Institute of Statistics. 2025. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina: Partnership for Peace" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Ministry of Defence of Bosnia and Herzegovina. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Structure of the Armed Forces of Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Armed Forces of Bosnia and Herzegovina. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "About the Armed Forces of Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Armed Forces of Bosnia and Herzegovina. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "The Armed Forces of Bosnia and Herzegovina" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Ministry of Defence of Bosnia and Herzegovina. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Relations with Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). NATO. 9 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Bosnia and Herzegovina's Continued Progress Requires More Economic and Energy Reforms" (ภาษาอังกฤษ). World Bank. 26 มีนาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina Country Strategy 2022–2027" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). European Bank for Reconstruction and Development. 2022. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Agri-food trade statistical factsheet: Bosnia and Herzegovina" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). European Commission. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Tourism, cumulative: January–December 2025" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Agency for Statistics of Bosnia and Herzegovina. 9 กุมภาพันธ์ 2026. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "25 Years of the Convertible Mark: A Currency that Provides Stability and Confidence" (ภาษาอังกฤษ). Central Bank of Bosnia and Herzegovina. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "20 Years of KM Peg to the Euro" (ภาษาอังกฤษ). Central Bank of Bosnia and Herzegovina. 10 พฤศจิกายน 2021. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "International Trade in Goods of Bosnia and Herzegovina, January–December 2025" (PDF) (ภาษาโครเอเชีย และ อังกฤษ). Agency for Statistics of Bosnia and Herzegovina. 20 มกราคม 2026. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). Council of the European Union. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "2025 Report on Activities of the State Electricity Regulatory Commission" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). State Electricity Regulatory Commission of Bosnia and Herzegovina. 2026. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Corridor Vc in Bosnia and Herzegovina" (ภาษาอังกฤษ). European Investment Bank. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina Population 2025" (ภาษาอังกฤษ). United Nations Population Fund. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnia and Herzegovina 2023 International Religious Freedom Report" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). United States Department of State. 2024. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Quotes about Sarajevo". Destination Sarajevo (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 Samardžić, Slavica; Đurić, Gordana; Rudić-Grujić, Vesna; Radovanović, Gordana; Dizdarević, Teodora; Đorđević-Milošević, Suzana (2021). "Food, nutrition and health in Bosnia and Herzegovina". Nutritional and Health Aspects of Food in the Balkans (ภาษาอังกฤษ). Academic Press. น. 47–66. doi:10.1016/B978-0-12-820782-6.00007-4.
- ↑ "Bosnia and Herzegovina". Encyclopædia Britannica (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite encyclopedia}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Robinson, Jancis (6 กุมภาพันธ์ 2020). "Bosnia-Herzegovina – at the crossroads". JancisRobinson.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Wines, grappa and liqueurs" (ภาษาอังกฤษ). Tourist Board of Mostar. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bosnian coffee is drunk with pleasure and no haste". Visit B&H (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)