การทิ้งระเบิดเกาหลีเหนือ

Overview

สืบเนื่องจากการบุกครองเกาหลีใต้โดยเกาหลีเหนือในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 กองกำลังทางอากาศของกองบัญชาการสหประชาชาติได้เริ่มต้นการทัพทิ้งระเบิดอย่างกว้างขวางต่อเกาหลีเหนือซึ่งดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเกาหลีในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1953 นี่ถือเป็นการทัพทิ้งระเบิดครั้งสำคัญครั้งแรกของกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF) นับตั้งแต่การตั้งเหล่าทัพใน ค.ศ. 1947 โดยแยกตัวออกมาจากกองทัพบกสหรัฐ

การทิ้งระเบิดเกาหลีเหนือ
ส่วนหนึ่งของ สงครามเกาหลี
ดักลาส A-26 อินเวเดอร์ทิ้งระเบิดเหนือเกาหลีเหนือ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1951
ชนิดการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์
ตำแหน่งประเทศเกาหลีเหนือ
ผู้บังคับบัญชากองบัญชาการสหประชาชาติ
วันที่ค.ศ. 1950–1953
ผู้สูญเสียเสียชีวิต 282,000 ราย[1]

สืบเนื่องจากการบุกครองเกาหลีใต้โดยเกาหลีเหนือในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 กองกำลังทางอากาศของกองบัญชาการสหประชาชาติได้เริ่มต้นการทัพทิ้งระเบิดอย่างกว้างขวางต่อเกาหลีเหนือซึ่งดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเกาหลีในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1953 นี่ถือเป็นการทัพทิ้งระเบิดครั้งสำคัญครั้งแรกของกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF) นับตั้งแต่การตั้งเหล่าทัพใน ค.ศ. 1947 โดยแยกตัวออกมาจากกองทัพบกสหรัฐ

ระหว่างการทัพทางอากาศ อาวุธตามแบบ รวมถึงระเบิด ระเบิดเพลิง และเนปาล์มได้ทำลายหมู่บ้าน เมือง และนครเกือบทั้งหมดของเกาหลีเหนือ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ประมาณการว่าได้รับความเสียหายถึงร้อยละ 85 สหรัฐทิ้งระเบิดรวมประมาณ 635,000 ตันและเนปาล์มอีก 32,557 ตันในระหว่างสงคราม ส่วนใหญ่เป็นการทิ้งลงในพื้นที่เกาหลีเหนือ (เทียบกับปริมาณระเบิด 503,000 ตันที่ใช้ในสมรภูมิแปซิฟิกทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง)[2]

ภูมิหลัง

ในช่วงหลายเดือนแรกของสงครามเกาหลี ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ค.ศ. 1950 กองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) ของเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรเกาหลี โดยสามารถรุกไล่กองกำลังสหรัฐและเกาหลีใต้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1950 กองกำลังของกองบัญชาการสหประชาชาติได้พลิกสถานการณ์ด้วยการยกพลขึ้นบกที่ด้านหลังแนวรบเกาหลีเหนือที่อินช็อนและบีบให้กองทัพประชาชนเกาหลีต้องล่าถอยไปทางเหนือ สถานการณ์พลิกผันอีกครั้งเมื่อกองทัพอาสาประชาชนจีนเข้าสู่ความขัดแย้งในวันที่ 19 ตุลาคม ส่งผลให้กองกำลังสหประชาชาติต้องถอยร่นจนกระทั่งถึงต้น ค.ศ. 1951

ตลอดระยะเวลาของสงคราม พื้นที่พรมแดนระหว่างเกาหลีและจีนถูกยกเว้นจากการทิ้งระเบิด ด้วยความกังวลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ[3]

การทัพทิ้งระเบิดแม่นยำ

ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ค.ศ. 1950 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 ของกองทัพอากาศตะวันออกไกล (Far East Air Forces - FEAF) สังกัดกองทัพอากาศสหรัฐ ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงต่อศูนย์กลางการขนส่งและอุตสาหกรรมในเกาหลีเหนือ หลังสถาปนาการครองอากาศได้ในระยะเวลาอันสั้นจากการทำลายกองทัพอากาศประชาชนเกาหลีทั้งในอากาศและบนพื้นดิน เครื่องบินทิ้งระเบิดของ FEAF ก็ไม่พบกับการต่อต้านใด ๆ และ "น่านฟ้าเหนือเกาหลีเหนือได้กลายเป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่ปลอดภัยของพวกเขา"[4]

การโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดครั้งแรกต่อเกาหลีเหนือได้รับการอนุมัติในวันที่สี่ของสงคราม คือวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1950 โดยนายพลดักลาส แมกอาเทอร์ทันทีที่ได้รับคำร้องขอจากพลเอก จอร์จ อี. สตราตไมเยอร์ ผู้บัญชาการของ FEAF คำสั่งของแมกอาเทอร์มีขึ้นก่อนการได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมนให้ขยายปฏิบัติการทางอากาศเข้าสู่พื้นที่เกาหลีเหนือ คำสั่งดังกล่าวออกในวันที่ 29 มิถุนายนเช่นกัน แต่ส่งไปถึงโตเกียวในวันที่ 30 มิถุนายน[5]

ในช่วงเวลานี้ นโยบายอย่างเป็นทางการของสหรัฐคือการดำเนินการทิ้งระเบิดแม่นยำ (precision bombing) โดยมีเป้าหมายที่ศูนย์กลางการสื่อสารคมนาคม (สถานีรถไฟ ย่านสับเปลี่ยน ย่านสถานีหลัก และทางรถไฟ) รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางอุตสาหกรรมที่ถือว่าสำคัญต่อขีดความสามารถในการทำสงคราม นโยบายนี้เป็นผลมาจากการถกเถียงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนโยบายของสหรัฐปฏิเสธการทิ้งระเบิดใส่พลเรือนขนานใหญ่ (mass civilian bombings) ที่เคยดำเนินการในช่วงปลายสงคราม โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีประโยชน์และผิดศีลธรรม[6]

แม้จะมีนโยบายทิ้งระเบิดแม่นยำอย่างเป็นทางการ แต่เกาหลีเหนือได้รายงานถึงการสูญเสียของพลเรือนอย่างกว้างขวาง ตามความเห็นของนักวิเคราะห์ทางการทหาร แทวู คิม ความย้อนแย้งที่ชัดเจนระหว่างนโยบายทิ้งระเบิดแม่นยำกับรายงานการสูญเสียของพลเรือนในระดับสูงนั้นอธิบายได้ด้วยความแม่นยำที่ต่ำมากของการทิ้งระเบิด จากการวิเคราะห์ของ FEAF ระบุว่าต้องใช้ระเบิดถึง 209 ลูกเพื่อให้มีโอกาสร้อยละ 80 ในการโจมตีเป้าหมายที่มีขนาด 20 ฟุต (6.1 เมตร) คูณ 500 ฟุต (150 เมตร) สำหรับเป้าหมายลักษณะดังกล่าว ระเบิดที่ทิ้งลงไปถึงร้อยละ 99.3 ไม่ถูกเป้าหมาย เนื่องจากเป้าหมายหลายแห่งใน "การทัพทิ้งระเบิดแม่นยำ" ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น พลเรือนจำนวนมากจึงถูกสังหารแม้จะมีนโยบายจำกัดเป้าหมาย[7]

การทัพทิ้งระเบิดเพลิง

B-29 ทิ้งระเบิดขนาด 1,000 ปอนด์ (450 กิโลกรัม) เหนือเกาหลี เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1951
นครว็อนซันของเกาหลีเหนือถูกโจมตีโดยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-26 จากกองทัพอากาศที่ห้า, ค.ศ. 1951

ต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1950 พลเอก เอ็มเมตต์ โอคอนเนลล์ จูเนียร์ ร้องขออนุมัติเพื่อเผาทำลายห้านครของเกาหลีเหนือ โดยเขาเสนอให้แมกอาเทอร์ประกาศว่ากองกำลังสหประชาชาติจะใช้วิธีทิ้งระเบิดเพลิงที่เคย "ทำให้ญี่ปุ่นยอมสยบ" ในช่วงสงครามแปซิฟิก คำประกาศดังกล่าวจะเป็นการเตือนผู้นำเกาหลีเหนือ "ให้พาสตรี เด็ก และผู้ที่ไม่ใช่คู่สงครามออกไปให้พ้น"[8] ตามข้อมูลของโอคอนเนลล์ แมกอาเทอร์ตอบกลับว่า "ไม่... ผมยังไม่พร้อมที่จะไปไกลถึงขนาดนั้น คำแนะนำของผมมีความชัดเจนมาก อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมไม่มีความลำบากใจใด ๆ ถ้าคุณจะทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทางทหารจริงด้วยระเบิดแรงสูงในศูนย์กลางอุตสาหกรรมทั้งห้าแห่งนั้น ถ้าคุณพลาดเป้าหมายและสังหารผู้คนหรือทำลายส่วนอื่นของนคร ผมยอมรับว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม"[8]

ด้วยสถานการณ์แนวรบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน และกำลังพลใหม่ในขณะที่กองกำลังสหประชาชาติถอยร่น ปฏิบัติการกองหลังของ FEAF ในเดือนกรกฎาคมยังรวมถึงการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายในเกาหลีใต้ในโซลและอันดง ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก เช่น เหตุการณ์ที่ยงซัน[9] ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1950 แมกอาเทอร์ระบุในรายงานสาธารณะต่อสหประชาชาติว่า "ปัญหาเรื่องการเลี่ยงการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์และความเสียหายต่อเศรษฐกิจภาคพลเรือนนั้นมีอยู่ตลอดเวลาและได้รับความเอาใจใส่จากผมโดยส่วนตัว"[8]

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1950 สตราตไมเยอร์ขออนุมัติโจมตีชินอึยจู เมืองเอกของจังหวัดที่มีประชากรประมาณ 60,000 คน "ในพื้นที่ที่กว้างที่สุดของนคร โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ด้วยการเผาและระเบิดแรงสูง" กองบัญชาการของแมกอาเทอร์ตอบกลับในวันรุ่งขึ้นว่า "นโยบายทั่วไปที่ประกาศจากวอชิงตันคัดค้านการโจมตีดังกล่าว เว้นแต่สถานการณ์ทางทหารจะกำหนดให้ต้องทำอย่างชัดเจน ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เป็นเช่นนั้น"[8]

ภายหลังการแทรกแซงของจีนในเดือนพฤศจิกายน แมกอาเทอร์สั่งให้เพิ่มการทิ้งระเบิดในเกาหลีเหนือ ซึ่งรวมถึงการทิ้งระเบิดเพลิงต่อคลังแสงและศูนย์กลางการโทรคมนาคมของประเทศและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ "ปลายฝั่งเกาหลี" ของสะพานทั้งหมดที่ข้ามแม่น้ำยาลู่[10]

วันที่ 3 พฤศจิกายน สตราตไมเยอร์ส่งต่อคำร้องของพลเอก เอิร์ล อี. พาร์ทริจ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่ห้า (Fifth Air Force) ต่อแมกอาเทอร์ เพื่อขออนุมัติ "เผาชินอึยจู" เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำในเดือนกรกฎาคมและตุลาคม แมกอาเทอร์ปฏิเสธคำร้องโดยอธิบายว่าเขาวางแผนจะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของเมืองหลังยึดได้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเดียวกันนั้น แมกอาเทอร์ตกลงเป็นครั้งแรกให้มีการทัพทิ้งระเบิดเพลิง โดยเห็นชอบกับคำขอของสตราตไมเยอร์ที่จะเผาคังกเยและเมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่ง: "เผามันถ้าคุณปรารถนาเช่นนั้น ไม่เพียงเท่านั้นนะ สตราต แต่จงเผาและทำลายเพื่อเป็นบทเรียนแก่เมืองอื่น ๆ เหล่านั้นที่คุณเห็นว่ามีคุณค่าทางทหารต่อศัตรู" ในเย็นวันเดียวกัน เสนาธิการของแมกอาเทอร์บอกกับสตราตไมเยอร์ว่าการทิ้งระเบิดเพลิงชินอึยจูได้รับการอนุมัติแล้วเช่นกัน ในบันทึกส่วนตัว นายพลสตราตไมเยอร์สรุปคำสั่งไว้ดังนี้:

"สิ่งติดตั้ง สิ่งอำนวยความสะดวก และหมู่บ้านทุกแห่งในเกาหลีเหนือ บัดนี้กลายเป็นเป้าหมายทางทหารและยุทธวิธี"

สตราตไมเยอร์ส่งคำสั่งไปยังกองทัพอากาศที่ห้าและกองบัญชาการเครื่องบินทิ้งระเบิดให้ "ทำลายทุกวิถีทางของการสื่อสารและทุกสิ่งติดตั้ง โรงงาน เมือง และหมู่บ้าน"[11] วันที่ 5 พฤศจิกายน สตราตไมเยอร์ให้คำสั่งต่อไปนี้แก่ผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่ห้า: "อากาศยานภายใต้ควบคุมของกองทัพอากาศที่ห้าจะทำลายเป้าหมายอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงอาคารทั้งหมดที่สามารถใช้เป็นที่พักพิง" ในวันเดียวกัน B-29 จำนวน 22 เครื่องได้โจมตีคังกเย ทำลายนครไปร้อยละ 75[12][13]

หลังจากแมกอาเทอร์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดสหประชาชาติในเกาหลีเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1951 ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาได้ดำเนินนโยบายนี้ต่อไปและขยายผลไปยังทั่วทั้งเกาหลีเหนือในที่สุด

การประเมินโดยสหรัฐ

หลังการโจมตีคังกเย FEAF เริ่มการทัพทิ้งระเบิดเพลิงอย่างเข้มข้นซึ่งเผาผลาญนครหลายแห่งของเกาหลีใต้อย่างรวดเร็ว สามสัปดาห์หลังเริ่มการโจมตี กองทัพอากาศประเมินความเสียหายดังนี้:[8][14]

วันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950 แมกอาเทอร์บอกกับจอห์น เจ. มุชชีโอ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเกาหลีใต้ว่า "โชคร้ายที่พื้นที่บริเวณนี้จะถูกทิ้งไว้ให้เป็นทะเลทราย" คำว่า "พื้นที่บริเวณนี้" แมกอาเทอร์หมายถึงพื้นที่ทั้งหมดระหว่าง "ตำแหน่งปัจจุบันของเราไปจนถึงชายแดน"[15] วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1951 นายพลโอคอนเนลล์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการเครื่องบินทิ้งระเบิด กองทัพอากาศตะวันออกไกล ให้การต่อคำถามของวุฒิสมาชิกจอห์น ซี. สเตนนิสที่ว่า "เกาหลีเหนือถูกทำลายไปเกือบหมดแล้วใช่ไหม?" ว่า: "ใช่ครับ... ผมจะบอกว่าเกาหลีเกือบทั้งคาบสมุทรอยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ทุกอย่างถูกทำลาย ไม่มีอะไรเหลือพอที่จะเรียกว่าอาคารได้เลย... ก่อนที่จีนจะเข้ามาเราถูกสั่งหยุดบิน เพราะไม่มีเป้าหมายเหลืออยู่ในเกาหลีแล้ว"[16]

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1952 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การคงไว้ซึ่ง "ความกดดันทางอากาศ" ระหว่างการเจรจาสงบศึก กองทัพอากาศที่ห้าของ FEAF ได้เลือกหมู่บ้าน 78 แห่งเพื่อทำลายโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดเบา B-26[17] เมื่อสิ้นสุดสงคราม กองทัพอากาศสหรัฐได้ประเมินการทำลายล้างนครสำคัญ 22 แห่งไว้ดังนี้:[18]

นคร ร้อยละความเสียหาย (ประมาณการ)
อันจู 15
ชินนัมโพ (นัมโพ) 80
ช็องจู 60
แฮจู 75
ฮัมฮึง 80
ฮึงนัม 85
ฮวังจู (อำเภอฮวังจู) 97
คังกเย 75
คูนูรี (คูนูดง) 100
คย็อมอีโพ (ซงริม) 80
มูซัน 5
นาจิน (ราซ็อน) 5
เปียงยาง 75
ซารีว็อน 95
ชีนันจู 100
ชินอึยจู 50
ซ็องจิน (คิมแช็ก) 50
ซูนัน (เขตซูนัน) 90
อุงกี (อำเภอซ็อนบง) 5
ว็อนซัน 80

การทัพทิ้งระเบิดได้ทำลายอาคารสำคัญเกือบทุกแห่งในเกาหลีเหนือ[19][20] เชลยศึกสหรัฐระดับสูงสุดในสงคราม พลตรี วิลเลียม เอฟ. ดีน[21] รายงานว่าเมืองและหมู่บ้านส่วนใหญ่ในเกาหลีเหนือที่เขาเห็นมีสภาพเป็นเพียงเศษอิฐหรือพื้นที่รกร้างที่ปกคลุมด้วยหิมะ[22][23] ดีน รัสก์ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ สรุปว่าอเมริกาได้ทิ้งระเบิดใส่ "ทุกอย่างที่เคลื่อนที่ได้ในเกาหลีเหนือ และอิฐทุกก้อนที่วางซ้อนกันอยู่"[24] โรงงาน โรงเรียน โรงพยาบาล และสำนักงานของรัฐบาลเกาหลีเหนือถูกบีบบังคับให้ต้องย้ายไปอยู่ใต้ดิน[25] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1950 ผู้นำเกาหลีเหนือสั่งให้ประชากรสร้างที่พักแบบขุดดิน (dugouts) และกระท่อมดิน รวมถึงการขุดอุโมงค์ เพื่อแก้ปัญหาที่ขาดแคลนอยู่อาศัยอย่างรุนแรง[26]

ในการสัมภาษณ์กับนักประวัติศาสตร์กองทัพอากาศสหรัฐเมื่อ ค.ศ. 1988 พลเอก เคอร์ทิส เลเมย์ แห่งกองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองบัญชาการทางอากาศยุทธศาสตร์ (SAC) ของสหรัฐ ให้ความเห็นต่อความพยายามในการเอาชนะสงครามในภาพรวม รวมถึงการทัพทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ โดยระบุว่า "ในช่วงเริ่มต้นสงคราม ผมได้แอบส่งข้อความ 'เป็นการลับ' เข้าไปในเพนตากอนว่าเราควรปล่อยให้ SAC ใช้ระเบิดเพลิงกับเมืองบางแห่งในเกาหลีเหนือ คำตอบที่ได้รับกลับมาอย่างลับ ๆ เช่นกันคือจะมีพลเรือนเสียชีวิตมากเกินไป เราไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ แต่สุดท้ายเราก็ไปที่นั่นและทำสงคราม จนในที่สุดก็เผาทำลายทุกเมืองในเกาหลีเหนือจนราบคาบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และบางส่วนในเกาหลีใต้ด้วย... ตลอดเวลาประมาณสามปี เราได้สังหารประชากรเกาหลีไปเท่าไหร่ ร้อยละ 20 ได้ไหม ในฐานะความสูญเสียโดยตรงจากสงคราม หรือจากการอดอยากและการขาดที่พักอาศัย? ในช่วงเวลาสามปีนี้ ดูเหมือนว่าทุกคนจะยอมรับสิ่งนี้ได้ แต่การจะสังหารคนไม่กี่คนในช่วงเริ่มต้นทันทีนั้น ไม่ล่ะ ดูเหมือนพวกเราจะรับไม่ได้"[27][28][24]

เปียงยาง ซึ่งพื้นที่ร้อยละ 75 ถูกทำลาย ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนการทิ้งระเบิดต้องยุติลงเนื่องจากไม่มีเป้าหมายที่มีค่าเหลืออยู่อีกต่อไป[29][30] เมื่อสิ้นสุดการทัพ เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐประสบปัญหาในการหาเป้าหมายและต้องลดระดับลงไปทิ้งระเบิดใส่สะพานลอยคนข้ามหรือทิ้งระเบิดลงทะเล[31]

การประเมินโดยนานาชาติ

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1951 คณะสืบสวนข้อเท็จจริงนานาชาติจากเยอรมนีตะวันออก เยอรมนีตะวันตก จีน และเนเธอร์แลนด์ระบุว่า "สมาชิก ตลอดเส้นทางการเดินทาง ไม่เห็นเมืองใดเลยที่ไม่ถูกทำลาย และมีหมู่บ้านเพียงไม่กี่แห่งที่ไม่ได้รับความเสียหาย"[17]

นายกรัฐมนตรีบริติช วินสตัน เชอร์ชิล วิจารณ์การใช้เนปาล์มของอเมริกาเป็นการส่วนตัว โดยเขียนไว้ว่ามัน "โหดร้ายมาก" เนื่องจากกองกำลังสหรัฐ "สาดมันไปทั่วประชากรพลเรือน" และ "ทรมานผู้คนจำนวนมหาศาล" เขาส่งต่อความรู้สึกเหล่านี้ไปยังประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ โอมาร์ แบรดลีย์ ผู้ซึ่ง "ไม่เคยเผยแพร่ถ้อยแถลงดังกล่าว" อย่างไรก็ตาม ในทางสาธารณะ เชอร์ชิลอนุญาตให้แบรดลีย์ "ออกแถลงการณ์ที่ยืนยันการสนับสนุนของสหราชอาณาจักรต่อการโจมตีด้วยเนปาล์มของสหรัฐ"[32]

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1951 ผู้สื่อข่าวสงคราม ทิบอร์ เมเรย์ ระบุว่าเขาได้เห็น "ความพินาศอย่างสมบูรณ์ระหว่างแม่น้ำยาลู่และเมืองหลวง" เขากล่าวว่า "ไม่มีเมืองในเกาหลีเหนืออีกต่อไป" และเสริมว่า "ความรู้สึกของผมคือผมกำลังเดินทางอยู่บนดวงจันทร์ เพราะมีแต่ความพินาศ—ทุกเมืองเป็นเพียงการรวมตัวกันของปล่องไฟ"[15]

แถลงการณ์สาธารณะโดยกองบัญชาการสหประชาชาติปิดบังขอบเขตของการทำลายล้างชุมชนในเกาหลีเหนือด้วยการใช้คำสุภาพ ตัวอย่างเช่น การระบุการทำลาย "อาคาร" แต่ละแห่งจำนวนหลายพันหลัง แทนที่จะระบุว่าเป็นเมืองหรือหมู่บ้าน หรือรายงานการโจมตีศูนย์ส่งกำลังบำรุง ของเกาหลีเหนือที่ตั้งอยู่ในเมืองหนึ่ง ๆ ด้วยภาษาที่สื่อว่าทั้งเมืองนั้นคือ "ศูนย์ส่งกำลังบำรุง"[8]

การโจมตีเขื่อนสำคัญ

หลังเป้าหมายในเขตเมืองเริ่มน้อยลง เครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐได้ทำลายเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและเขื่อนชลประทานในช่วงท้ายของสงคราม ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและทำลายพืชผลทางการเกษตร[33] ก่อนหน้านี้สิ่งติดตั้งสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเคยตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่หลายครั้งซึ่งเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1952

วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1953 F-84 จำนวน 20 เครื่องของกองบินขับไล่ทิ้งระเบิดที่ 58 (58th Fighter Bomber Wing) ได้โจมตีเขื่อนด็อกซัน ทำให้เกิดน้ำท่วมที่ทำลายอาคาร 700 หลังในเปียงยางและพื้นที่นาข้าวกว่าหลายพันเอเคอร์ ต่อมาในวันที่ 15–16 พฤษภาคม F-84 จำนวนสองกลุ่มได้โจมตีเขื่อนชาซัน[34] มวลน้ำจากการทำลายเขื่อนด็อกซันได้ "กวาดล้าง" พื้นที่หุบเขาตามแนวแม่น้ำเป็นระยะทาง 27 ไมล์ (43 กิโลเมตร) การโจมตีเหล่านี้ตามมาด้วยการทิ้งระเบิดใส่เขื่อนคูว็อนกา เขื่อนนัมชี และเขื่อนแทช็อน[35][36] การทิ้งระเบิดใส่เขื่อนทั้งห้าแห่งนี้และน้ำท่วมที่ตามมาได้คุกคามชาวเกาหลีเหนือหลายล้านคนด้วยความอดอยาก ตามข้อมูลของชาลส์ เค. อาร์มสตรองระบุว่า "มีเพียงความช่วยเหลือฉุกเฉินจากจีน สหภาพโซเวียต และประเทศสังคมนิยมอื่น ๆ เท่านั้นที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดทุพภิกขภัยวงกว้างได้"[25]

จำนวนผู้เสียชีวิต

ตามรายงานของโชซ็อนอิลโบ ใน ค.ศ. 2001 ระบุว่ารายงานโดยเอกอัครราชทูตสหภาพโซเวียตและที่ปรึกษาทางทหารระดับสูงประจำเกาหลีเหนือ พลโท วี. เอ็น. ราซูวาเยฟ ประมาณการว่ามีชาวเกาหลีเหนือเสียชีวิต 282,000 คนจากการโจมตีทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม[1]

กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลีประมาณการความสูญเสียของพลเรือนเกาหลีใต้ทั้งหมดตลอดช่วงสงครามเกาหลีไว้ที่ 990,968 คน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 373,599 คน (คิดเป็นร้อยละ 37.7) สำหรับเกาหลีเหนือ ทางกระทรวงฯ ประมาณการความสูญเสียของพลเรือนรวมทั้งหมดไว้ที่ 1,500,000 คน รวมถึงผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้สูญหาย แต่ไม่ได้รายงานแยกจำนวนผู้เสียชีวิตไว้ต่างหาก[37] กระทรวงไม่ได้ทำตัวเลขประมาณการเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการทัพทางอากาศของสหประชาชาติ

นักประวัติศาสตร์ ชาลส์ เค. อาร์มสตรอง ประมาณการว่าร้อยละ 12 ถึง 15 ของประชากรเกาหลีเหนือ (ประมาณ 10 ล้านคน) ถูกสังหารในสงคราม หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1.2 ล้านถึง 1.5 ล้านคน[25] โดยอาร์มสตรองไม่ได้แยกแยะว่าในบรรดาผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็นพลเรือนจำนวนเท่าใดหรือเป็นผลมาจากการทัพทางอากาศของสหประชาชาติจำนวนเท่าใด สำหรับประมาณการการเสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนือนั้น มีตั้งแต่ตัวเลขประมาณการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ 214,899 คนไปจนถึงตัวเลขประมาณการของโครงการรวบรวมข้อมูลความสัมพันธ์กับสงคราม (Correlates of War) ที่ 316,579 คน ตามชุดข้อมูลการเสียชีวิตจากการรบของสถาบันการวิจัยสันติภาพออสโล[38]

ในการสัมภาษณ์เมื่อ ค.ศ. 1988 เคอร์ทิส เลเมย์ระบุว่าประมาณร้อยละ 20 ของประชากรเกาหลีเหนือได้เสียชีวิตลงในช่วงสงคราม รวมถึงจากการทัพทางอากาศของสหประชาชาติ โดยกล่าวว่า: "ในช่วงเวลาประมาณสามปี เราได้สังหารประชากรไปเท่าไหร่ ร้อยละ 20 ของประชากรเกาหลี ในฐานะผู้สูญเสียโดยตรงจากสงคราม หรือจากการอดอยากและการขาดที่พักอาศัย?"[27][24][28]

มรดก

ในท้ายที่สุด ขอบเขตของการทำลายล้างนั้นเกินกว่าที่เกิดขึ้นในเยอรมนีและญี่ปุ่น ตามการประมาณการของกองทัพอากาศสหรัฐ[39] สหรัฐทิ้งระเบิดรวมทั้งสิ้น 635,000 ตัน นอกเหนือจากเนปาล์มอีก 32,557 ตันในเกาหลีระหว่างสงคราม เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สหรัฐทิ้งระเบิดประมาณ 503,000 ตันในสมรภูมิแปซิฟิกทั้งหมดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (รวมถึง 160,000 ตันในญี่ปุ่น) ในขณะที่นครของญี่ปุ่น 60 แห่งถูกทำลายไปโดยเฉลี่ยร้อยละ 43 ในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ประมาณการการทำลายล้างเมืองและนครในเกาหลีเหนือนั้น "อยู่ในช่วงร้อยละ 40 ถึง 90" โดยนครหลัก 18 จาก 22 แห่งของเกาหลีเหนือถูกทำลายไปอย่างน้อยร้อยละ 50[39] เกาหลีเหนือถูกจัดลำดับร่วมกับกัมพูชา (500,000 ตัน) เวียดนามเหนือ (1 ล้านตัน) ลาว (2 ล้านตัน) และเวียดนามใต้ (4 ล้านตัน) ในฐานะหนึ่งในประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดหนักที่สุดในประวัติศาสตร์[2]

อาร์มสตรองระบุว่าการทิ้งระเบิดส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและยาวนานต่อการพัฒนาในเวลาต่อมาของเกาหลีเหนือ รวมถึงทัศนคติของชาวเกาหลีเหนือ ซึ่ง "ไม่สามารถประเมินค่าสูงเกินไปได้":

ข้อกล่าวหาของรัสเซียเรื่องการโจมตีแบบไม่เลือกหน้าต่อเป้าหมายพลเรือนไม่ได้อยู่ในความสนใจของชาวอเมริกันเลย แต่สำหรับชาวเกาหลีเหนือที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวต่อการโจมตีของ B-29 มาเกือบสามปี รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ระเบิดปรมาณู สงครามทางอากาศของอเมริกาได้ทิ้งความประทับใจที่ลึกซึ้งและยาวนาน รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ไม่เคยลืมบทเรียนเรื่องความเปราะบางของเกาหลีเหนือต่อการโจมตีทางอากาศของอเมริกา และเป็นเวลาครึ่งศตวรรษหลังจากการสงบศึก พวกเขายังคงเสริมสร้างการป้องกันทางอากาศ สร้างสิ่งติดตั้งใต้ดิน และในที่สุดก็ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อให้มั่นใจว่าเกาหลีเหนือจะไม่ตกอยู่ในสถานะเช่นนั้นอีก … สงครามต่อต้านสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่าปัจจัยอื่นใดที่ทำให้ชาวเกาหลีเหนือมีความรู้สึกร่วมกันถึงความกังวลและความกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอีกนานหลังสงครามสิ้นสุดลง[40]

ซาห์-คอนเวย์ แลนซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวอเมริกา ได้เขียนไว้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับมรดกและผลกระทบต่อวาทกรรมของอเมริกาว่าด้วยบรรทัดฐานระหว่างประเทศเรื่องความคุ้มกันของผู้ที่ไม่ใช่คู่สงคราม โดยเขาระบุว่า: "ในช่วงสงคราม เจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนอเมริกันได้ขยายขอบเขตของคำว่า 'เป้าหมายทางทหาร' ให้ครอบคลุมถึงโครงสร้างเกือบทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยอาศัยประโยชน์จากความคลุมเครือระหว่างภาคส่วนทหารและพลเรือนของสังคมศัตรู พวกเขานำตรรกะของสงครามเบ็ดเสร็จมาใช้กับการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนในเกาหลีเหนือ เพราะอาคารเกือบทุกหลังสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ทางทหารได้ แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเกือบทั้งหมดที่อยู่หลังแนวรบข้าศึกจึงถูกถือว่าเป็นเป้าหมายทางทหารและเปิดกว้างต่อการโจมตี นิยามที่แผ่ขยายนี้ พร้อมกับความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการละเว้นชีวิตพลเรือนที่ถูกตอกย้ำ ช่วยบดบังความรับรู้ของชาวอเมริกันต่อความทุกข์ทรมานของพลเรือนเกาหลีซึ่งการทิ้งระเบิดเพลิงของสหรัฐมีส่วนสร้างขึ้น"[41]

ในสายตาชาวเกาหลีเหนือและผู้สังเกตการณ์บางส่วน การที่สหรัฐมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนโดยเจตนาซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายล้างเมืองและจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนสูงนั้นถือเป็นอาชญากรรมสงคราม[25][33][42]

บรูซ คัมมิงส์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันผู้โดดเด่นด้านสงครามเกาหลี กล่าวว่า "สิ่งที่ชาวอเมริกันแทบไม่รู้หรือจำไม่ได้เลยก็คือเราได้ทำการทิ้งระเบิดปูพรมต่อภาคเหนือเป็นเวลาสามปีโดยแทบไม่มีความกังวลต่อความสูญเสียของพลเรือน"[39] คัมมิงส์ยังบรรยายถึงสงครามทางอากาศของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือว่าเป็น "การนำการทัพทางอากาศต่อญี่ปุ่นและเยอรมนีมาประยุกต์ใช้และขยายผล เว้นแต่ว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศโลกที่สามขนาดเล็กที่สูญเสียการครองอากาศให้แก่สหรัฐภายในไม่กี่วันหลังสงครามเริ่มขึ้น"[39] เขายังเปรียบเทียบการทิ้งระเบิดของอเมริกาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์[43]

ภายหลังสงคราม กองทัพอากาศได้ทำให้หลายคนเชื่อว่าการทิ้งระเบิดปูพรมของตนได้บีบให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ต้องยุติสงคราม นายพลอากาศ ออตโต เวย์แลนด์ ตัดสินใจว่า "ความตื่นตระหนกและความระส่ำระสายในภาคพลเรือน" ที่เกิดขึ้นในภาคเหนือจากการทิ้งระเบิดตลอด 24 ชั่วโมงคือ "ปัจจัยที่บีบคั้นที่สุด" ในการบรรลุการสงบศึก เขาคิดผิด เช่นเดียวกับที่เขาเคยผิดพลาดในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่นั่นไม่ได้หยุดกองทัพอากาศจากการทำซ้ำการทำลายล้างอย่างไร้สติและไร้จุดหมายในเวียดนาม การทิ้งระเบิดปูพรมไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดในสงครามใดเลย—มันเพียงแต่สร้างความเสียหายที่เกินจะจินตนาการเท่านั้น[44]

นักประวัติศาสตร์ เอ. เดิร์ก โมเสส อ้างถึงการทัพทิ้งระเบิดว่าเป็นตัวอย่างของปฏิบัติการทางทหารที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตพลเรือนอย่างมหาศาลในฐานะ "ความเสียหายข้างเคียง" เมื่อเป้าหมายสูงสุดคือทางทหาร เขามองว่าการเสียชีวิตเช่นนี้มักรอดพ้นจากการตรวจสอบและได้รับอภัยเมื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถูกยึดถือว่าเป็นความชั่วร้ายขั้นสูงสุด[45]

เชิงอรรถ

  1. 1 2 Wilson Center, 1 August 2001 "New Evidence of North Korean War Losses".
  2. 1 2 Kiernan, Ben; Owen, Taylor (เมษายน 2015). "Making More Enemies than We Kill? Calculating U.S. Bomb Tonnages Dropped on Laos and Cambodia, and Weighing Their Implications". The Asia-Pacific Journal: Japan Focus. 13 (16): 1–9.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. Kim (2012), p. 472.
  4. Kim (2012), p. 470.
  5. Kim (2012), p. 471.
  6. Kim (2012), pp. 473–477.
  7. Kim (2012), p. 478.
  8. 1 2 3 4 5 6 Conway-Lanz (2014).
  9. Steadfast and Courageous: FEAF Bomber Command and the Air War in Korea, 1950-1953 (PDF). Air Force Historical Studies Office. 2000. ISBN 0160503744. p. 14.
  10. Walter J. Boyne (15 มิถุนายน 1998). Beyond the Wild Blue: A History of the U.S. Air Force, 1947–1997. St. Martin's Press. น. 78–79. ISBN 978-0312187057.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. Conway-Lanz, Sahr (15 กันยายน 2014). "The Ethics of Bombing Civilians After World War II: The Persistence of Norms Against Targeting Civilians in the Korean War". The Asia-Pacific Journal. 12 (37). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 1 มกราคม 2016. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2023.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. Kim, Taewoo (2012). "Limited War, Unlimited Targets: U.S. Air Force Bombing of North Korea during the Korean War, 1950-1953". Critical Asian Studies. 44 (3): 467–492. doi:10.1080/14672715.2012.711980. S2CID 142704845.
  13. Mark Peterson (1 ธันวาคม 2009). Brief History: Brief History of Korea. Facts on File. น. 149. ISBN 978-0816050857.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. Kim (2012), p. 483.
  15. 1 2 Kim (2012), p. 484.
  16. Stone (1969), p. 312.
  17. 1 2 Kim (2012), p. 485.
  18. Crane (2000), p. 168.
  19. Cumings (2005), pp. 297–298.
  20. Jager (2013), pp. 237–242.
  21. Witt (2005).
  22. Cumings 2004.
  23. Dean (1954), pp. 272–273.
  24. 1 2 3 Vick, Karl (19 กันยายน 2017). "President Trump Threatened to 'Totally Destroy' North Korea. The U.S. Has Done That Before". Time. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 21 กันยายน 2017.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  25. 1 2 3 4 Armstrong, Charles K. (20 ธันวาคม 2010). "The Destruction and Reconstruction of North Korea, 1950-1960" (PDF). The Asia-Pacific Journal. 8 (51): 1. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 16 มกราคม 2022. สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2019. The number of Korean dead, injured or missing by war's end approached three million, ten percent of the overall population. The majority of those killed were in the North, which had half of the population of the South; although the DPRK does not have official figures, possibly twelve to fifteen percent of the population was killed in the war, a figure close to or surpassing the proportion of Soviet citizens killed in World War II.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. Kim (2014), pp. 244–245.
  27. 1 2 Kohn and Harahan, p. 88.
  28. 1 2 Rhodes, Richard (1995-06-11). "The General and World War III". The New Yorker (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0028-792X. สืบค้นเมื่อ 2023-11-30.
  29. Oberdorfer (2014), p. 181.
  30. Kim (2014).
  31. Robinson (2007), p. 119.
  32. Neer, Robert M. (2013). Napalm: An American Biography. Harvard University Press. น. 102–103.
  33. 1 2 Harden, Blaine (24 มีนาคม 2015). "The U.S. war crime North Korea won't forget". The Washington Post.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. Kim (2012), p. 487.
  35. Crane (2000), pp. 160–163.
  36. Cumings (2011).
  37. "Casualties of Korean War" (ภาษาเกาหลี). Ministry of National Defense of Republic of Korea. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 20 มกราคม 2013. สืบค้นเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2007.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. Bethany Lacina and Nils Petter Gleditsch, 2005. "Monitoring Trends in Global Combat: A New Dataset of Battle Deaths." European Journal of Population: 21(2-3): 145–166. Korean data available at "The PRIO Battle Deaths Dataset, 1946-2008, Version 3.0", pp. 359–362.
  39. 1 2 3 4 Cumings, Bruce (2011). The Korean War: A History. New York: Modern Library. น. 149 and 159. ISBN 978-0-8129-7896-4.
  40. Armstrong, Charles K. (20 ธันวาคม 2010). "The Destruction and Reconstruction of North Korea, 1950-1960" (PDF). The Asia-Pacific Journal. 8 (51): 1. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 16 มกราคม 2022. สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2019. The number of Korean dead, injured or missing by war's end approached three million, ten percent of the overall population. The majority of those killed were in the North, which had half of the population of the South; although the DPRK does not have official figures, possibly twelve to fifteen percent of the population was killed in the war, a figure close to or surpassing the proportion of Soviet citizens killed in World War II.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  41. Conway-Lanz, Sahr (2006). Collateral Damage: Americans, Noncombatant Immunity, and Atrocity after World War II. New York: Routledge. น. 84.
  42. Fisher, Max (3 สิงหาคม 2015). "Americans have forgotten what we did to North Korea". Vox.com.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  43. Garner, Dwight (21 กรกฎาคม 2010). "Carpet-Bombing Falsehoods About a War That's Little Understood". The New York Times.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  44. Cumings, Bruce (2011). The Korean War: A History. New York: Modern Library. น. 149, 159–160. ISBN 978-0-8129-7896-4.
  45. Moses 2023, pp. 22–23.

อ้างอิง

This page includes content from the SourceWatch page Bombing of North Korea 1950-1953 under the terms of the Attribution-NonCommercial-ShareAlike license.