Overview
งานดูแลผู้อื่น หมายถึง กิจการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้อื่น งานดูแลผู้อื่นส่วนใหญ่ดำเนินไปโดยไม่มีความคาดหมายว่าจะได้ผลตอบแทนทางการเงินในทันที แต่ว่าเกิดขึ้นจากความรักความห่วงใย บรรทัดฐานทางสังคม หรือความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้อื่น แต่ก็มีการว่าจ้างที่มีค่าตอบแทนด้วย
การดูแลผู้อื่น | |
| อาชีพ | |
|---|---|
กลุ่มงาน |
|
| รายละเอียด | |
สถานที่ ปฏิบัติงาน | งานภายในบ้านหรือครอบครัว |
งานดูแลผู้อื่น (อังกฤษ: care work) หมายถึง กิจการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้อื่น งานดูแลผู้อื่นส่วนใหญ่ดำเนินไปโดยไม่มีความคาดหมายว่าจะได้ผลตอบแทนทางการเงินในทันที แต่ว่าเกิดขึ้นจากความรักความห่วงใย บรรทัดฐานทางสังคม หรือความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้อื่น[1] แต่ก็มีการว่าจ้างที่มีค่าตอบแทนด้วย[1]
งานดูแลผู้อื่นอาจหมายถึงอาชีพที่ให้บริการแก่ผู้คนเพื่อสร้างศักยภาพหรือความสามารถให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามค่านิยมที่เขากำหนด ตัวอย่างอาชีพเหล่านี้ได้แก่ คนรับเลี้ยงเด็ก การสอนในทุกระดับ (ก่อนปฐมวัยถึงมหาวิทยาลัย) และวิชาชีพด้านการดูแลสุขภาพ (พยาบาล แพทย์ นักกายภาพบำบัด และนักจิตวิทยา)[2] งานดูแลผู้อื่นรวมถึงงานในบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนซึ่งจากรายงานของสหประชาชาติ ค.ศ. 1999 สตรีรับผิดชอบภาระเหล่านี้มากกว่าบุรุษ[3]
แม้ว่างานดูแลผู้อื่นโดยส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การช่วยเหลือผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ได้แก่ เด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุ[3] งานดูแลผู้อื่นยังอาจหมายรวมถึงงานที่ทำให้เพื่อคนอื่น (โดยไม่ต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการพึ่งพา) และขยายไปถึง "สัตว์และสิ่งของ"[4]
บทบาทหน้าที่

งานดูแลผู้อื่นเป็นสิ่งจำเป็นต่อความเป็นอยู่ที่ดี หากไม่มีการดูแลและเลี้ยงดูเด็กจะไม่สามารถพัฒนาเป็นปัจเจกบุคคลที่มีศักยภาพได้ และอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีผลิตภาพและขาดความเป็นอยู่ที่ดี[3] การเลี้ยงดูเด็กในบ้านหรือในสถานรับเลี้ยง (ทั้งของสาธารณะและเอกชน) ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและศักยภาพของเด็ก การดูแลผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพช่วยรักษาผลิตภาพของคนเหล่านั้น ช่วยให้คนยังสามารถสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรวมได้ งานดูแลผู้อื่นเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้สังคมยังทำงานต่อไปและพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า สมาชิกในสังคมที่ได้รับการดูแลที่ดีสามารถมีส่วนร่วมในสังคมโดยเป็นทุนมนุษย์ในระบบตลาด[5]
แม้ว่าความเชื่อกระแสหลักในเศรษฐศาสตร์ระบุว่าครัวเรือนกระจายความมั่งคั่งมิใช่สร้างความมั่งคั่ง แต่มีผู้กล่าวว่าภาคส่วนครัวเรือนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่งคั่ง ครัวเรืองสร้างความมั่งคั่งที่ต่างจากภาคธุรกิจเพราะไม่ได้อยู่ในรูปแบบเงินทองและงานส่วนใหญ่ก็ไม่มีค่าตอบแทน ความมั่งคั่งที่สร้างอยู่ในรูปแบบทางสังคม งานดูแลที่ผู้ปกครองมีต่อเด็กช่วยเสริมสร้างให้เด็กมีความสามารถที่จะทำงานได้ดีในสังคมเมื่อเติบใหญ่ในเวลาต่อมา บุคคลผู้ได้รับประโยชน์จากงานการดูแลจะสามาระประสบความสำเร็จทางวิชาการและสังคม ทำให้พวกเขาสามารถสร้างความมั่งคั่งทางการเงินได้ในเวลาต่อมาในชีวิตและเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มพูนทุนทางสังคม[5] ในแนวคิดของ Sabine O'Hara "ทุกสิ่งต้องการการดูแล" เธอเห็นว่าการดูแลเป็นพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด[4]
อ้างอิง
- 1 2 Humphries, Jane (2024). "Careworn: The Economic History of Caring Labor". The Journal of Economic History (ภาษาอังกฤษ). 84 (2): 319–351. doi:10.1017/S0022050724000147. ISSN 0022-0507.
- ↑ England, Paula (2005). "Emerging theories of care work". Annual Review of Sociology. 31: 381–399. doi:10.1146/annurev.soc.31.041304.122317.
- 1 2 3 Human Development Report 1999 (PDF). United Nations Development Programme (UNDP). 1999. น. 77. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-06-24.
- 1 2 O'Hara, Sabine (2014). "Everything Needs Care: Toward a Context-Based Economy". ใน Bjørnholt, Margunn; McKay, Ailsa (บ.ก.). Counting on Marilyn Waring: New Advances in Feminist Economics. Bradford: Demeter Press. น. 37–56. ISBN 9781927335277.
- 1 2 Goodwin, Neva (2005), "The Core Sphere: households and communities / households and communities as organizations / the core sphere in historical perspective / work/family challenges / theories of household behavior", ใน Goodwin, Neva; Ackerman, Frank; Nelson, Julie A.; Weisskopf, Thomas (บ.ก.), Microeconomics in context, Boston: Houghton Mifflin, น. 355–356, ISBN 9780618345991