Overview
โจโฉ มีชื่อในภาษาจีนกลางว่า เฉา เชา ชื่อรอง บังเต๊ก หรือในภาษาจีนกลางว่า เมิ่งเต๋อ เป็นรัฐบุรุษ ขุนศึก และกวีชาวจีนผู้ขึ้นมามีอำนาจในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็เข้ากุมอำนาจในราชสำนักของราชวงศ์ฮั่น วางรากฐานให้กับรัฐวุยก๊ก ซึ่งก่อตั้งโดยโจผี บุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจของโจโฉ ผู้โค่นล้มราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และเปิดฉากยุคสามก๊ก
บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง |
| โจโฉ (เฉา เชา) 曹操 | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
ภาพวาดโจโฉจากยุคราชวงศ์หมิงใน ซานไฉถูฮุ่ย (三才圖會) | |||||||||||||
| วุยอ๋อง[1] (魏王 เว่ย์หวาง) | |||||||||||||
| ดำรงฐานันดรศักดิ์ | ค.ศ. 216 – 15 มีนาคม ค.ศ. 220 | ||||||||||||
| ถัดไป | โจผี | ||||||||||||
| วุยก๋ง[1] (魏公 เว่ย์กง) | |||||||||||||
| ดำรงฐานันดรศักดิ์ | ค.ศ. 213–216 | ||||||||||||
| อัครมหาเสนาบดี (丞相 เฉิงเซี่ยง) | |||||||||||||
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 208 – 15 มีนาคม ค.ศ. 220 | |||||||||||||
| กษัตริย์ | พระเจ้าเหี้ยนเต้ | ||||||||||||
| ถัดไป | โจผี | ||||||||||||
| เสนาบดีโยธาธิการ (司空 ซือคง) | |||||||||||||
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 196 – ค.ศ. 208 | |||||||||||||
| กษัตริย์ | พระเจ้าเหี้ยนเต้ | ||||||||||||
| เกิด | ป. ค.ศ. 155 อำเภอเจากุ๋น ราชรัฐไพก๊ก มณฑลอิจิ๋ว ราชวงศ์ฮั่น (นครปั๋วโจว มณฑลอานฮุยในปัจจุบัน) | ||||||||||||
| เสียชีวิต | 15 มีนาคม ค.ศ. 220 (64–65 ปี) อำเภอลกเอี๋ยง มณฑลซือลี่ ราชวงศ์ฮั่น (นครลั่วหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) | ||||||||||||
| ฝังพระศพ | 11 เมษายน ค.ศ. 220 สุสานโจโฉ | ||||||||||||
| คู่อภิเษก |
| ||||||||||||
| พระราชบุตร (ในบรรดาบุตรคนอื่น ๆ) | |||||||||||||
| |||||||||||||
| พระราชบิดา | โจโก๋ (曹嵩 เฉา ซง) | ||||||||||||
| พระราชมารดา | ติงชื่อ (丁氏) | ||||||||||||
| โจโฉ (เฉา เชา) | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
"โจโฉ" (เฉา เชา) เขียนเป็นอักษรจีน | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| จีน | 曹操 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พินอิน | Cáo Cāo | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| บังเต๊ก (เมิ่งเต๋อ) (ชื่อรอง) | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| จีน | 孟德 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พินอิน | Mèngdé | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
โจโฉ[3] (ป. ค.ศ. 155 – 15 มีนาคม ค.ศ. 220)[4] มีชื่อในภาษาจีนกลางว่า เฉา เชา (จีน: 曹操; พินอิน: Cáo Cāo; ) ชื่อรอง บังเต๊ก[5] หรือในภาษาจีนกลางว่า เมิ่งเต๋อ (จีน: 孟德; พินอิน: Mèngdé) เป็นรัฐบุรุษ ขุนศึก และกวีชาวจีนผู้ขึ้นมามีอำนาจในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น (ป. ค.ศ. 184–220) และในที่สุดก็เข้ากุมอำนาจในราชสำนักของราชวงศ์ฮั่น วางรากฐานให้กับรัฐวุยก๊ก (魏國 เว่ย์กั๋ว; ค.ศ. 220–265) ซึ่งก่อตั้งโดยโจผี (曹丕 เฉา พี) บุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจของโจโฉ ผู้โค่นล้มราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (東漢 ตงฮั่น) และเปิดฉากยุคสามก๊ก (三國 ซานกั๋ว; ค.ศ. 220–280)
มีตำนานจำนวนมากที่เล่าเรื่องราวในช่วงต้นชีวิตของโจโฉ โดยเน้นถึงความสามารถ ความโหดร้าย และความแปลกประหลาดของโจโฉตามการรับรู้ของผู้คนในเวลานั้น โจโฉเริ่มรับราชการเป็นข้าราชการของราชสำนักราชวงศ์ฮั่นและดำรงตำแหน่งต่าง ๆ จำนวนมาก รวมถึงเคยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้รักษาความสงบประจำเขตในนครหลวง และเคยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดของราชรัฐ โจโฉขึ้นมามีชื่อเสียงในช่วงคริสต์ทศวรรษ 190 ซึ่งเป็นช่วงที่โจโฉรวบรวมผู้ติดตามเป็นของตนเอง จัดตั้งกองกำลังของตนเอง และตั้งฐานที่มั่นในมณฑลกุนจิ๋ว (兗州 เหยี่ยนโจว; ครอบคลุมบางส่วนของมณฑลเหอหนานและมณฑลชานตงในปัจจุบัน) ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 196 โจโฉไปรับพระเจ้าเหี้ยนเต้ (漢獻帝 ฮั่นเซี่ยนตี้) จักรพรรดิหุ่นเชิดแห่งราชวงศ์ฮั่นซึ่งเคยตกเป็นองค์ประกันภายใต้ขุนศึกคนอื่น ๆ เช่น ตั๋งโต๊ะ (董卓 ต่ง จั๋ว), ลิฉุย (李傕 หลี่ เจฺว๋) และกุยกี (郭汜 กัว ซื่อ) หลังโจโฉก่อตั้งนครหลวงแห่งใหม่ที่ฮูโต๋ (許都 สฺวี่ตู) พระเจ้าเหี้ยนเต้และราชสำนักก็มาอยู่ภายใต้การควบคุมของโจโฉโดยตรง ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 190 โจโฉทำศึกอย่างแข็งขันในภาคกลางของจีนกับบรรดาขุนศึกอริ เช่น ลิโป้ (呂布 หลี่ว์ ปู้), อ้วนสุด (袁術 ยฺเหวียน ชู่) และเตียวสิ้ว (張繡 จาง ซิ่ว) โจโฉปราบปรามขุนศึกเหล่านี้ได้ทั้งหมด หลังโจโฉได้ชัยชนะเหนือขุนศึกอ้วนเสี้ยว (袁紹 ยฺเหวียน เช่า) ในยุทธการที่กัวต๋อ (官渡 กวานตู้) เมื่อ ค.ศ. 200 โจโฉก็เปิดฉากการศึกหลายครั้งกับบรรดาบุตรชายของอ้วนเสี้ยวและพันธมิตรเป็นเวลาอีก 7 ปีและปราบปรามได้ทั้งหมด รวบรวมดินแดนส่วนใหญ่ในภาคเหนือของจีนมาอยู่ใต้อำนาจของตน ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 208 ไม่นานหลังพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงแต่งตั้งให้โจโฉเป็นอัครมหาเสนาบดี โจโฉก็ยกทัพเพื่อจะตีชิงฐานที่มั่นในภาคใต้ของจีน แต่กลับพ่ายแพ้ยับเยินให้กับทัพพันธมิตรของขุนศึกซุนกวน (孫權 ซุน เฉฺวียน), เล่าปี่ (劉備 หลิว เป้ย์) และเล่ากี๋ (劉琦 หลิว ฉี) ในยุทธการที่เซ็กเพ็ก (赤壁 ชื่อปี้)
ในช่วงหลายปีต่อมา โจโฉพยายามจะผนวกดินแดนบนฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี (扬子江 หยางจื่อเจียง หรือ 长江 ฉางเจียง) แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เมื่อ ค.ศ. 211 โจโฉเอาชนะทัพพันธมิตรของบรรดาขุนศึกภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่นำโดยม้าเฉียว (馬超 หม่า เชา) และหันซุย (韓遂 หาน ซุ่ย) ในยุทธการที่ตงก๋วน (潼關 ถงกวาน) อีก 5 ปีต่อมา โจโฉยึดได้เมืองฮันต๋ง (漢中 ฮั่นจง) จากขุนศึกเตียวฬ่อ (張魯 จาง หลู่) แต่ก็เสียฮันต๋งให้เล่าปี่เมื่อ ค.ศ. 219 ในช่วงเวลานั้น โจโฉได้รับพระราชทานเกียรติยศมากมายจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ เมื่อ ค.ศ. 213 โจโฉได้รับการแต่งตั้งเป็นวุยก๋ง (魏公 เว่ย์กง) และได้รับพระราชทานเขตศักดินาที่ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของมณฑลเหอเป่ย์ (河北) และมณฑลเหอหนาน (河南) ในปัจจุบัน เมื่อ ค.ศ. 216 โจโฉได้รับการเลื่อนสถานะขึ้นเป็นอ๋อง (王 หวาง) แห่งรัฐศักดินา โดยมีฐานันดรศักดิ์ฺเป็น "วุยอ๋อง" (魏王 เว่ย์หวาง) และได้รับเอกสิทธิ์ทางพิธีการจำนวนมาก ซึ่งบางอย่างเคยสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิ โจโฉเสียชีวิตในลกเอี๋ยง (洛陽 ลั่วหยาง) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 220 โจผีผู้บุตรชายได้สืบทอดอำนาจ ภายหลังโจผีรับการสละราชบัลลังก์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 220 แล้วก่อตั้งรัฐวุยก๊กขึ้นแทนที่ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ซึ่งเหตุการณ์นี้โดยทั่วไปมองว่าเป็นการชิงราชบัลลังก์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนจากยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกไปเป็นยุคหกราชวงศ์ หลังโจผีขึ้นครองราชย์ พระองค์ถวายพระสมัญญานามแด่โจโฉผู้เป็นพระบิดาว่า ฮูฮ่องเต้ (武皇帝 อู่หฺวางตี้; แปลตรงตัว "ยุทธจักรพรรดิ") และถวายพระอารามนามว่า ไทล่อ (太祖 ไท่จู่; แปลตรงตัว "มหาบรรพชน")
โจโฉได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางการเมืองและการทหารที่ปรีชาสามารถ และยังได้รับการยกย่องในด้านกวีนิพนธ์ด้วย ความคิดเห็นที่มีต่อตัวโจโฉยังคงมีความเห็นต่างกันตั้งแต่ยุคราชวงศ์จิ้น (晉; ค.ศ. 266–420) ซึ่งอยู่ถัดจากยุคสามก๊ก มีบางคนที่ยกย่องโจโฉในเรื่องผลงานกวีนิพนธ์และผลงานทางราชการ แต่ก็มีบางคนที่ประณามโจโฉในเรื่องความโหดร้าย ความเจ้าเล่ห์ และการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ในวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม โจโฉมักถูกวาดให้มีภาพลักษณ์เป็นทรราชผู้เจ้าเล่ห์ กระหายอำนาจ และเป็นกบฏ มีบทบาทเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเล่าปี่ซึ่งมักถูกวาดให้มีภาพลักษณ์ในทางตรงกันข้ามในฐานะวีรบุรุษผู้พยายามฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย
แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์
แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับประวัติของโจโฉคือบทชีวประวัติทางการของโจโฉใน สามก๊กจี่ (三國志 ซานกั๋วจื้อ) ที่เขียนโดยตันซิ่ว (陳壽 เฉิน โช่ว) ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 แหล่งข้อมูลของตันซิ่วในการเขียน สามก๊กจี่ ภาควุยก๊ก (魏志 เว่ย์จื้อ) ได้แก่ ตงกวานจี้ (東觀記; ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว), เว่ย์ชู (魏書) และบันทึกอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ ตันซิ่วทำงานในสำนักประวัติศาสตร์และสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย แต่ก็ปฏิบัติตามวิธีการดั้งเดิมในการรวบรวมข้อมูลมาสังเคราะห์เข้าด้วยกันโดยไม่ระบุแหล่งที่มาของข้อมูล จึงไม่แน่ชัดว่าตันซิ่วใช้เอกสารใดบ้างในการได้มาซึ่งข้อมูล[A 1]
ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 เผย์ ซงจือ (裴松之) เพิ่มอรรถาธิบายให้ สามก๊กจี่ โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ ผนวกเข้ากับงานเขียนดั้งเดิมของตันซิ่วและเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปด้วย รวมไปถึงความคิดเห็นจากนักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ
หนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประวัติของโจโฉที่เผย์ ซงจือใช้คือ เว่ย์ชู ตำราประวัติศาสตร์ทางการของราชวงศ์วุยก๊กซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เขียนขึ้นในยุคของวุยก๊กเองโดยอองซิม (王沈 หวาง เฉิ่น), สฺวิน อี่ (荀顗) และรฺเหวี่ยน จี๋ (阮籍) อองซิมเขียนจนเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงถวายแก่ราชสำนักในช่วงต้นยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (西晉) ซึ่งขึ้นมามีอำนาจแทนที่วุยก๊ก จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่างานเขียนนี้มีเนื้อหาที่ยกย่องโจโฉเป็นอย่างมากในฐานะบุคคลผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ให้เริ่มการรวบรวม เว่ย์ชู
ในทางตรงกันข้าม แหล่งข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งเกี่ยวกับประวัติของโจโฉที่เผย์ ซงจืออ้างถึงคือ เฉาหมานจฺว้าน (曹瞞傳) งานรวบรวมเกร็ดประวัติที่ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน กล่าวกันว่ารวบรวมโดยบุคคลจากรัฐง่อก๊ก (吳國 อู๋กั๋ว) รัฐอริของตัวโจโฉเอง งานเขียนนี้มีเนื้อหาโดยรวมที่เขียนในเชิงไม่เป็นมิตรต่อโจโฉเป็นอย่างมาก โดยบรรยายว่าโจโฉเป็นคนโหดร้ายและไม่น่าไว้วางใจ แม้ว่าไม่ใช่ทุกเกร็ดประวัติที่ให้ข้อมูลในเชิงลบก็ตาม เฉาหมานจฺว้าน ถูกจัดว่าเป็น "โฆษณาชวนเชื่อเชิงปรปักษ์"[6] และเนื้อหาบางส่วนเป็น "การใส่ร้ายป้ายสี"[7] งานเขียนนี้ไม่สามารถถือเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ แต่ก็ให้มุมมองเกินจริงที่ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์โดดเด่นในเชิงบวกในวาดโดยตำราประวัติศาสตร์ทางการของราชวงศ์ของโจโฉเอง
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ภูมิหลังและประวัติช่วงต้น (ค.ศ. 155-184)
บ้านเกิดของโจโฉอยู่ในอำเภอเจากุ๋นหรือเจียวก๋วน (譙縣 เฉียวเซี่ยน) ราชรัฐไพก๊ก (沛國 เพ่ย์กั๋ว) ซึ่งปัจจุบันคือนครปั๋วโจว (亳州) มณฑลอานฮุย (安徽)[8] มีการอ้างว่าโจโฉเป็นผู้สืบเชื้อสายของโจฉำ (曹參 เฉา เชิน) รัฐบุรุษในช่วงต้นยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (西漢 ซีฮั่น) บิดาของโจโฉคือโจโก๋ (曹嵩 เฉา ซง) ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกลาโหม (太尉 ไท่เว่ย์) ในรัชสมัยพระเจ้าเลนเต้ (漢靈帝 ฮั่นหลิงตี้; ครองราชย์ ค.ศ. 169-189) โดยการซื้อตำแหน่งราชการระดับสูงด้วยเงินจำนวนมหาศาลและดำรงตำแหน่งในเวลาไม่ถึงครึ่งปี[9] โจโก๋เป็นบุตรบุญธรรมของโจเท้ง (曹騰 เฉา เถิง) ขันทีผู้ดำรงตำแหน่งขันทีผู้ถวายงานกลาง (中常侍 จงฉางชื่อ) และมหาดเล็กรับใช้จักรพรรดินี (大長秋 ต้าฉางชิว) ในรัชสมัยพระเจ้าหวนเต้ (漢桓帝 ฮั่นหฺวานตี้; ครองราชย์ ค.ศ. 146-168) และมีบรรดาศักดิ์เป็นเตงเฮาแห่งเฟ่ย์ (費亭侯 เฟ่ย์ถิงโหว)[A 2]
โจโฉในวัยเยาว์เป็นที่รู้จักว่าเป็นคนเฉลียวฉลาด โจโฉชื่นชอบการล่าสัตว์ เกียจคร้าน เที่ยวเตร่ไปทั่ว และเล่นเป็นอันธพาล จึงไม่ได้รับการยกย่องเท่าเพื่อนร่วมรุ่นที่คงแก่เรียนมากกว่า[A 3] ในช่วงตั้งแต่โจโฉมีอายุ 15 ปีจนถึง 30 ปี มีโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินจีนทุก ๆ 3 ปี[10]
แม้ว่าโจโฉเป็นคนเสเพลและมีพฤติกรรมที่ไม่น่าประทับใจ แต่เฉียว เสฺวียน (橋玄) และโหหยอง (何顒 เหอ หยง) ก็มองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถเหนือธรรมดาของโจโฉ[A 4] เมื่อโจโฉไปเยี่ยมเขาเฉียว (許劭 สฺวี่ เช่า) นักวิจารณ์และนักประเมินลักษณะบุคคลที่มีชื่อเสียง โจโฉได้รับการประเมินว่าเป็น "ทุรชนในยามสันติ และวีรชนในยามโกลาหล"[11] แหล่งข้อมูลอีกแหล่งบันทึกว่าเขาเฉียวบอกกับโจโฉว่า "ท่านจะเป็นขุนนางผู้ปรีชาในยามสันติ และเป็นจอมวายร้าย (奸雄 เจียงสฺยง)[a] ในยามโกลาหล"[B 1][b]
การรับราชการช่วงต้น (ค.ศ. 184-189)
เมื่ออายุได้ 20 ปี โจโฉได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองทหารรักษานครในลกเอี๋ยง (ลั่วหยัง) ในช่วงที่รับตำแหน่ง เขาได้นำกระบองหลากสีมาปักไว้ด้านนอกสำนักงานของเขา และออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ลงโทษเฆี่ยนตีผู้ละเมิดกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงยศตำแหน่งฐานะใด ๆ ลุงของเกียนสิด (เจี่ยน ชั่ว) หนึ่งในขันทีที่ทรงอิทธิพลและมีอำนาจมากที่สุดภายใต้อำนาจของพระเจ้าเลนเต้ (หลิงตี้) ถูกจับกุมเพราะเดินเตร่ในเมืองซึ่งเป็นช่วงห้ามออกนอกจากเคหสถานตอนกลางคืนโดยทหารของโจโฉและถูกโบยเฆี่ยนตี สิ่งนี้ได้ทำให้เกียนสิดและผู้มีอำนาจระดับสูงคนอื่น ๆ รีบส่งเสริมให้โจโฉได้เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการแห่งอำเภอตุนขิว (ตุ้นชิว) ในขณะที่ได้ทำการย้ายเขาออกจากเมืองหลวง โจโฉยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้มานานกว่าหนึ่งปี จนกระทั่งถูกปลดออกจากตำแหน่งใน ค.ศ. 178 เนื่องจากครอบครัวของเขาที่อยู่ห่างไกลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจักรพรรดินีซ่ง พระมเหสีคนแรกของพระเจ้าเลนเต้ซึ่งเป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติ ราวปี ค.ศ. 180 โจโฉได้กลับมายังราชสำนักในฐานะที่ปรึกษา (議郎) และนำเสนอบันทึกสองฉบับเพื่อต่อต้านอิทธิพลของขันทีในราชสำนักและการทุจริตในการปกครองในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง โดยมีผลที่จำกัด
เมื่อกบฏโพกผ้าเหลืองก่อการในปี ค.ศ. 184 โจโฉได้ถูกเรียกตัวกลับมาที่ลกเอี๋ยงและแต่งตั้งให้เป็นนายกองทหารม้า (騎都尉 ฉีตูเว่ย์) และถูกส่งไปยังเมืองเองฉวน (อิ่งชวน) ในมณฑลอิจิ๋ว (อวี้โจว) เพื่อเข้าปราบปรามพวกกบฏ โจโฉประสบความสำเร็จในการปราบกบฏและถูกส่งไปเป็นเสนาบดี (相 เซียง) ของราชรัฐเจลำ (จี่หนัน) เพื่อขัดขวางการขยายอิทธิพลของกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือที่นั่น ที่เจลำ โจโฉได้ประกาศบังคับสั่งห้ามลัทธินอกรีตอย่างจริงจัง ทำลายศาลเจ้า และให้การสนับสนุนลัทธิขงจื๊อ โจโฉถูกตระกูลชั้นนำในท้องถิ่นไม่พอใจในการกระทำดังกล่าว จึงลาออกโดยอ้างว่าป่วยในราวปี ค.ศ. 187 ด้วยความกลัวว่าจะทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในอันตราย โจโฉได้รับเสนอตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองแห่งเมืองตงกุ๋น (東郡 ตงจฺวิ้น) แต่โจโฉปฏิเสธและเดินทางกลับบ้านที่ไพก๊ก ในช่วงเวลานั้น หวัง เฟิน (王芬) ได้พยายามชักชวนโจโฉให้เข้าร่วมในการก่อรัฐประหารเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์ของพระเจ้าเลนเต้ โดยผลตอบแทนคือจะแต่งตั้งตำแหน่งยศศักดิ์ให้เป็นเหอเฟยโหฺว แต่โจโฉปฏิเสธ แผนลับได้ล้มเหลวและหวัง เฟินก็ต้องปลิดชีพตนเอง
การทัพปราบตั๋งโต๊ะ (ค.ศ. 189-191)
| สรุปเหตุการณ์ที่สำคัญในช่วงชีวิตของโจโฉ | |
|---|---|
| ค.ศ. 155 | เกิดที่อำเภอเจากุ๋น |
| 180s | นำกองทหารเข้าปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลืองที่เมืองเองฉวน |
| 190 | เข้าร่วมกับแนวร่วมพันธมิตรต่อต้านต่งจั่ว. |
| 196 | รับเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้มาประทับที่นครฮูโต๋ |
| 200 | เอาชนะในยุทธการที่กัวต๋อ |
| 208 | พ่ายแพ้ในยุทธการที่ผาแดง |
| 213 | ได้รับสถาปนาเป็นวุยก๋ง และได้รับพระราชทานสิบเมืองให้ปกครอง |
| 216 | ได้รับตำแหน่งยศศักดิ์เป็นวุยอ๋อง |
| 220 | เสียชีวิตในลกเอี๋ยง |
| — | ได้รับพระราชสมัญญานามภายหลังมรกรรมในฐานะจักรพรรดิอู่ |
ภายหลังจากออกจากราชการเป็นเวลาสิบแปดเดือน โจโฉได้กลับมายังเมืองหลวงลกเอี๋ยงในปี ค.ศ. 188 ปีนั้น ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกองผู้จัดการทัพ (典軍校尉 เตี่ยวจวินเซี่ยวเว่ยย์) หัวหน้าที่สี่ในแปดของกองทัพแห่งราชอุทยานตะวันตก ซึ่งเป็นกองทัพจักรวรรดิที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ประสิทธิภาพของกองทัพใหม่นี้ไม่เคยถูกทำการทดสอบ เนื่องจากได้ถูกยุบยกเลิกไปในปีถัดมา
ในปี ค.ศ. 189 พระเจ้าเลนเต้สวรรคตและพระราชบุตรองค์โต (จักรพรรดิฮั่นเช่า) สืบทอดราชบัลลังก์ แม้ว่าอำนาจรัฐส่วนใหญ่จะถูกควบคุมโดยโฮเฮาและที่ปรึกษาของพระนาง พี่ชายของโฮเฮาและแม่ทัพใหญ่นามว่า โฮจิ๋น(เหอจิ้น) ได้วางแผนร่วมกับอ้วนเสี้ยว ในการกำจัดสิบขันที (กลุ่มขันทีที่มีอิทธิพลในราชสำนัก) โฮจิ๋นได้เรียกตั๋งโต๊ะ (ต่งจั๋ว) ขุนพลที่ช่ำชองของมณฑลเลียงจิ๋ว (เหลียงโจว) ให้นำกองทัพเข้าสู่ลกเอี๋ยงเพื่อกดดันโฮเฮาให้มอบอำนาจ ด้วยข้อกล่าวหาที่อาจหาญของ "ความชั่วช้า" ของตั๋งโต๊ะ แต่ก่อนที่ตั๋งโต๊ะจะเดินทางมาถึง โฮจิ๋นก็ถูกลอบสังหารโดยขันทีและลกเอี๋ยงตกอยู่ในท่ามกลางความโกลาหล ในขณะที่การต่อสู้กับขันทีภายใต้การสนับสนุนของอ้วนเสี้ยว กองทัพของตั๋งโต๊ะได้กำจัดฝ่ายค้านภายในบริเวณพระราชวังอย่างง่ายดาย ภายหลังจากที่เขาได้ปลดจักรพรรดิฮั่นเช่าลงจากราชบัลลังก์ ต่งจั่วได้สถาปนาให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ (ฮั่นเซี่ยนตี้) ขึ้นครองราชบัลลังก์ในฐานะหุ่นเชิด เนื่องจากเขามองว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้มีความสามารถและชาญฉลาดมากกว่าจักรพรรดิฮั่นเช่า
ภายหลังจากได้ปฏิเสธข้อเสนอในการแต่งตั้งของตั๋งโต๊ะ โจโฉได้ออกจากลกเอี๋ยงมายังตันลิว (เฉินหลิว ทางตะวันออกของไคเฟิง มณฑลเหอหนานในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของโจโฉ) ซึ่งเขาได้จัดตั้งกองทัพขึ้นมา ในปีต่อมา เหล่าขุนศึกภูมิภาคได้ก่อตั้งพันธมิตรทางทหารภายใต้การนำโดยอ้วนเสี้ยวเพื่อต่อต้านตั๋งโต๊ะ โจโฉได้เข้าร่วมด้วย กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกเพียงไม่กี่คนที่ร่วมต่อสู้อย่างแข็งขันของแนวร่วมพันธมิตร แม้ว่าเหล่าขุนศึกจะเข้าปลดปล่อยเมืองหลวงลกเอี๋ยงได้แล้ว ราชสำนักของตั๋งโต๊ะได้อพยพไปยังตะวันตกสู่เตียงฮัน (ฉางอัน) ที่เป็นเมืองหลวงเก่า โดยพาพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปด้วย แนวร่วมพันธมิตรได้ล่มสลายภายหลังจากปราศจากความเคลื่อนไหวมาเป็นเวลาหลายเดือน และจีนได้เข้าสู่สงครามกลางเมือง ในขณะที่ตั๋งโต๊ะถูกสังหารโดยลิโป้ (ลฺหวี่ ปู้) ใน ค.ศ. 192
ปฏิบัติการทางทหารในภาคกลางของจีน (ค.ศ. 191-199)

การพิชิตมณฑลกุนจิ๋ว (ค.ศ. 191-195)
โจโฉยังคงขยายอำนาจของตนโดยการทำสงครามระยะสั้นและระดับภูมิภาค ใน ค.ศ. 191 โจโฉได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองของเมืองตองกุ๋น (ตงจวิ้น) ในตันลิว สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เขาได้ประสบความสำเร็จในการปราบหัวหน้าโจรนามว่า ไป๋ เร่า และอ้วนเสี้ยวได้แต่งตั้งให้โจโฉเป็นเจ้าเมืองเข้ามาแทนที่หวัง หง ซึ่งไร้ความสามารถ เขาได้ขจัดซ่องโจร และเมื่อข้าหลวงมณฑลของกุนจิ๋ว (เหยี่ยนโจว) เล่าต้าย (หลิว ไต้) ได้เสียชีวิตลงในปีถัดมา โจโฉได้รับเชิญจากเปาสิ้นและเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ให้เป็นเจ้ามณฑลของกุนจิ่ว และจัดการกับการก่อการกำเริบของโจกโพกผ้าเหลืองในเฉงจิ๋ว (ชิงโจว) ซึ่งเข้าโจมตีกุนจิ๋ว แม้ว่าจะพบความปราชัยหลายครั้ง โจโฉก็สามารถปราบกบฏได้ภายในสิ้นปี ค.ศ. 192 โดยผ่านทางการเจรจากับพวกเขา และได้รับทหารเพิ่มเติมจำนวนสามหมื่นนายเข้าสู่กองทัพ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 193 โจโฉและอ้วนเสี้ยวรบกับอ้วนสุด (ยฺเหวียน ซู่) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของอ้วนเสี้ยวในการรบหลายครั้ง เช่น ที่เฟิงชิว ซึ่งได้ขับไล่เขาไปที่แม่น้ำห้วย
โจโก๋ (เฉา ซง) บิดาของเฉาเชาถูกสังหารในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 193 โดยเตียวคี (จาง ไข่) ทหารของโตเกี๋ยม(เถา เชียน) เจ้ามณฑลแห่งชีจิ๋ว (สฺวีโจว) (ผู้อ้างว่าตนบริสุทธิ์ และผู้สังหารโจโก๋นั้นเดิมเป็นโจร) ด้วยความโกรธแค้น โจโฉได้ทำการสังหารหมู่พลเรือนหลายพันคนในชีจิ๋วในช่วงการทัพลงทัณฑ์สองครั้งใน ค.ศ. 193 และ ค.ศ. 194 เพื่อล้างแค้นให้กับบิดาของเขา เนื่องจากเขาได้นำกองทัพของเขาจำนวนมากมาย มายังชีจิ๋วเพื่อเอาชนะโตเกี๋ยม ดินแดนส่วนใหญ่ของเขาจึงไร้การป้องกัน เจ้าหน้าที่นายทหารที่ไม่พอใจจำนวนหนึ่งนำโดยตันก๋ง (เฉิน กง) และเตียวเถียว (จาง เชา) ได้ร่วมมือวางแผนก่อกบฏ พวกเขาได้โน้มน้าวให้เตียวเมา (จาง เหมี่ยว; พี่ชายของเตียวเถียว) ขึ้นมาเป็นผู้นำของพวกตนและขอให้ลิโป้เข้ามาเป็นการเสริมกำลัง ตันก๋งเชิญลิโป้ให้มาเป็นข้าหลวงมณฑลคนใหม่แห่งกุนจิ๋ว ลิโป้ได้ตอบรับคำเชิญนี้และนำกองกำลังทหารเข้าไปในมณฑล นับตั้งแต่กองทัพโจโฉไม่อยู่ ผู้บัญชาการท้องถิ่นหลายคนต่างคิดว่าการต่อสู้รบครั้งนี้จะต้องพ่ายแพ้และยอมจำนนต่อลิโป้ทันทีเมื่อเขาเดินทางมาถึง แต่อย่างไรก็ตาม มีเพียงสามอำเภอ ได้แก่ เอียนเสีย (เจวี้ยนเฉิง) ตองไฮ (ตงอา) และฮวนกวน (ฟ่านเซี่ยน) ยังคงจงรักภักดีต่อโจโฉ เมื่อโจโฉเดินทางกลับมาถึง เขาได้รวบรวมกองกำลังของเขาไว้ที่เอียนเสีย
ตลอดช่วงปี ค.ศ. 194 และ ค.ศ. 195 โจโฉและลิโป้ได้ต่อสู้รบกันหลายครั้งเพื่อแย่งชิงการควบคุมกุนจิ๋ว แม้ว่าในตอนแรกลิโป้จะทำได้ดีในถือครองปักเอี้ยง (ผู่หยาง) โจโฉก็เอาชนะเกือบทั้งหมดด้านนอกของปักเอี้ยง ชัยชนะที่เด็ดขาดของโจโฉเกิดขึ้นในการรบใกล้กับตงหมิง ลิโป้และตันก๋งได้นำกองทัพขนาดใหญ่เข้าโจมตีกองทัพของโจโฉ ในช่วงเวลานั้น โจโฉก็ได้ออกไปพร้อมกองกำลังขนาดเล็กเพื่อเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อเห็นลิโป้และตันก๋งเข้ามาใกล้ โจโฉก็ได้ซ่อนกองกำลังของเขาไว้ในป่าและแนวหลังเขื่อน จากนั้นเขาก็ส่งกองกำลังขนาดเล็กเข้าไปประจัญหน้ากับกองทัพของลิโป้ เมื่อกองกำลังทั้งสองได้รับมอบหมาย เขาได้ออกคำสั่งให้กองกำลังทหารที่ซ่อนตัวอยู่ให้เข้าโจมตีทันที กองทัพของลิโป้ถูกทำลายล้างจากการโจมตีครั้งนี้และทหารของเขาจำนวนมากได้หลบหนีไป
ลิโป้และตันก๋งต่างหลบหนีออกจากการสู้รบครั้งนั้น เนื่องจากชีจิ๋วในตอนนี้ได้อยู่ภายใต้บัญชาการของเล่าปี่ (หลิว เป้ย) และเล่าปี่เคยเป็นศัตรูของโจโฉมาก่อน พวกเขาจึงได้มาหลบหนีไปยังชีจิ๋วเพื่อความปลอดภัย โจโฉตัดสินใจที่จะไม่ไล่ล่าตามหาพวกเขา แต่กลับไปริเริ่มกวาดล้างผู้จงรักภักดีของลิโป้ในกุนจิ๋ว รวมทั้งการเข้ายึดครองดินแดนเหล่านั้น สิบแปดเดือนหลังการก่อกบฏได้เริ่มต้นขึ้น โจโฉได้ปราบเตียวเมาและครอบครัว และเข้ายึดครองกุนจิ๋วกลับคืนมาภายในช่วงปลายปี ค.ศ. 195
ช่วยเหลือจักรพรรดิ (ค.ศ. 196)
โจโฉได้ย้ายกองบัญชาการของเขาในช่วงต้น ค.ศ. 196 จากปักเอี้ยงไปยังนครฮูโต๋ (許 สฺวี่, ปัจจุบันคือ สฺวี่ชาง) ซึ่งเขาได้สร้างดินแดนอาณานิคมเกษตรกรรมทางทหารสำหรับการตั้งถิ่นฐานของผู้อพยพและจัดหาเสบียงอาหารมาให้แก่กองทัพของเขา
ราวประมาณเดือนสิงหาคม ค.ศ. 196 พระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จกลับสู่ลกเอี๋ยงภายใต้การคุ้มกันของเอียวฮองและ ตังสิน โจโฉเข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 196 และโน้มน้าวให้พระองค์ย้ายเมืองหลวงไปยังนครฮูโต๋ตามคำแนะนำของ ซุนฮกและที่ปรึกษาคนอื่น ๆ เนื่องจากนครลกเอี๋ยงได้ถูกทำลายเสียหายโดยสงครามและเตียงฮันไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารของโจโฉ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้ากรมโยธา (ภายหลังจากได้เจรจากับอ้วนเสี้ยว ผู้บังคับบัญชาในนามของเขา) และเจ้ากรมการไพร่ (司隸 ซือลี่) ได้รับพระราชอำนาจในเพียงนามในการควบคุมมณฑลราชธานี (ซือลี่) นอกจากนี้ โจโฉยังได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ (大將軍 ต้าเจียงจฺวิน) และยศขุนนางเป็น อู่ผิงโหฺว (武平侯) แม้ว่าทั้งสองตำแหน่งยศศักดิ์นี้ได้ถูกนำไปใช้จริงได้เพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางคนได้มองว่า จักรพรรดิเป็นหุ่นเชิดภายใต้การควบคุมของโจโฉ แต่โจโฉได้ยึดมั่นตามกฏเกณฑ์ส่วนบุคคลที่เข้มงวดจนกระทั่งเขาเสียชีวิต ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเขาไม่ได้ต้องการแย่งชิงราชบัลลังก์ เมื่อที่ปรึกษาของเขาได้กระซิบมาบอกเขาว่า ให้โค่นล้มราชวงศ์ฮั่นและเริ่มต้นราชวงศ์ใหม่ด้วยตัวท่านเอง แต่เขาได้ตอบกลับว่า "หากฟ้าสวรรค์ได้มอบชะตาลิขิตเช่นนี้ให้กับข้า ข้าขอเป็นแบบอย่างจิวบุนอ๋อง (โจฺวเหวินหวัง) ก็พอ"
เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งกลายเป็นขุนศึกที่ทรงอำนาจมากที่สุดในแผ่นดินจีน เมื่อเขาได้รวบรวมสี่มณฑลทางตอนเหนือของจีนเข้าด้วยกัน โจโฉพยายามเจรจาเกลี้ยมกล่อมว่าจะแต่งตั้งให้อ้วนเสี้ยวเป็นรัฐมนตรีโยธาธิการ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ได้ส่งผลตรงกันข้าม เนื่องจากอ้วนเสี้ยวเชื่อว่าโจโฉต้องการที่จะทำให้ตนได้รับความอับอาย เนื่องจากตำแหน่งรัฐมนตรีโยธาธิการนั้นเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าแม่ทัพใหญ่ที่โจโฉดำรงตำแหน่งอยู่ ดังนั้นจึงปฏิเสธข้อเสนอในการรับตำแหน่งนี้ เพื่อเป็นการปลอบใจแก่อ้วนเสี้ยว โจโฉได้เสนอตำแหน่งของตนเองให้กับเขา ในขณะที่เขาจะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีโยธาธิการเอง แม้ว่าสิ่งนี้จะแก้ไขข้อขัดแย้งได้ชั่วคราว แต่ก็เป็นตัวเร่งกระตุ้นก่อให้เกิดยุทธการที่กัวต๋อในเวลาต่อมา
การต่อสู้รบกับเตียวสิ้ว อ้วนสุด และลิโป้ (ค.ศ. 197-198)
เล่าเปียวเป็นขุมอำนาจในสมัยนั้น ซึ่งครองมณฑลเกงจิ๋วเอาไว้ทั้งหมด เกงจิ๋วมีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด แต่ที่เติบโตขึ้นมาได้เพราะมีผู้อพยพจำนวนมากที่ลี้ภัยจากสงครามทางเหนือและอพยพลงทางใต้ ดังนั้นเล่าเปียวจึงถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อโจโฉ เตียวสิ้วซึ่งบัญชาการในดินแดนของเล่าเปียวบนชายแดนติดกับอาณาเขตของโจโฉ ดังนั้นโจโฉต้องการที่จะโจมตีเขา ในช่วงต้นปี ค.ศ. 197 เตียวสิ้วได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ แต่กลับเข้าโจมตีค่ายทหารของโจโฉในตอนกลางคืน (ยุทธการที่อ้วนเซีย) ซึ่งได้คร่าชีวิตทหารจำนวนมาก รวมทั้งโจงั่งบุตรชายของเฉาเชา และโจโฉจึงต้องหลบหนีไป
ภายหลังจากใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการฟื้นฟู โจโฉได้หันความสนใจไปที่อ้วนสุดซึ่งได้ประกาศสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต๋องซือ (จ้งชื่อ) ขึ้นมา ในนามของของการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น โจโฉและขุนศึกคนอื่น ๆ ได้จัดตั้งแนวร่วมพันธมิตรต่อต้านอ้วนสุด และโจโฉได้เข้ายึดครองดินแดนทั้งหมดของอ้วนสุดจากทางตอนเหนือของแม่น้ำห้วย (ไหฺว) ในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 197 ในขณะที่ดินแดนที่เหลืออยู่ของอ้วนสุดได้ประสบภัยแล้งและการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดีทำให้อำนาจของเขาลดลงไปอีก
ต่อมาใน ค.ศ. 197 โจโฉได้กลับไปทางใต้เพื่อเข้าโจมตีเล่าเปียวและเตียวสิ้วอีกครั้ง ครั้งนี้ โจโฉประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อกองทัพของพวกเขา โจโฉได้เข้าโจมตีเตียวสิ้วอีกครั้งใน ค.ศ. 198 ซึ่งนำไปสู่ยุทธการที่หรางเฉิงและเอาชนะอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ต้องถอนกำลังออกจากการสู้รบในครั้งนี้เพราะเขาได้รับข่าวว่า อ้วนเสี้ยวกำลังวางแผนที่จะกรีฑาทัพไปยังนครฮูโต๋ แม้ว่าในภายหลังจะถูกพบว่าข่าวนั้นไม่เป็นความจริงก็ตาม
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 198 โจโฉได้ส่งไปปลุกระดมขุนศึกตะวันตกเพื่อเข้าโจมตีเตียงฮัน ซึ่งยังถูกควบคุมโดยลิฉุย ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากตั๋งโต๊ะ ตวยอุย (段煨 ตฺวั้น เวย์) หนึ่งในขุนพลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของลิฉุยได้ก่อกบฏและสังหารลิฉุยพร้อมกับครอบครัวของเขาในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 198 ตวนอุยได้ส่งมอบศีรษะของลิฉุยไปยังนครฮูโต๋ (เพื่อหลักฐานยืนยันในการยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ)
ในขณะเดียวกัน ลิโป้ก็กำเริบเสิบสานมากขึ้น เขาขับไล่เล่าปี่ (ซึ่งหลบหนีไปอยู่กับโจโฉ) ออกจากดินแดนของเขาเองอีกครั้งและร่วมมือกับอ้วนสุด เนื่องจากเตียวสิ้วพร้อมกับกองทัพของเขาเพิ่งจะถูกบดขยี้ เขาไม่ได้เป็นภัยคุกคามในทางใต้อีกต่อไป ดังนั้นโจโฉจึงไปทางตะวันออกเพื่อเข้าปราบปรามลิโป้
การพิชิตชีจิ๋วและอิจิ๋ว (ค.ศ. 199)
โจโฉได้เอาชนะลิโป้ในการต่อสู้รบหลายครั้งและในที่สุดก็โอบล้อมไว้ได้ที่แห้ฝือ (เซี่ยพี) ลิโป้ได้พยายามที่จะตีฝ่าออกไปแต่ทำไม่สำเร็จ ในที่สุดเจ้าหน้าที่นายทหารและทหารของเขาจำนวนมากได้แปรพักตร์ให้กับโจโฉ บางคนถูกลักพาตัวโดยผู้ทรยศ ลิโป้ริ่มรู้สึกท้อแท้และยอมจำนนต่อโจโฉ ซึ่งได้ประหารชีวิตเขา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 199 การกำจัดลิโป้ทำให้โจโฉได้ควบคุมมณฑลชีจิ๋วอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อลิโป้ได้จากไปแล้ว โจโฉได้เริ่มทำปราบปรามอ้วนสุด เขาส่งเล่าปี่และจูเหลง (จู หลิง) ไปทางใต้เพื่อเข้าโจมตีอ้วนสุด แต่อ้วนสุดเสียชีวิตในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 199 ก่อนที่เล่าปี่และคนอื่น ๆ ได้เดินทางมาถึง ซึ่งหมายความว่า โจโฉก็ไร้ซึ่งคู่ปรับที่สำคัญในภูมิภาคแม่น้ำห้วย (ชีจิ๋วและอิจิ๋ว) อีกต่อไป ในขณะเดียวกัน ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 199 อ้วนเสี้ยวได้จบศึกกับกองซุนจ้านในยุทธการที่อี้จิง และวางแผนที่จะเคลื่อนทัพไปทางใต้เพื่อเอาชนะโจโฉ เมื่อเห็นดังนั้น โจโฉได้เริ่มเตรียมความพร้อมการป้องกัน โดยตั้งใจที่จะยืนหยัดที่กัวต๋อ ตามคำแนะนำของกาเซี่ยง เตียวสิ้วยอมสวามิภักด์ต่อโจโฉและกองทัพของเขาได้ถูกรวมเข้ากับกองทัพของโจโฉ ภายหลังจากที่พวกเขาได้ปฏิเสธทูตของอ้วนเสี้ยวเพื่อขอให้มาเป็นพันธมิตรกัน
สงครามกับอ้วนเสี้ยว (ค.ศ. 199–202)
การทรยศและความพ่ายแพ้ของเล่าปี่
ใกล้สิ้นปี ค.ศ. 199 เล่าปี่ทรยศโจโฉและสังหารกีเหมาผู้บัญชาการทหารของโจโฉในมณฑลชีจิ๋ว อ้างสิทธิ์การเป็นเจ้าของมณฑล โจโฉต้องการที่จะเข้าโจมตีเล่าปี่อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้กลายเป็นสงครามสองด้าน ในขณะที่บางคนในราชสำนักกังวลว่าอ้วนเสี้ยวจะเข้าโจมตีพวกเขาในไม่ช้า ถ้าหากกองทัพหลักจะเคลื่อนทัพไปทางตะวันออก กุยแกให้ความมั่นใจกับโจโฉว่า อ้วนเสี้ยวจะตอบสนองที่ล่าช้า และโจโฉสามารถจัดการเล่าปี่ได้ หากเขาจัดการได้อย่างรวดเร็ว ตามคำแนะนำของกุยแก โจโฉเข้าโจมตีเล่าปี่และเอาชนะได้อย่างเด็ดขาดในชีจิ๋ว จับกุมกวนอูพร้อมกับสมาชิกครอบครัวของเล่าปี่เมื่อต้นปี ค.ศ. 200 ส่วนเล่าปี่หลบหนีไปอาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยว ซึ่งได้ส่งเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกองทัพของเขาเพื่อเข้าโจมตีโจโฉ การจู่โจมครั้งนี้ถูกหยุดยั้งโดยอิกิ๋มในยุทธการที่ท่าข้ามตู้ชื่อในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 200 เป็นเครื่องหมายของการปะทุของการเปิดฉากสงครามระหว่างโจโฉและอ้วนเสี้ยว
สงครามกับตระกูลอ้วน

การทัพกัวต๋อ
ใน ค.ศ. 200 อ้วนเสี้ยวกรีฑาทัพไปทางใต้สู่นครฮูโต๋เพื่อหมายจะให้ความช่วยเหลือแก่จักรพรรดิ เขาได้รวบรวมกองทหารจำนวนมากกว่า 110,000 นาย รวมทั้งทหารม้าหนัก 10,000 นาย ในขณะที่โจโฉรวบรวมกองทหารมาได้ประมาณ 40,000 นาย ซึ่งส่วนมากเขาได้รวมกองกำลังไว้ที่กัวต๋อซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์บนแม่น้ำฮองโห (หฺวางเหอ) กองทัพของโจโฉขับไล่การโจมตีของอ้วนเสี้ยวหลายครั้งและได้รับชับชนะทางยุทธวิธีที่ท่าข้ามตู้ชื่อ (กุมภาพันธ์) แปะเบ๊ (มีนาคม-พฤษภาคม) และท่าข้ามเหยียน (พฤษภาคม-สิงหาคม) กองทัพทั้งสองฝ่ายได้หยุดชะงักลงในยุทธการที่กัวต๋อ(กันยายน-พฤศจิกายน) เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถที่รุกคือต่อไปได้มากนัก การขาดแคลนกำลังคนของโจโฉทำให้เขาไม่สามารถโจมตีอย่างมีนัยสำคัญ และความภาคภูมิใจของอ้วนเสี้ยวได้บีบบังคับให้เขาต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของโจโฉอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าเขาจะได้เปรียบทางด้านกำลังคนอย่างท่วมท้น แต่อ้วนเสี้ยวก็ไม่สามารถใช้ทรัยากรของเขาได้อย่างเต็มที่ เนื่อ เนื่องจากความเป็นผู้นำที่ลังเลเอาแน่นอนไม่ได้และตำแหน่งฐานะของเฉาเชา
นอกจากนั้นท่ามกลางสมรภูมิกัวต๋อ ยังมีสองแนวรบที่เกิดขึ้น: แนวรบด้านตะวันออกด้วยกองทัพของอ้วนเสี้ยวภายใต้การนำโดยอ้วนถำ เข้าปะทะกับกองทัพของโจโฉภายใต้การนำโดยจงป้า ซึ่งเป็นสงครามด้านหนึ่งเพื่อสนับสนุนแก่โจโฉ เนื่องจากความเป็นผู้นำที่ต่ำต้อยของอ้วนถำ ไม่คู่ควรกับความรู้ท้องถิ่นของจงป้าและกลยุทธ์แบบเข้าปะทะแล้วหนีของเขา ด้านแนวรบด้านตะวันตก โกกันหลานชายอ้วนเสี้ยวเข้าโจมตีกองทัพของโจโฉได้ดีกว่า และบีบบังคับให้เสริมกำลังหลายครั้งจากค่ายหลักของโจโฉเพื่อรักษาแนวรบด้านตะวันตก เล่าปี่ซึ่งเป็นแขกในกองทัพอ้วนเสี้ยว ได้ให้คำแนะนำในการยุยงปลุกปั่นการก่อกบฏในดินแดนของโจโฉ เนื่องจากผู้ติดตามของอ้วนเสี้ยวจำนวนมากอยู่ในดินแดนของโจโฉ กลยุทธ์นี้ได้ประสบความสำเร็จในช่วงแรก แต่ทักษะทางการทูตของหมันทองช่วยเหลือในการแก้ไขความขัดแย้งแทบจะในทันที หมันทองได้ถูกวางตัวในฐานะเจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลเฉพาะกิจนี้ เนื่องจากโจโฉได้มองเห็นถึงความเป็นไปได้ของการก่อการกำเริบก่อนการสู้รบ โจโฉเข้าตีโฉบฉวบทำลายคลังเสบียงของอ้วนเสี้ยวที่หมู่บ้านกู้ชื่อ ทำให้อ้วนเสี้ยวต้องตั้งคลังเสบียงฉุกเฉินที่อัวเจ๋า ในที่สุดในเดือนที่ 10 เขาฮิวซึ่งเป็นผู้แปรพักตร์จากกองทัพอ้วนเสี้ยว ได้แจ้งบอกแก่โจโฉถึงที่ตั้งของคลังเสบียงแห่งใหม่ของอ้วนเสี้ยว โจโฉทำลายภาวะจนมุมโดยการส่งกองกำลังพิเศษไปที่อัวเจ๋า เพื่อทำการเผาเสบียงทั้งหมดของกองทัพอ้วนเสี้ยว ซึ่งทำให้เกิดเสียขวัญอย่างมาก อ้วนเสี้ยวได้เข้าโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งประสบความสูญเสียและล้มเหลวในท้ายที่สุดในกัวต๋อ และเช้าวันรุ่งขึ้น โจโฉได้เปิดฉากการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวในการทำลายล้างต่อกองทัพข้าศึกที่กำลังล่าถอย ซึ่งทำให้ได้รับชัยชนะที่เด็ดขาดและดูเหมือนว่าจะเป็นชัยชนะที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในการรายงานต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ โจโฉอ้างว่าได้สังหารทหารจำนวนมากว่า 70,000 นายของกองทัพที่มีจำนวนเท่าเดิม 110,000 นายของอ้วนเสี้ยว ภายหลังเขาได้ออกคำสั่งให้นำทหารข้าศึกส่วนใหญ่ที่ถูกจับกุมมาได้ให้ทำการฝังทั้งเป็น ไม่กี่เดือนต่อมา ในเดือนพฤษภาคม หรือ มิถุนายน ค.ศ. 201 โจโฉได้เอาชนะอ้วนเสี้ยวอีกครั้งในยุทธการที่ซองเต๋ง ซึ่งได้กำจัดกองกำลังสุดท้ายในเวลาต่อมา ทางใต้ของแม่น้ำฮองโห
การรวบรวมภาคเหนือของจีน (ค.ศ. 202–207)
อ้วนเสี้ยวล้มป่วยได้ไม่นานหลังจากประสบความปราชัย และเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 202 ซึ่งทิ้งไว้เหลือแค่บุตรสามคน และไม่ได้มีการแต่งตั้งทายาทผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ แม้จะดูเหมือนว่าเขาจะเอ็นดูต่ออ้วนซงบุตรชายคนเล็กสุดท้องของเขา (ซึ่งควบคุมมณฑลกิจิ๋ว) ในฐานะทายาทของเขา อ้วนถำ บุตรชายคนโต (ผู้ว่าราชการมณฑลแห่งมณฑลเฉงจิ๋ว) ได้ท้าทายเขา และทั้งสองพี่น้องได้เข้าสู่สงครามแย่งชิงการสืบทอด ในขณะที่พวกเขาได้ต่อสู้รบกับโจโฉ โจโฉใช้ความขัดแย้งภายในตระกูลอ้วนเพื่อผลประโยชน์ของเขา และในช่วงยุทธการที่ลิหยง (ตุลาคม ค.ศ. 202 – มิถุนายน ค.ศ. 203) เขาได้ขับไล่พวกอ้วนกลับไปยังฐานที่มั่นของพวกเขาที่เงียบกุ๋น (ภายใต้การควบคุมของอ้วนซง) จากนั้นเขาก็ได้ถอนกำลัง รวบรวมดินแดนของเขาที่ได้รับมาแทนที่จะเข้าพิชิตดินแดนเอาไว้ทั้งหมด อาจเป็นไปได้ว่า ฝ่ายค้านในราชสำนักในนครสวี ต้องการหันเหความสนใจของเขา เมื่อคลายความกดดันจากโจโฉแบบชั่วคราว ความบาดหมางระหว่างพี่น้องก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น อ้วนซงโอบล้อมฐานที่มั่นของอ้วนภำที่เพงงวนก๋วน (平原 ผิงหยาง) ได้บีบบังคับในภายหลังซึ่งได้ลงเอยด้วยการสมรสพันธมิตรกับโจโฉ มณฑลกิจิ๋วได้ตกเป็นของโจโฉในฤดูร้อน ค.ศ. 204 ภายหลังจากโอบล้อมเงียบกุ๋นเป็นเวลาห้าเดือน โจโฉได้แสดงความเคารพหลุมฝังศพของอ้วนเสี้ยว ภายหลังจากการพิชิตเงียบกุ๋นมาได้ ซึ่งได้ร้องไห้อย่างขมขื่นสำหรับเพื่อนเก่าแก่ของเขาต่อหน้าผู้ติดตามของเขาและได้มอบของขวัญปลอบโยนแก่ครอบครัวของอ้วนเสี้ยวและเงินบำนาญจากรัฐบาล อ้วนซงหลบหนีไปทางเหนือเข้าหากับบุตรชายคนที่สาม ผู้ว่าราชการมณฑลอ้วนฮีแห่งมณฑลอิวจิ๋ว ในขณะที่โกกันผู้ว่าราชการมณฑลแห่งเป๊งจิ๋วแปรพักตร์เข้าด้วยโจโฉ ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ค.ศ. 205 โจโฉได้หันไปเข้าโจมตีอ้วนถำที่ไม่จงรักภักดี เอาชนะและสังหารเขาในยุทธการที่ลำพี้ และพิชิตมณฑลเฉงจิ๋วไว้ได้ โกกันได้ก่อการกบฎใน ค.ศ. 205 แต่ในปี ค.ศ. 206 โจโฉได้เอาชนะและสังหารเขา ได้รวมผนวกดินแดนมณฑลเป๊งจิ๋วเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
โจโฉได้แสร้งทำเป็นว่า ได้มีอำนาจเหนือดินแดนทางตอนเหนือของจีนเอาไว้ทั้งหมด ได้ประสบความทุกข์ทรมานจากการก่อกำเริบในท่ามกลางทหารของตน อ้วนซงและอ้วนฮีหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าชนเผ่าออหวน หัวหน้าชนเผ่าออหวนนามว่าเป๊กตุ้นให้ความช่วยเหลือแก่สองพี่น้องอ้วน และเริ่มเข้าโจมตีดินแดนของโจโฉ ใน ค.ศ. 207 โจโฉนำการทัพที่กล้าหาญในการออกนอกเขตชายแดนของจีนเพื่อทำลายล้างตระกูลอ้วนให้สิ้นไป เขาได้ต่อสู้รบกับพันธมิตรของหัวหน้าชนเผ่าออหวนในยุทธการที่เขาเป๊กลงสาน แม้ว่าจะมีกองกำลังจำนวนมากและเด็ดเดี่ยว โจโฉก็ได้รับชัยชนะ เนื่องจากได้สร้างระบบการขนส่งเสบียงอันชาญฉลาดโดยการขุดคลองสองแห่งขึ้นมาใหม่ และโจมตีขนาบข้างข้าศึก สังหารเป๊กตุ้นและบีบบังคับให้พี่น้องอ้วนต้องหลบหนีอีกครั้ง คราวนี้ พวกเขาได้ไปหากองซุนของเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กองซุนของกลับสั่งให้ประชีวิตพวกเขา และส่งมอบศีรษะของพวกเขาไปให้แก่โจโฉ ทำให้เขาได้รับอำนาจการควบคุมในนามเหนือมณฑลอิวจิ๋ว ในขณะเดียวกัน ชนเผ่าตอนเหนือซึ่งตอนนี้ได้เกิดความหวาดกลัวต่อโจโฉ ส่วนมากของชนเผ่าออหวนที่เหลือได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา พร้อมกับเซียนเปย์และซฺยงหนู
การทัพเซ็กเพ็ก (ค.ศ. 207–211)
ยึดครองเกงจิ๋วเป็นการชั่วคราว (ค.ศ. 208)

ภายหลังความปราชัยของอ้วนเสี้ยวที่กัวต๋อใน ค.ศ. 200 โจโฉบีบบังคับให้เล่าปี่หลบหนีไปหาเล่าเปียวผู้ว่าราชการมณฑลแห่งเกงจิ๋ว แล้วไปประจำการอยู่ชายแดนเหนือในอำเภอซินเอี๋ยเพื่อป้องกันโจโฉไว้ที่อ่าว การโจมตีของเโจโฉในช่วงแรกต่อเล่าปี่ได้ถูกขับไล่ในช่วงยุทธการที่ทุ่งพกบ๋อง (ค.ศ. 200) ภายหลังจากเสร็จสิ้นในการพิชิตภาคเหนือของจีนใน ค.ศ. 207 โจโฉก็หันเหความสนใจไปที่มณฑลเกงจิ๋วอย่างเต็มที่ ซึ่งที่นั้นได้เกิดข้อพิพาทเรื่องทายาทผู้สืบทอดขึ้น ภายหลังจากเล่าเปียวเสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 208 ทายาทที่ได้รับเลือกจากหลิวเปียวคือเล่าจ๋อง ลูกชายคนเล็กของเขา แต่ลูกชายคนโตของเขาคือเล่ากี๋ท้าทายเขาจากตำแหน่งผู่ว่าราชการมณฑล ในขณะที่ซุนกวนเข้าโจมตีดินแดนทางตะวันออกของเกงจิ๋ว เล่าปี่คาดหวังที่จะแย่งชิงเกงจิ๋วด้วยตัวเขาเองและโจโฉได้เคลื่อนทัพเพื่อบุกเกงจิ๋วจากทางเหนือด้วยกองทัพที่รวมตัวกันอย่างเร่งรีบในเดือนกันยายน การกระทำของโจโฉได้ปรากฏแล้วว่าเด็ดขาด เล่าจ๋องยอมจำนนต่อเขาโดยปราศจากต่อสู้ขัดขืน ในขณะที่เล่าปี่หลบหนีไปทางใต้ แต่เกิดความล่าช้าเพราะมีผู้อพยพจำนวนมาก กองกำลังทหารระดับชั้นนำจำนวน 5,000 นายของโจโฉได้ติดตามไล่ล่าเล่าปี่เพื่อหมายจะจับกุมและเอาชนะเขาได้ในยุทธการที่เตียงปัน ซึ่งเข้ายึดขบวนสัมภาระและขบวนผู้อพยพ ส่วนเล่าปี่เองหลบหนีไปทางตะวันออกได้อย่างหวุดหวิดพร้อมกับสหายผู้ร่วมเดินทางจำนวนหนึ่งได้เข้าสมทบกับเล่ากี๋ที่แฮเค้า และส่งจูกัดเหลียงเพื่อเจรจาเพื่อเป็นพันธมิตรกับซุนกวน ซึ่งในที่สุดก็ยอมตกลงที่จะเข้าร่วมกองกำลัง โจโฉได้ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแม่น้ำแยงซีโดยยึดฐานทัพเรือกังเหลง และออกคำสั่งให้กองทัพส่วนใหญ่ให้แล่นเรือไปตามแม่น้ำสู่เซ็กเพ็ก (ผาแดง) ในขณะที่กองทัพที่เหลือได้กรีฑาทัพทางบก เพื่อเอาชนะพันธมิตรที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็วเพียงครั้งเดียว
ยุทธการที่เซ็กเพ็ก
ในยุทธการที่เซ็กเพ็ก (ผาแดง) ในช่วงฤดูหนาว ค.ศ. 208 กองทัพของโจโฉพ่ายแพ้ให้กับทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวน (ซึ่งต่อมาได้สถาปนาจ๊กก๊กและง่อก๊กตามลำดับ กลายเป็นคู่ปรับคนสำคัญของเขาในการรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งอีกครั้ง) แม้ว่าจะมีกองทัพจำนวนมากมาย กองทัพทางเหนือก็ต้องหมดเรี่ยวแรงจากการเดินทัพ มีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วยในสภาพอากาศทางใต้ที่ไม่คุ้นชิน และเกิดอาการเมาเรือบนกองเรือแม่น้ำ(ซึ่งพวกเขาได้พยายามแก้ไขปัญหานี้โดยการผูกติดเรือเข้าด้วยกัน) ในขณะที่ฝ่ายซุนกวนโดยเฉพาะอย่างทหารที่ยังคงมีความสดใหม่และมีประสบการณ์ในการทำสงครามทางแม่น้ำ แม่ทัพฝ่ายพันธมิตร อุยกายแสร้งสวามิภักดิ์แก่ฝ่ายเหนือ แต่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่เรือของฝ่ายโจโฉถูกล่ามโซ่ติดเข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำลายพวกเขาด้วยเรือติดไฟ ในขณะเดียวกัน การโจมตีด้วยการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตรภายใต้การนำโดยจิวยี่บนเส้นทางสู่กองทัพทางบกของโจโฉที่ฮัวหลิม (烏林 อูหลิน)
ตลอดช่วง ค.ศ. 209 และ ค.ศ. 210 ผู้บัญชาการทหารของโจโฉได้มีส่วนร่วมในความพยายามป้องกันฝ่ายซุนกวน ในยุทธการที่กังเหลงและอิเหลง ผู้บัญชาการทหารของโจโฉในภาคเหนือของเกงจิ๋ว (เช่น โจหยิน) ได้ต่อสู้รบกับซุนกวน พวกเขาได้ประสบความสำเร็จแบบผสม และโจโฉสามารถรักษาอาณาเขตบางส่วนไว้ในทางเหนือของมณฑล ในเวลาเดียวกัน พวกเขาได้หยุดยั้งการโจมตีที่หับป๋าและปราบปรามการก่อจลาจลในหลู่ซึ่งกองกำลังของซุนกวนได้พยายามให้ความช่วยเหลือ ป้องกันไม่ให้ซุนกวนจากการมุ่งเข้าโจมตีที่ฉิวฉุน อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารของโจโฉในทางใต้ของจเกงจิ๋ว ได้ถูกตัดขาดจากส่วนที่เหลือของกองกำลังของโจโฉ ซึ่งได้ยอมสวามิภักดิ์แก่เล่าปี่ ในช่วงแรก เล่ากี๋ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาในฐานะผู้ตรวจการแห่งมณฑลเกงจิ๋ว แต่กลับเสียชีวิตลงใน ค.ศ. 209 ภายหลังจากนั้นซุนกวนได้แต่งตั้งให้เล่าปี่เป็นผู้ว่าราชการแห่งมณฑลเกงจิ๋ว และให้เข้าพิธีวิวาท์กับซุนฮูหยิน น้องสาวของตนเพื่อประสานสัมพันธ์ความเป็นพันธมิตรร่วมกัน
การทัพในตะวันตกเฉียงเหนือ (ค.ศ. 211-220) และถึงแก่พิราลัย

ในค.ศ. 211 สถานการณ์ในทางใต้เริ่มมีเสถียรภาพและโจโฉได้ตัดสินใจที่จะบดขยี้ศัตรูที่เหลืออยู่ในภาคเหนือ ไปทางตะวันตกของเตียงฮัน(ในเมืองจั่วผิงอี้) ในเมืองฮันต๋งบนแม่น้ำฮั่นซุย ในภาคเหนือของมณฑลเอ๊กจิ๋ว เตียวฬ่อซึ่งปกครองที่นั่นในการก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์ฮั่น ดำเนินการปกครองรัฐตามระบอบของตนเอง โจโฉส่งจงฮิวพร้อมทั้งกองทัพเพื่อบีบบังคับให้เตียวฬ่อยอมสวามิภักดิ์ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ได้รบกวนขุนศึกจำนวนหนึ่งในหุบเขาแม่น้ำอุยโห และมณฑลเลียงจิ๋วที่กว้างขวาง ซึ่งถูกรวบรวมภายใต้กำมือของหันซุยและม้าเฉียวเพื่อต้านทานโจโฉ ซึ่งเชื่อว่าการกรีฑาทัพเข้าโจมตีเตียวฬ่อของเขานั้น มีเป้าหมายมาที่พวกเขาโดยตรง โจโฉนำกองทัพด้วยตนเองในการต่อสู้รบกับพันธมิตรกลุ่มนี้ และเอาชนะด้วยกลอุบายต่อกองทัพฝ่ายกบฏในแต่ละรอบในยุทธการที่ด่านตงก๋วน พันธมิตรได้แตกแยกกันและผู้นำหลายคนถูกสังหาร โจโฉใช้เวลาหนึ่งหรือสองเดือนถัดมาในการไล่ล่าผู้นำบางคน ซึ่งมีหลายคนได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา เขาได้ทิ้งแฮหัวเอี๋ยนเพื่อสะสางงานในภูมิภาคและเดินทางกลับบ้านใน ค.ศ. 212 ใน ค.ศ. 213 เขาได้เปิดฉากการบุกครองในดินแดนของซุนกวนโดยข้ามแม่น้ำห้วย แต่กลับพ่ายแพ้ในยุทธการที่ยี่สู ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการควบคุมทางใต้ของซุนกวน
ใน ค.ศ. 213 โจโฉได้รับยศขุนนางเป็น "วุยก๋ง" (魏公 เว่ยกง) และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เก้าขั้นและสิบหัวเมืองอยู่ในปกครอง เป็นที่รู้จักกันคือวุย (เว่ย์) ในปีเดียวกัน เขาได้กรีฑาทัพทางใต้และเข้าโจมตียี่สู ขุนพลของซุนกวนนามว่าลิบองหยุดยั้งการโจมตีได้ประมาณเดือนหนึ่ง และโจโฉก็ต้องล่าถอยไปในที่สุด ใน ค.ศ. 215 โจโฉเคลื่อนทัพและเข้ายึดครองฮันต๋ง ในปี 216 โจโฉได้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าสืบตระกูล "วุยอ๋อง" (魏王 เว่ย์หวัง) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โจโฉ เล่าปี่ และซุนกวนยังคงรวบรวมอำนาจไว้ในภูมิภาคของตนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผ่านสงครามหลายครั้ง จีนได้ถูกแบ่งออกเป็นสามอำนาจ ได้แก่ วุย จ๊ก และง่อ ซึ่งได้ต่อสู้ในสมรภูมิอย่างเป็นระยะๆ โดยปราศจากการเสียสมดุลอย่างเห็นได้ชัดเจนในการสนับสนุนของใครก็ตาม ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือกองกำลังของเล่าปี่สามารถเข้ายึดครองฮันต๋งมาจากกองทัพของโจโฉ ภายหลังจากการทัพที่ใช้เวลาสามวัน

ในปี 220 โจโฉได้ถึงแก่พิราลัยในลกเอี๋ยง ขณะมีอายุ 66 ปี โดยไม่สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งภายใต้การปกครองของเขา ซึ่งถูกสันนิษฐานว่า "ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะ" เขาได้สั่งเสียไว้ว่า ให้ฝังศพไว้ใกล้กับสุสานแห่งซีเหมินเป้าในเย่ว์ โดยปราศจากสมบัติต่าง ๆ ได้แก่ ทองและอัญมนีหยก และสั่งให้ทหารของตนที่คอยประจำการในชายแดน ให้ประจำตำแหน่งอยู่ในที่ของพวกเขาและไม่อนุญาตให้พวกเขาได้เข้าร่วมพิธีศพตามคำพูดของเขาว่า "ประเทศยังไม่มั่นคง"
โจผี ลูกชายคนโตของโจโฉ ได้สืบยศขุนนางต่อจากบิดา หลังจากนั้นหนึ่งปี โจผีบีบบังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สละราชสมบัติ และประกาศตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิองค์แรกของวุยก๊ก ในการนี้ โจโฉได้รับการเฉลิมพระยศขึ้นเป็น "วุยไท่จูอู่ฮ่องเต้" (魏太祖武皇帝)
สุสานหลวงโจโฉ
28 ธันวาคม 2009 ทางการจีนประกาศว่าได้ขุดค้นพบสุสานที่เชื่อว่าน่าจะเป็นของโจโฉ ที่เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ตอนกลางของประเทศจีน โดยสุสานมีอาณาบริเวณ 740 ตารางเมตร มีโครงกระดูกของชายที่น่าจะเสียชีวิตในอายุราว 60 ปี ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นโจโฉ และโครงกระดูกของผู้หญิงอีก 2 ซึ่งน่าจะเป็นมเหสี และป้ายศิลาจารึกพระนามของโจโฉ[12]
ฐานันดรศักดิ์
- ค.ศ. 196 : อู่ผิงฮอ (武平侯 "ท้าวพระยาอู่ผิง")
- ค.ศ. 213 : วุยก๋ง (魏公 "เจ้าพระยาวุย")
- ค.ศ. 216 : วุยอ๋อง (魏王 "เจ้าฟ้าวุย")
- ค.ศ. 220 : วุยไท่จู่อู่ฮ่องเต้ (魏太祖武皇帝 "จักรพรรดิโยธินวุยไท่จู่") (เฉลิมพระยศหลังพิราลัย)
ครอบครัว
- บิดา โจโก๋
- ภรรยา
- เต็งฮูหยิน
- เล่าชี
- เล่าฮูหยิน
- พระนางเปียนซี (武宣卞皇后) มารดาของโจผี และโจเซี่ย
- เจ้าคุณพระหลิง (丁夫人)
- เจ้าคุณพระหลิว (劉夫人)
- เจ้าคุณพระอัน (環夫人)
- เจ้าคุณพระหลู (杜夫人)
- เจ้าคุณพระฉิน (秦夫人)
- เจ้าคุณพระซิน(尹夫人)
- เจ้าจอมหวัง (王昭儀)
- หม่อมซุน (孫姬)
- หม่อมหลี่ (李姬)
- หม่อมโซว (周姬)
- หม่อมเล่า (劉姬)
- หม่อมซ่ง (宋姬)
- หม่อมโซว (趙姬)
- นางเฉิน (陳妾)
พระราชโอรส
พระราชธิดา
- โจจู้
- โจหยู
- โจเซี่ย (曹节)
- โจไซ่
- โจฮว่า (曹华)
- องค์หญิงโจวอันหลิง (安陽公主)
- องค์หญิงโจวซินเจียน (金鄉公主)
- องค์หญิงโจวซินเหอ (清河公主)
- องค์หญิงโจวหลินเฟิง (臨汾公主)
ในวัฒนธรรมร่วมสมัย
สำนวน "speak of the devil" ในภาษาอังกฤษเทียบเท่ากับสำนวนจีนที่ใช้งานกันถึงสมัยใหม่คือ "พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา" (说到曹操,曹操就到)[13]
ภาพยนตร์
- ในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ของจีน สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร กำกับโดย แดเนียล ลี และ สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ กำกับโดยจอห์น วู โจโฉได้มีบทบาทสำคัญในเรื่อง
- ในภาพยนตร์เรื่อง สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร โจโฉรับบทโดยหลิวสงเหยิน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ โจโฉได้ปรากฏตัวครั้งเดียวในศึกทุ่งเตียงปัน ขณะที่มองจูล่งที่กำลังฝ่าทัพของตนเพื่อช่วยเหลือลูกชายของเล่าปี่อย่างชื่นชม
- ในภาพยนตร์เรื่อง สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ โจโฉรับบทโดยจางเฟิงอี้ โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ โจโฉปรากฏตัวครั้งแรกในตอนที่ขอพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ในการปราบปรามเล่าปี่และซุนกวน โจโฉได้นำทัพไปรบกับพันธมิตรเล่า-ซุนที่ผาแดง แต่พ่ายแพ้ จึงล่าถอยหนี ระหว่างทางถูกทหารข้าศึกล้อมจะจับตัวทุกเส้นทาง แต่ในเส้นทางถอยหนีสุดท้าย แม่ทัพกวนอูได้ไว้ชีวิตให้กลับไป เพราะสำนึกในบุญคุณที่โจโฉเคยรับอุปการะเลี้ยงเลี้ยงดูไว้เป็นอย่างดี
- ในภาพยนตร์เรื่อง สามก๊ก ตอน โจโฉ มหาอุปราชผู้หวังครองแผ่นดิน ซึ่งเคอ จุ้นสงได้รับบทนี้ และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวถึงชีวประวัติของโจโฉตั้งแต่ต้นจนถึงตอนเสียชีวิต
- ภาพยนตร์เรื่อง โจโฉ The Assassins (铜雀台) นำแสดงโดย โจว เหวินฟะ ซึ่งรับบทเป็นโจโฉ และมีเนื้อหาในช่วงเหตุการณ์ที่ พระเจ้าเหี้ยนเต้กับนางฮกเฮาคิดกำจัดโจโฉ
ละครโทรทัศน์
- สามก๊ก ฉบับละครโทรทัศน์ ของประเทศจีน ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเชิดชูและยกย่องวรรณกรรมอมตะของจีนเรื่องสามก๊ก ในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวของโจโฉตั้งแต่รับราชการเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยจนกระทั่งเสียชีวิต โดย เปากั๊วอัน นักแสดงชาวจีนที่รับบทโจโฉ
- สามก๊ก (ละครโทรทัศน์ชุดใหม่) เป็นละครที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2553 มีการถ่ายทอดเรื่องราวของโจโฉตั้งแต่รับราชการและคิดฆ่าตั๋งโต๊ะไปจนถึงเสียชีวิต แสดงโดยเฉินเจี้ยนปิน
การ์ตูนไทย
- ในการ์ตูน สามก๊ก มหาสนุก ผลงานการ์ตูนสามก๊กของสุชาติ พรหมรุ่งโรจน์ ได้มีการกล่าวถึงโจโฉด้วยเช่นกัน โดยโจโฉในสามก๊กมหาสนุกมีลักษณะรูปร่างเตี้ย และมักชอบพูดว่า "ความคิดอันสูงส่งมักตรงกันเสมอ"
วิดีโอเกม
โจโฉปรากฏตั้งในวิดีโอเกมชุดโรแมนซ์ออฟเดอะทรีคิงดัมส์ของโคเอทั้งหมด เขายังเป็นตัวละครที่เล่นได้ในชุด ไดนาสตีวอริเออร์ และ วอริเออร์โอโรจิ และยังปรากฏเป็นตัวละครหลักที่เล่นได้ใน เค็สเซ็ง 2 ของโคเอ
ประเภทอื่น
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
หมายเหตุ
- ↑ คำศัพท์โบราณว่า เจียนสฺยง (奸雄) ประกอบด้วยอักษรจีน 2 ตัวคือ เจียน (奸; "เจ้าเล่ห์", "ชั่วร้าย") และ สฺยง (雄; "ยิ่งใหญ่", "กล้าหาญ") ใช้กล่าวถึงบุคคลที่มีความทะเยอทะยานสูง (โดยทั่วไปหมายถึงผู้กระหายอำนาจ) และใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อบรรลุเป้าหมาย ในเชิงวรรณกรรมอาจเปรียบได้กับตัวเอกปฏิลักษณ์ ดู ความหมายในพจนานุกรมของ เจียนสฺยง
- ↑ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน เขาเฉียว#ประเมินโจโฉ
อ้างอิง
สามก๊กจี่
- ตันซิ่ว (1959) [200s]. สามก๊กจี่. ปักกิ่ง: จงหฺวาชูจฺวี๋. อ้างอิงในชื่อ สามก๊กจี่.
- 1: 武帝紀. ใน ตันและเผย์ 429, pp. 1–55.
- 2: 文帝紀. ใน ตันและเผย์ 429, p. 72.
- 32: 先主傳. ใน ตันและเผย์ 429, pp. 876, 878.
- 36: 關張馬黃趙傳. ใน ตันและเผย์ 429, pp. 941–942.
- 54: 周瑜魯肅吕蒙傳. ใน ตันและเผย์ 429, p. 1275.
- ↑ ตันและเผย์ 429, p. i
- ↑ ตันเและเผย์ 429, 1.1: "太祖武皇帝,沛國譙人也,姓曹,諱操,字孟德,漢相國參之後。桓帝世,曹騰為中常侍大長秋,封費亭侯。養子嵩嗣,官至太尉,莫能審其生出本末。嵩生太祖。"
- ↑ ตันเและเผย์ 429, 1.2: "太祖少機警,有權數,而任俠放蕩,不治行業,故世人未之奇也".
- ↑ ตันเและเผย์ 429, 1.2: "惟梁國橋玄、南陽何顒異焉。玄謂太祖曰:「天下將亂,非命世之才不能濟也,能安之者,其在君乎!」"
อรรถาธิบายสามก๊กจี่
- ตันซิ่ว (1977) [429]. เผย์ ซงจือ (บ.ก.). อรรถาธิบายสามก๊กจี่ 三國志注. ไทเป: Dingwen Printing. อ้างอิงในชื่อ อรรถาธิบายสามก๊กจี่.
- อองซิม; สฺวิน อี่; รฺเหวี่ยน จี๋ (c. 250s). เว่ย์ชู 魏書 (ประวัติศาสตร์ทางการ).
- ซือหม่า เปียว. จิ่วโจวชุนชิว 九州春秋 [พงศาวดารเก้ามณฑล] (ประวัติศาสตร์ส่วนตัว).
- ซุน เชิ่ง. เว่ยชื่อชุนชิว 魏氏春秋 [พงศาวดารตระกูลวุย] (ประวัติศาสตร์ส่วนตัว).
- ซุน เชิ่ง. อี้ถงจ๋า-ยฺหวี่ (異同雜語); อี้ถงผิง (異同評) (วิจารณ์ตัวบท).
- Yu Huan (265). เว่ย์เลฺว่ 魏略 (ประวัติศาสตร์ส่วนตัว).
- เยฺว่ จือ (樂資). ซานหยางกงไจ้จี้ 山陽公載記 [บันทึกเบ็ดเตล็ดว่าด้วยซันเอียงก๋ง [พระเจ้าเหี้ยนเต้]].
- นิรนาม. เฉาหมานจฺว้าน 曹瞞傳 [ชีวประวัติเฉาหมาน [โจโฉ]] (เรื่องเล่าพื้นบ้าน).
- เล่าง่าย (劉艾 หลิว ไอ้). เซี่ยนตี้จี้ 獻帝紀 [จดหมายเหตุพระเจ้าเหี้ยนเต้] (จดหมายเหตุ).
- เซี่ยนตี้ฉี่จฺวีจู้ 獻帝起居注 [อรรถาธิบายพระราชกิจประจำวันของพระเจ้าเหี้ยนเต้] (บันทึกประจำวันหลวง). 234.
- ฟู่ เสฺวียน (c. 270s). ฟู่จื่อ 傅子 (บทความ).
- ยฺหวี ผู่ (虞溥) (300). เจียงเปี่ยวจฺว้าน 江表傳 (ประวัติศาสตร์ส่วนตัว).
- กัว ปาน (郭頒). เว่ย์จิ้นชื่อ-ยฺหวี่ 魏晉世語 [เรื่องเล่าในโลกของวุยและจิ้น] (ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า).
- หู ชง (胡沖) (c. 280). อู๋ลี่ 吳歷 [ลำดับเวลาของง่อ] (ประวัติศาสตร์ทางการ).
- จาง หฺวา (290s). ปั๋วอู้จื้อ 博物志 (เบ็ดเตล็ด).
- ↑ ซุน เชิ่ง, อี้ถงจ๋า-ยฺหวี่ (異同雜語): "嘗問許子將:「我何如人?」子將不荅。固問之,子將曰:「子治世之能臣,亂世之姦雄。」太祖大笑。" อ้างใน ตันเและเผย์ 429, 1.3 n. 3.
รายการอ้างอิงอื่น ๆ
- 1 2 ("ในขณะนั้นอองซานโตสิบอุไค้โอจับสี่คนนี้ปรึกษาเห็นพร้อมกัน จึงเข้ามาว่าแก่โจโฉว่า ท่านมีสติปัญญาทำนุบำรุงบ้านเมือง ปราบปรามข้าศึกศัตรูก็ราบคาบแล้ว ควรจะเลื่อนที่เปนเจ้าวุยอ๋อง แปลภาษาไทยว่าเจ้าต่างกรม โจโฉยังไม่ทันตอบประการใด ซุนฮิวได้ยินขุนนางทั้งสี่ว่าดังนั้น จึงคำนับโจโฉแล้วว่า ทุกวันนี้ท่านเปนที่วุยก๋ง ก็เปนใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวง ราชการสิ่งใดก็สิทธิ์ขาดอยู่กับท่านสิ้น ซึ่งขุนนางทั้งสี่คนจะให้ท่านเลื่อนที่เปนที่วุยอ๋องนั้นไม่ควร") "สามก๊ก ตอนที่ ๕๔". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 4, 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) เทียบกับ (於是侍中王粲、杜襲、衛凱、和洽四人,議欲尊曹操為魏王。中書令荀攸曰:「不可。丞相官至魏公,榮加九鍚,位已極矣;今又進陞王位,於理不可。」) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 66. - 1 2 ("พระเจ้าโจผีก็ตั้งเมืองฮูโต๋นั้นให้ชื่อเมืองไตวุยก๊ก แล้วสั่งให้เลิกส่วยสาอากรขนอนตลาดมิให้เรียกเอาแก่ราษฎรสามปี จึงให้ปล่อยนักโทษในคุก แล้วให้จารึกอักษรที่กุฏิ์ฝังศพบิดานั้นใหม่ ให้ชื่อพระเจ้าไทล่อฮูฮ่องเต้") "สามก๊ก ตอนที่ ๖๓". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 3, 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) เทียบกับ (國號大魏。丕即傳旨,大赦天下。諡父曹操為太祖武皇帝。) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 80. - ↑ ("ครั้นรุ่งขึ้น เตียวโป้ เตียวเหลียง กับพวกโจรซึ่งเหลือนั้นก็ชวนกันหาทางที่จะหนีเอาชีวิตรอด จึงไปพบทัพหนึ่งธงแดงทั้งทัพ ทหารกองหน้าเข้าสกัดพวกโจรไว้มิให้หนีได้ แลนายทัพนั้นชื่อโจโฉ สูงประมาณห้าศอก จักษุเล็ก หนวดยาว เปนบุตรโจโก๋") "สามก๊ก ตอนที่ ๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 4, 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) เทียบกับ (殺到天明,張梁、張寶引敗殘軍士,奪路而走。忽見一彪軍馬,盡打紅旗,當頭來到,截住去路。為首閃出一將:身長七尺,細眼長髯;官拜騎都尉;沛國譙郡人也,姓曹,名操,字孟德。操父曹嵩,本姓夏侯氏;因為中常侍曹騰之養子,故冒姓曹。) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 1. - ↑ de Crespigny (2007), pp. 35, 38.
- ↑ ("เอียวสิวจึงว่า ท่านอยู่เมืองไกลมิได้รู้ว่ามหาอุปราชนี้มีวิชาการแลกลอุบายปัญญากว้างขวาง อันมหาอุปราชนายเราสารพัดรู้ ถ้าท่านจะใคร่แจ้งว่าเท็จแลจริง เราจะเอาหนังสือของมหาอุปราชแต่งไว้ให้ใหม่ ชื่อว่าบังเต๊กมาให้ดู แล้วก็หยิบหนังสือนั้นมาส่งให้แก่เตียวสง ๆ จึงอ่านดูเปนเนื้อความสิบสามข้อ ว่าด้วยการสงครามให้ตั้งค่ายแลจัดแจงพลทหารทัพบกทัพเรือโดยขบวร") "สามก๊ก ตอนที่ ๔๙". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 3, 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) เทียบกับ (修曰:「公居邊隅,安知丞相大才乎?吾試令公觀之。」呼左右於篋中取書一卷,以示張松。松觀其題曰《孟德'新書》。從頭至尾,看了一遍,共一十三篇,皆用兵之要法。) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 60. ความในนวนิยาย สามก๊ก ต้นฉบับระบุว่าหนังสือที่โจโฉแต่งนี้มีชื่อว่า เมิ่งเต๋อซินชู (孟德'新書) มีความหมายว่า "ตำราใหม่ของเมิ่งเต๋อ" ดังนั้นชื่อ "บังเต๊ก" ที่ปรากฏใน สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ 49 ตามเนื้อความข้างต้นนั้น แท้จริงแล้วเป็นชื่อรองของโจโฉ ระวังสับสนกับ "บังเต๊ก" (龐德 ผาง เต๋อ) ที่เป็นขุนพลคนหนึ่งของโจโฉและเคยเป็นขุนพลของขุนศึกม้าเท้งและม้าเฉียว - ↑ de Crespigny (2010), p. 464.
- ↑ de Crespigny (2010), p. 460.
- ↑ de Crespigny (2010), p. 35.
- ↑ de Crespigny (2010), p. 26.
- ↑ de Crespigny (2010), p. 36.
- ↑ ฟ่าน เย่, บ.ก. (1965) [445]. "เล่มที่ 68 บทชีวประวัติเขาเฉียว". โฮ่วฮั่นชู 後漢書. ปักกิ่ง: จงหฺวาชูจฺวี๋. 曹操微時,常卑辭厚禮,求為己目。劭鄙其人而不肯對,操乃伺隙脅劭,劭不得已,曰:「君清平之姦賊,亂世之英雄。」操大恱而去。
- ↑ "จีนขุดพบสุสาน'โจโฉ'อายุ 2 พันปี". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2010-04-03. สืบค้นเมื่อ 2009-12-28.
- ↑ de Crespigny (2010), p. 200.
แหล่งข้อมูลอื่น
- Cao Cao – World History Encyclopedia
- ผลงานเกี่ยวกับ/โดย โจโฉ ที่อินเทอร์เน็ตอาร์ไคฟ์
- ผลงานโดย โจโฉ ที่ลิบริวอกซ์ (หนังสือเสียง ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ)
