Overview
ความบกพร่องของพัฒนาการในการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อ หรือ ภาวะดีซีดี หรือเรียกว่า โรคดิสแพรกเซีย หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า โรคเงอะงะ หรือ โรคซุ่มซ่าม เป็นความผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหว และการประสานงานของร่างกาย เกิดจากการที่กระแสประสาทจากสมอง ไม่สามารถส่งต่อไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ความบกพร่องของทักษะการใช้กล้ามนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
| ความบกพร่องของพัฒนาการในการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อ (Developmental coordination disorder) | |
|---|---|
| ชื่ออื่น | ภาวะเสียการประสานงาน, โรคดิสแพรกเซีย (dyspraxia), โรคเงอะงะ, โรคซุ่มซ่าม |
| ผู้ที่มีภาวะนี้มักประสบความยากลำบากในการผูกเชือกรองเท้า การเขียนหนังสือ และการทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยการประสานงานของร่างกาย | |
| สาขาวิชา | จิตเวชศาสตร์, ประสาทวิทยา |
| อาการ | ความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหว และความยากลำบากในการประมวลผลข้อมูล |
| ภาวะแทรกซ้อน | ปัญหาในการเรียนรู้, ความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ, การขาดการร่วมกิจกรรมทางกายหรือการเล่นกีฬา ซึ่งอาจนำไปสู่โรคอ้วน |
| การตั้งต้น | ตั้งแต่กำเนิด |
| ระยะดำเนินโรค | ตลอดชีวิต |
| โรคอื่นที่คล้ายกัน | ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวจากโรคอื่น, ออทิสติก, โรคซนสมาธิสั้น, ภาวะบกพร่องทางการเขียน, กลุ่มอาการข้อต่อยืดหยุ่นผิดปกติ, ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวน้อย, กลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ |
| การรักษา | กายภาพบำบัด, กิจกรรมบำบัด |
| ความชุก | 5–6% (ของประชากรในทุกกลุ่มอายุ) |
ความบกพร่องของพัฒนาการในการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อ[1] หรือ ภาวะดีซีดี (อังกฤษ: Developmental Coordination Disorder - DCD) หรือเรียกว่า โรคดิสแพรกเซีย (อังกฤษ: dyspraxia) หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า โรคเงอะงะ หรือ โรคซุ่มซ่าม เป็นความผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหว และการประสานงานของร่างกาย เกิดจากการที่กระแสประสาทจากสมอง ไม่สามารถส่งต่อไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ความบกพร่องของทักษะการใช้กล้ามนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน[2]
ภาวะดีซีดีมีลักษณะเด่นคือ ความบกพร่องในการเรียนรู้และรับทักษะใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเคลื่อนไหว มีระดับการเรียนรู้และการแสดงออกด้านทักษะการเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยการประสานงานของร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับวัยเดียวกัน มีคุณลักษณะเด่นคือ ความซุ่มซ่าม เชื่องช้า เงอะงะ และความไม่แม่นยำในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะการเคลื่อนไหว เช่น การรับสิ่งของ การใช้ช้อนส้อม การเขียนหนังสือ การปั่นจักรยาน การผูกเชือกรองเท้า การใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ตลอดจนการร่วมเล่นกีฬาทีมหรือการว่ายน้ำ นอกจากนี้ โรคดังกล่าวยังมักพบร่วมกับความยากลำบากในการจัดระบบความคิดและสิ่งของ รวมถึงปัญหาด้านสมาธิ ความจำระยะสั้น และการบริหารจัดการเวลา[3]
โรคนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญา ทว่าผู้ที่มีภาวะนี้อาจต้องเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นใจในตนเอง เนื่องจากบุคคลอื่นในวัยเดียวกันสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ตนเองกลับต้องประสบความยากลำบาก นอกจากนี้ ในมุมมองของบุคคลทั่วไป ภาวะดีซีดีมักไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ว่าเป็นความบกพร่องหรือความพิการ[4]
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยภาวะดีซีดีทางคลินิก ต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน มิได้อาศัยคะแนนจากแบบทดสอบการเคลื่อนไหวหรือแบบสอบถามชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว[5][6] แนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ระหว่างประเทศเสนอให้ประเมินประวัติพัฒนาการและประวัติทางการแพทย์ ตรวจร่างกายและระบบประสาท ใช้แบบทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหวที่เป็นมาตรฐาน และประเมินผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน การเรียน การเล่น และการมีส่วนร่วมทางสังคม[5]
การประเมินมักดำเนินการโดยทีมสหวิชาชีพ โดยนักกายภาพบำบัดมักเป็นผู้ทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรม ส่วนแพทย์มีบทบาทตรวจหาภาวะทางระบบประสาท กล้ามเนื้อ กระดูก การมองเห็น หรือโรคทางกายอื่นที่อาจอธิบายความผิดปกติได้ดีกว่า[6]
เกณฑ์การวินิจฉัย
ตามเกณฑ์ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับที่ 5 ฉบับปรับปรุงข้อความ (อังกฤษ: Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition, Text Revision; DSM-5-TR) การวินิจฉัยภาวะดีซีดีต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้งสี่ข้อ[7]
เกณฑ์ สาระสำคัญ วิธีประเมินที่ใช้โดยทั่วไป เกณฑ์ A: ความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหว การปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวต่ำ เด็กอาจแสดงการเคลื่อนไหวที่ซุ่มซ่าม ช้า หรือไม่แม่นยำ เช่น รับสิ่งของ ใช้กรรไกร เขียนหนังสือ ขี่จักรยาน หรือเล่นกีฬาได้ยาก[7][6] ใช้แบบทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหวที่มีค่ามาตรฐานตามอายุ เช่น เอ็มเอบีซี-ทู หรือ บ็อต-ทู ร่วมกับการสังเกตทางคลินิก[5] เกณฑ์ B: ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวรบกวนกิจวัตรประจำวันตามวัยอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่อง และส่งผลต่อการเรียน กิจกรรมก่อนการประกอบอาชีพหรือการประกอบอาชีพ การพักผ่อน และการเล่น[7][6] ซักประวัติจากเด็ก ผู้ปกครอง และครู ประเมินกิจวัตรประจำวันและการมีส่วนร่วม และอาจใช้ดีซีดีคิวหรือลิตเทิลดีซีดีคิวเป็นข้อมูลประกอบ[5][8] เกณฑ์ C: เริ่มในระยะพัฒนาการตอนต้น อาการเริ่มปรากฏในระยะพัฒนาการตอนต้น แม้เด็กจำนวนหนึ่งจะบรรลุพัฒนาการหลัก เช่น การเดิน ภายในช่วงอายุปกติ แต่มีประวัติเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนได้ยากหรือใช้เวลานานกว่าปกติ[7][6] ซักประวัติพัฒนาการ ประวัติการเรียนรู้ทักษะการดูแลตนเอง การเขียน การเล่น และกีฬา จากผู้ปกครอง โรงเรียน และเวชระเบียนเดิม[6] เกณฑ์ D: ไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยภาวะอื่น ความบกพร่องไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางสติปัญญาหรือการมองเห็น และไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยภาวะทางระบบประสาทที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว เช่น สมองพิการ โรคกล้ามเนื้อเสื่อม หรือโรคความเสื่อมของระบบประสาท[7][6] ตรวจร่างกายและระบบประสาท ตรวจการมองเห็น และส่งตรวจเพิ่มเติมหรือส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อประวัติหรือการตรวจพบสัญญาณเตือน[6]
การมีโรคสมาธิสั้น (อังกฤษ: attention-deficit/hyperactivity disorder; ADHD) ออทิซึมสเปกตรัม (อังกฤษ: autism spectrum disorder; ASD) ความผิดปกติของพัฒนาการด้านภาษา หรือความผิดปกติจำเพาะของการเรียนรู้ มิได้ตัดการวินิจฉัยดีซีดีโดยอัตโนมัติ เนื่องจากภาวะเหล่านี้พบร่วมกับดีซีดีได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประเมินต้องพิจารณาว่าความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวมีความรุนแรงเกินกว่าที่ภาวะร่วมดังกล่าวจะอธิบายได้หรือไม่[5][6]
ลำดับการประเมินภาวะดีซีดี
กระบวนการประเมินอาจแบ่งเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้[5][6]
- ระบุข้อกังวลและคัดกรองเบื้องต้น โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครอง ครู หรือบุคลากรสุขภาพเกี่ยวกับความซุ่มซ่าม ความช้า ความไม่แม่นยำ ความเหนื่อยล้า หรือการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหว
- ซักประวัติพัฒนาการและประวัติทางการแพทย์ รวมถึงประวัติการตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว การเรียนรู้ทักษะการดูแลตนเอง การเขียน กีฬา โรคประจำตัว ยา การบาดเจ็บ การมองเห็น การได้ยิน และประวัติครอบครัว
- ประเมินผลกระทบต่อกิจวัตรและการมีส่วนร่วม โดยพิจารณาการแต่งตัว การรับประทานอาหาร สุขอนามัย การเขียน งานในชั้นเรียน การเล่น กีฬา และความเป็นอิสระตามวัย ข้อมูลควรมาจากมากกว่าหนึ่งบริบทเมื่อเป็นไปได้
- ตรวจร่างกายและระบบประสาท เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง รีเฟล็กซ์ผิดปกติ ความเกร็ง ความไม่สมมาตร ภาวะเสียการทรงตัว หรืออาการที่ดำเนินรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจบ่งถึงโรคอื่น
- ทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหวอย่างเป็นมาตรฐาน โดยผู้ที่ผ่านการฝึกใช้เครื่องมือ และแปลผลตามอายุ ประเทศ ภาษา และค่ามาตรฐานที่เหมาะสม
- ประเมินภาวะร่วมและการวินิจฉัยแยกโรค เช่น โรคสมาธิสั้น ออทิซึมสเปกตรัม ความผิดปกติด้านภาษาและการเรียนรู้ ความวิตกกังวล ความบกพร่องทางสติปัญญา โรคทางระบบประสาท โรคกล้ามเนื้อ และความผิดปกติของการมองเห็น
- บูรณาการหลักฐานตามเกณฑ์ทั้งสี่ข้อ ก่อนลงการวินิจฉัย โดยไม่ใช้คะแนนตัดของแบบทดสอบหรือแบบสอบถามเป็นข้อสรุปเพียงอย่างเดียว
การตรวจด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ (อังกฤษ: magnetic resonance imaging; MRI) การตรวจพันธุกรรม การตรวจเอนไซม์กล้ามเนื้อ หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นไม่จำเป็นในเด็กทุกราย แต่เลือกใช้ตามประวัติและผลตรวจร่างกาย เช่น เมื่อมีพัฒนาการถดถอย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความผิดปกติข้างเดียว รีเฟล็กซ์ผิดปกติ อาการชัก ความเจ็บปวด หรืออาการที่รุนแรงขึ้นตามเวลา[6]
เครื่องมือประเมิน
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินดีซีดีควรจำแนกตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากแบบทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหว แบบสอบถามคัดกรอง การประเมินกิจวัตรประจำวัน และการประเมินภาวะร่วมให้ข้อมูลคนละส่วนของเกณฑ์วินิจฉัย[5] ไม่มีเครื่องมือใดเพียงชนิดเดียวที่ยืนยันการวินิจฉัยได้ครบทั้งสี่เกณฑ์[5][6]
แบบทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหว
MABC-2
แบบประเมินชุดการเคลื่อนไหวสำหรับเด็ก ฉบับที่ 2 (อังกฤษ: Movement Assessment Battery for Children, Second Edition; MABC-2) เป็นแบบทดสอบอ้างอิงเกณฑ์ปกติตามอายุสำหรับเด็กอายุ 3–16 ปี ประกอบด้วยงานทดสอบแปดงานในสามด้าน ได้แก่ ความคล่องแคล่วในการใช้มือ (อังกฤษ: manual dexterity) การเล็งและการรับ (อังกฤษ: aiming and catching) และการทรงตัว (อังกฤษ: balance)[5][9] แนวทางเวชปฏิบัติระหว่างประเทศระบุว่าเอ็มเอบีซี-ทูเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้และได้รับการศึกษามากที่สุดสำหรับดีซีดี แต่ความไวของเครื่องมือไม่สมบูรณ์และค่ามาตรฐานอาจแตกต่างกันระหว่างประเทศ จึงต้องแปลผลร่วมกับหลักฐานทางคลินิกและข้อมูลการใช้ชีวิตจริง[5]
สำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป แนวทางหนึ่งเสนอให้ใช้คะแนนรวมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 16 หรือต่ำกว่าเป็นหลักฐานสนับสนุนเกณฑ์เอ เมื่อเกณฑ์อื่นได้รับการยืนยันแล้ว ส่วนคะแนนที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 หรือต่ำกว่าสะท้อนความบกพร่องที่ชัดเจนกว่า[5][6] สมาคมกุมารแพทย์แคนาดาระบุเพิ่มเติมว่า เด็กอายุอย่างน้อย 6 ปีที่ได้คะแนนในองค์ประกอบย่อยด้านใดด้านหนึ่งไม่เกินเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 อาจเข้าเกณฑ์เอได้แม้คะแนนรวมสูงกว่าเกณฑ์ตัด ส่วนเด็กอายุ 3–5 ปีควรได้คะแนนรวมไม่เกินเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 จากการประเมินสองครั้งซึ่งห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน เนื่องจากความแปรปรวนของพัฒนาการในวัยนี้[6] เกณฑ์คะแนนดังกล่าวเป็นแนวทางช่วยตัดสิน มิใช่จุดตัดทางชีวภาพหรือเกณฑ์วินิจฉัยอัตโนมัติ[5]
แม้บางแหล่งเรียกเอ็มเอบีซี-ทูว่าเป็นมาตรฐานทองคำ (อังกฤษ: gold standard) ของการวัดความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว แต่แนวทางระหว่างประเทศมิได้ถือว่าคะแนนเอ็มเอบีซี-ทูเพียงอย่างเดียวเป็นมาตรฐานทองคำของ การวินิจฉัย ดีซีดี การวินิจฉัยต้องยืนยันผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และการไม่มีโรคอื่นที่อธิบายอาการได้ดีกว่าด้วย[5][6]
BOT-2 และ BOT-3
แบบทดสอบความชำนาญด้านการเคลื่อนไหวบรูอินิงส์–โอเซอเรตสกี ฉบับที่ 2 (อังกฤษ: Bruininks–Oseretsky Test of Motor Proficiency, Second Edition; BOT-2) ประเมินทักษะการเคลื่อนไหวหลายด้าน เช่น ความแม่นยำและการผสานงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานงานของร่างกาย การทรงตัว ความคล่องตัว ความเร็ว และความแข็งแรง แบบฉบับเต็มมีแปดแบบทดสอบย่อยและใช้ค่ามาตรฐานสำหรับอายุ 4–21 ปี[5] แนวทางระหว่างประเทศเสนอให้ใช้เอ็มเอบีซี-ทูหรือบ็อต-ทูเพื่อสนับสนุนเกณฑ์เอ และอาจใช้แบบทดสอบอีกชนิดหนึ่งเมื่ออาการทางคลินิกชัดเจนแต่ผลจากเครื่องมือชนิดแรกไม่สอดคล้อง เนื่องจากแบบทดสอบการเคลื่อนไหวแต่ละชนิดอาจพลาดเด็กบางรายได้[5]
แบบทดสอบความชำนาญด้านการเคลื่อนไหวบรูอินิงส์–โอเซอเรตสกี ฉบับที่ 3 (อังกฤษ: Bruininks–Oseretsky Test of Motor Proficiency, Third Edition; BOT-3) เผยแพร่ภายหลังแนวทางระหว่างประเทศ พ.ศ. 2562 และขยายค่ามาตรฐานถึงอายุ 25 ปี 11 เดือน[10] อย่างไรก็ตาม หลักฐานและเกณฑ์คะแนนที่ใช้เฉพาะสำหรับการวินิจฉัยดีซีดีของฉบับที่ 3 ยังไม่ถูกรวมอยู่ในแนวทางระหว่างประเทศ พ.ศ. 2562 จึงควรใช้ตามคู่มือฉบับปัจจุบันและค่ามาตรฐานที่เหมาะกับประชากรที่ประเมิน
เครื่องมืออื่น
แบบวัดพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวพีบอดี ฉบับที่ 2 (อังกฤษ: Peabody Developmental Motor Scales, Second Edition; PDMS-2) ใช้อธิบายและประเมินพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี และอาจมีประโยชน์ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี แต่แนวทางระหว่างประเทศมิได้แนะนำให้ใช้แทนเอ็มเอบีซี-ทูหรือบ็อต-ทูเพื่อยืนยันเกณฑ์เอของดีซีดี[5] เครื่องมืออื่น เช่น แบบทดสอบการประสานงานของร่างกายสำหรับเด็ก (เยอรมัน: Körperkoordinationstest für Kinder; KTK) แบบทดสอบพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน ฉบับที่ 2 (อังกฤษ: Test of Gross Motor Development, Second Edition; TGMD-2) และการประเมินทางระบบประสาทซูริก (อังกฤษ: Zurich Neuromotor Assessment; ZNA) อาจใช้วัดองค์ประกอบของทักษะการเคลื่อนไหว แต่มีหลักฐานสำหรับการวินิจฉัยดีซีดีโดยตรงน้อยกว่าเอ็มเอบีซี-ทูและบ็อต-ทู[5]
แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล
DCDQ
แบบสอบถามความผิดปกติด้านพัฒนาการของการประสานงานการเคลื่อนไหว ฉบับ พ.ศ. 2550 (อังกฤษ: Developmental Coordination Disorder Questionnaire 2007; DCDQ'07) เป็นแบบสอบถามที่ผู้ปกครองตอบเพื่อคัดกรองปัญหาการประสานงานการเคลื่อนไหวในเด็กอายุ 5–15 ปี[8] แบบสอบถามประเมินการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในบริบทชีวิตจริง และใช้เป็นข้อมูลเสริมในการประเมินผลกระทบตามเกณฑ์บี[5][6] ดีซีดีคิวมิใช่แบบทดสอบยืนยันโรค และแนวทางระหว่างประเทศไม่แนะนำให้ใช้เพียงลำพังเป็นการคัดกรองประชากรทั่วไป เนื่องจากค่าความไวและความจำเพาะเปลี่ยนแปลงตามประชากร ผู้ตอบ และฉบับแปล[5]
ลิตเทิลดีซีดีคิว (อังกฤษ: Little Developmental Coordination Disorder Questionnaire; Little DCDQ) เป็นแบบสอบถามผู้ปกครองสำหรับคัดกรองปัญหาการเคลื่อนไหวในเด็กอายุ 3–4 ปี และครอบคลุมทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ในบ้าน สถานศึกษาปฐมวัย และการเล่น[11]
รายการตรวจสอบเอ็มเอบีซี-ทู (อังกฤษ: MABC-2 Checklist) ให้ผู้ปกครองหรือครูรายงานการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้ แต่มีหลักฐานทางจิตมิติน้อยกว่าดีซีดีคิวตามการทบทวนที่ใช้จัดทำแนวทางระหว่างประเทศ[5] ผลจากผู้ปกครอง ครู และเด็กอาจไม่ตรงกันเพราะแต่ละคนสังเกตเด็กในบริบทและภาระงานต่างกัน จึงควรพิจารณาความไม่สอดคล้องดังกล่าวเป็นข้อมูลทางคลินิก ไม่ใช่เลือกถือว่าผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งเป็นความจริงโดยอัตโนมัติ[5]
การประเมินกิจวัตรประจำวันและการมีส่วนร่วม
การยืนยันเกณฑ์บีควรระบุว่าความบกพร่องกระทบต่อกิจกรรมใด ความรุนแรงเพียงใด และเกิดในบริบทใด เช่น การติดกระดุม การใช้ช้อนส้อม การเขียน การทำงานให้เสร็จตามเวลา การเล่นกับเพื่อน หรือการเข้าร่วมวิชาพลศึกษา[5][6] การสัมภาษณ์ การสังเกตโดยตรง ตัวอย่างลายมือและงานโรงเรียน ตลอดจนเครื่องมือประเมินการทำกิจกรรมและการมีส่วนร่วม อาจใช้ร่วมกันได้ แต่เครื่องมือเหล่านี้มิได้แทนแบบทดสอบสมรรถนะการเคลื่อนไหวสำหรับเกณฑ์เอ[5]
เครื่องมือที่อาจใช้ตามวัตถุประสงค์ทางคลินิก ได้แก่ แบบวัดผลการปฏิบัติงานด้านกิจกรรมของแคนาดา (อังกฤษ: Canadian Occupational Performance Measure; COPM) เพื่อระบุกิจกรรมที่เด็กหรือครอบครัวให้ความสำคัญ และแบบประเมินความพิการในเด็กด้วยการทดสอบแบบปรับตามคอมพิวเตอร์ (อังกฤษ: Pediatric Evaluation of Disability Inventory–Computer Adaptive Test; PEDI-CAT) เพื่อประเมินการทำกิจวัตร การเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วม[12][13] การเลือกใช้ต้องคำนึงถึงอายุ ภาษา วัฒนธรรม วัตถุประสงค์ และหลักฐานการตรวจสอบคุณสมบัติของฉบับที่ใช้
การประเมินภาวะร่วม
แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาเวกส์เลอร์ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเวกส์เลอร์ (อังกฤษ: Wechsler Individual Achievement Test; WIAT) และแบบทดสอบประสิทธิภาพการอ่านคำ (อังกฤษ: Test of Word Reading Efficiency; TOWRE) มิใช่แบบคัดกรองดีซีดีโดยตรง แต่อาจใช้เมื่อสงสัยความบกพร่องทางสติปัญญาหรือความผิดปกติจำเพาะของการเรียนรู้ เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคหรือระบุภาวะร่วม[7][6] แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาเวกส์เลอร์สำหรับผู้ใหญ่ (อังกฤษ: Wechsler Adult Intelligence Scale; WAIS) ไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือหลักในเด็กเล็ก โดยควรเลือกแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาที่ออกแบบสำหรับช่วงอายุของผู้รับการประเมิน
แบบประเมินการรับรู้ความสามารถและความพึงใจต่อกิจกรรมทางกายในเด็ก (อังกฤษ: Children's Self-Perceptions of Adequacy in and Predilection for Physical Activity; CSAPPA) ใช้ประเมินการรับรู้ของเด็กเกี่ยวกับความสามารถและความชอบต่อกิจกรรมทางกาย ไม่ใช่เครื่องมือยืนยันเกณฑ์เอหรือยืนยันการวินิจฉัยดีซีดี[14]
ข้อจำกัดและอคติในการประเมิน
ผลการประเมินดีซีดีอาจได้รับอิทธิพลจากความแตกต่างด้านเพศและบทบาททางเพศ วัฒนธรรม ภาษา ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม โอกาสในการฝึกทักษะ ประสบการณ์กับกิจกรรมที่ใช้ในแบบทดสอบ สมาธิ ความวิตกกังวล ความเหนื่อยล้า การใช้ยา และความคุ้นเคยกับสถานที่ทดสอบ[5] ค่ามาตรฐานของเครื่องมือที่สร้างจากประชากรประเทศหนึ่งอาจไม่สามารถใช้กับประชากรอีกประเทศหนึ่งโดยไม่ตรวจสอบความเหมาะสม เช่น แนวทางระหว่างประเทศรายงานว่าค่ามาตรฐานเอ็มเอบีซี-ทูจากสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์มีความแตกต่างกัน[5] แบบสอบถามที่แปลเป็นภาษาอื่นควรผ่านการแปลย้อนกลับ การปรับข้ามวัฒนธรรม และการตรวจสอบความเที่ยงตรงในประชากรเป้าหมายก่อนนำคะแนนตัดมาใช้
อคติจากการส่งต่ออาจทำให้เด็กที่แสดงความซุ่มซ่ามอย่างเด่นชัด มีปัญหาพฤติกรรม หรือเล่นกีฬาไม่ได้รับการประเมินมากกว่าเด็กที่หลีกเลี่ยงกิจกรรมอย่างเงียบ ๆ หรือใช้กลยุทธ์ชดเชยได้ดี[5] การประเมินจากผู้ให้ข้อมูลเพียงคนเดียวหรือจากการทดสอบเพียงครั้งเดียวอาจไม่สะท้อนการทำงานในทุกบริบท จึงควรรวบรวมข้อมูลจากบ้าน โรงเรียน และตัวเด็กเมื่อเหมาะสม และพิจารณาประเมินซ้ำเมื่อผลอยู่ใกล้เกณฑ์ตัดหรือขัดแย้งกับอาการทางคลินิก[5]
คะแนนเปอร์เซ็นไทล์เป็นตำแหน่งเชิงสถิติบนความสามารถที่มีลักษณะต่อเนื่อง เด็กที่อยู่คนละด้านของคะแนนตัดเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้มีความแตกต่างทางชีวภาพแบบเด็ดขาด แนวทางระหว่างประเทศระบุว่ายังไม่มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ให้จุดตัดจำเพาะสำหรับดีซีดี และแบบทดสอบการเคลื่อนไหวที่มีอยู่มีความไวต่ำกว่าร้อยละ 90[5] ด้วยเหตุนี้ การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาความสอดคล้องระหว่างผลทดสอบ ประวัติ ผลกระทบต่อชีวิตจริง และการตรวจทางการแพทย์ ไม่ควรอาศัยคะแนนเดียวเป็นคำตอบสุดท้าย
การรักษา
ในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการรักษาภาวะดีซีดีให้หายขาดได้ แต่สามารถใช้วิธีการจัดการและบรรเทาอาการผ่านกระบวนการบำบัดรักษาด้วยการกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด ซึ่งสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะนี้ได้เป็นอย่างดี[15]
การทำกายภาพบำบัดในเด็กที่มีความบกพร่องด้านการประสานงานของกล้ามเนื้อ จะเน้นการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การทำงานประสานกันของร่างกาย และประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว ผ่านกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติงานเฉพาะบุคคล (อังกฤษ: task-oriented activities) และการฝึกอบรมระบบสั่งการของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมทางกายภาพบำบัดที่เริ่มทำตั้งแต่ในระยะแรกเริ่มและมีการออกแบบให้เหมาะสมจำเพาะต่อบุคคล จะนำไปสู่การพัฒนาขั้นพื้นฐานทั้งในด้านทักษะการเคลื่อนไหวและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะดีซีดีอาจเลือกใช้แนวทางอื่นในการปฏิบัติกิจกรรมและการจัดระเบียบตนเองทดแทน เช่น การเปลี่ยนมาใช้วิธีการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์พกพาแทนการเขียนด้วยลายมือ หรือการใช้สมุดบันทึกและปฏิทินเพื่อช่วยในการบริหารเวลา อย่างไรก็ดี จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบโดยองค์กรความร่วมมือคอเครน (อังกฤษ: Cochrane) ในปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) เกี่ยวกับการบำบัดรักษาแบบเน้นการปฏิบัติงานเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วยภาวะดีซีดี[16] กลับพบว่าผลการวิจัยยังคงมีความขัดแย้งและไม่สอดคล้องกัน จึงได้มีการเรียกร้องให้มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ตลอดจนการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (อังกฤษ: randomized controlled trials) ในอนาคตต่อไป
อ้างอิง
- ↑ การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน (วิทยานิพนธ์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2026.
- ↑ American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (พิมพ์ครั้งที่ 5th). Washington, DC: American Psychiatric Publishing. doi:10.1176/appi.books.9780890425596. ISBN 978-0-89042-555-8.
- ↑ Blank R, Barnett AL, Cairney J, Green D, Kirby A, Polatajko H, Rosenblum S, Smits-Engelsman B, Sugden D, Wilson P, Vinçon S (มีนาคม 2019). "International clinical DSM-5 criteria-based guidelines on definition, diagnosis, and intervention of developmental coordination disorder (DCD)". Developmental Medicine & Child Neurology. 61 (3): 242–285. doi:10.1111/dmcn.14151. PMC 6850438. PMID 30671022.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Sinani, Charikleia (10 กรกฎาคม 2025). "Dyspraxia: why children with developmental coordination disorder in the UK are still being failed". The Conversation. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 Blank, Rainer; Barnett, Anna L.; Cairney, John; Green, Dido; Kirby, Amanda; Polatajko, Helene; Rosenblum, Sara; Smits-Engelsman, Bouwien; Sugden, David; Wilson, Peter; Vinçon, Sabine (มีนาคม 2019). "International clinical practice recommendations on the definition, diagnosis, assessment, intervention, and psychosocial aspects of developmental coordination disorder". Developmental Medicine & Child Neurology. 61 (3): 242–285. doi:10.1111/dmcn.14132. PMC 6850610. PMID 30671947.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 Ip, Angie; Mickelson, Elizabeth C. R.; Zwicker, Jill G. (กันยายน 2021). "Assessment, diagnosis, and management of developmental coordination disorder". Paediatrics & Child Health. 26 (6): 375–378. doi:10.1093/pch/pxab047. PMC 8448494. PMID 34552671.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 American Psychiatric Association (2022). Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (พิมพ์ครั้งที่ 5th, text revision). Washington, D.C.: American Psychiatric Association Publishing. doi:10.1176/appi.books.9780890425787. ISBN 978-0-89042-575-6.
- 1 2 Wilson, Brenda N.; Crawford, Susan G.; Green, Dido; Roberts, Gillian; Aylott, Anne; Kaplan, Bonnie J. (2009). "Psychometric properties of the revised Developmental Coordination Disorder Questionnaire". Physical & Occupational Therapy in Pediatrics. 29 (2): 182–202. doi:10.1080/01942630902784761. PMID 19401931.
- ↑ Brown, Ted; Lalor, Aislinn (2009). "The Movement Assessment Battery for Children—Second Edition (MABC-2): a review and critique". Physical & Occupational Therapy in Pediatrics. 29 (1): 86–103. doi:10.1080/01942630802574908. PMID 19197761.
- ↑ "Bruininks–Oseretsky Test of Motor Proficiency, Third Edition". Pearson Assessments. สืบค้นเมื่อ 2026-06-25.
- ↑ Wilson, Brenda N.; Creighton, Douglas; Crawford, Susan G.; Heath, Jennifer A.; Semple, Laura; Tan, Benjamin; Hansen, Sarah (2015). "Psychometric properties of the Canadian Little Developmental Coordination Disorder Questionnaire for preschool children". Physical & Occupational Therapy in Pediatrics. 35 (2): 116–131. doi:10.3109/01942638.2014.980928. PMID 25587894.
- ↑ Law, Mary; Baptiste, Sue; Carswell, Anne; McColl, Mary Ann; Polatajko, Helene; Pollock, Nancy (2014). Canadian Occupational Performance Measure (พิมพ์ครั้งที่ 5th). Ottawa: CAOT Publications ACE.
- ↑ Haley, Stephen M.; Coster, Wendy J.; Dumas, Helene M.; Fragala-Pinkham, Maria A.; Kramer, Jessica; Ni, Pengsheng; Tian, Feng; Kao, Yu-Chen; Moed, Richard; Ludlow, Leslie H. (2011). "Accuracy and precision of the Pediatric Evaluation of Disability Inventory computer-adaptive tests (PEDI-CAT)". Developmental Medicine & Child Neurology. 53 (12): 1100–1106. doi:10.1111/j.1469-8749.2011.04107.x. PMID 22010846.
- ↑ Hay, John A. (1992). "Adequacy in and predilection for physical activity in children". Clinical Journal of Sport Medicine. 2 (3): 192–201. doi:10.1097/00042752-199207000-00007.
- ↑ "Treatment Developmental co-ordination disorder (dyspraxia) in children". NHS. 8 มีนาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ Miyahara M, Hillier SL, Pridham L, Nakagawa S (กรกฎาคม 2017). "Task-oriented interventions for children with developmental coordination disorder". Cochrane Database of Systematic Reviews (7): CD010914. doi:10.1002/14651858.CD010914.pub2. PMC 6483344. PMID 28752641.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)