Overview
ดูนเลียรี เป็นเมืองท่าและเมืองชายทะเลในเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ ประเทศไอร์แลนด์ ตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของอ่าวดับลิน ห่างจากใจกลางดับลินไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 12 กิโลเมตร เมืองเป็นศูนย์กลางการปกครองของเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ชายฝั่งสำคัญของเขตมหานครดับลิน
ดูนเลียรี
Dún Laoghaire | |
|---|---|
จากบนลงล่าง: ท่าเรือดูนเลียรี; มุมมองทางอากาศของดูนเลียรี | |
![]() แผนที่โต้ตอบของดูนเลียรี | |
| พิกัด: 53°18′N 6°08′W / 53.30°N 6.14°W | |
| ประเทศ | |
| จังหวัด | เลนสเตอร์ |
| เทศมณฑล | ดูนเลียรี-แรทดาวน์ |
| ความสูง | 24 เมตร (79 ฟุต) |
| ประชากร (ค.ศ. 2022)เขตเลือกตั้งดูนเลียรี | |
• ทั้งหมด | 31,239[1] คน |
| เขตเวลา | UTC±0 (WET) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+1 (IST) |
| รหัสไปรษณีย์นำทาง | A96 |
| รหัสโทรศัพท์ | 01 (+353 1) |
| รหัสภูมิศาสตร์ | O241284 |
| เว็บไซต์ | www |
ดูนเลียรี (ไอริช: Dún Laoghaire; อังกฤษ: Dún Laoghaire หรือรูปเก่า Dunleary; ออกเสียงอังกฤษประมาณ /dʌn ˈlɪəri/ dun LEER-ee; ไอริช [ˌd̪ˠuːn̪ˠ ˈl̪ˠeːɾʲə] หรือ [ˌd̪ˠuːn̪ˠ ˈl̪ˠiːɾʲə]) เป็นเมืองท่าและเมืองชายทะเลในเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ ประเทศไอร์แลนด์ ตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของอ่าวดับลิน ห่างจากใจกลางดับลินไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 12 กิโลเมตร เมืองเป็นศูนย์กลางการปกครองของเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ชายฝั่งสำคัญของเขตมหานครดับลิน
ดูนเลียรีมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จากท่าเรือดูนเลียรี ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นท่าเรือหลบภัยและท่าเรือบริการดับลินในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังพื้นที่ชายฝั่งของอ่าวดับลินประสบอุบัติเหตุเรืออับปางหลายครั้ง เมืองนี้เดิมรู้จักในภาษาอังกฤษว่า ดันลิรี (Dunleary) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น คิงส์ทาวน์ (Kingstown) เพื่อเป็นเกียรติแก่การเสด็จเยือนไอร์แลนด์ของพระเจ้าจอร์จที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1821 และกลับมาใช้ชื่อไอริช Dún Laoghaire อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1920 ช่วงสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์[2]
จากหมู่บ้านประมงขนาดเล็ก เมืองพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่า เมืองตากอากาศชายทะเล ชานเมืองที่อยู่อาศัย และปลายทางของทางรถไฟสายแรกของไอร์แลนด์ ปัจจุบันดูนเลียรีเป็นศูนย์กลางการเดินเล่นริมทะเล กีฬาทางน้ำ ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ โดยมีสถานที่สำคัญ เช่น ท่าเรือตะวันออกและตะวันตก พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์ หอสมุดและศูนย์วัฒนธรรม DLR LexIcon และพีเพิลส์พาร์ก
ชื่อ
ชื่อ Dún Laoghaire แปลว่า “ป้อมของเลียรี” โดยคำว่า dún ในภาษาไอริชหมายถึง “ป้อม”[3] ส่วน Laoghaire หมายถึงเลียรี แม็ค นีลล์ (ไอริช: Lóegaire mac Néill; รูปสะกดสมัยใหม่ Laoghaire Mac Néill) กษัตริย์สูงสุดแห่งไอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งตามธรรมเนียมเล่าว่าใช้พื้นที่นี้เป็นฐานทางทะเลสำหรับการโจมตีบริเตนและกอล[4] ร่องรอยป้อมปราการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายฝั่งนี้มีการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์
ชื่อเมืองมีรูปสะกดหลายแบบตามภาษาและยุคสมัย ฐานข้อมูลชื่อสถานที่ของไอร์แลนด์ระบุรูปทางการว่า Dún Laoghaire ทั้งในฐานะเมือง ทาวน์แลนด์ และพื้นที่ในเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์[3] รูปสะกดอังกฤษเก่า Dunleary หรือ Dun Leary เป็นรูปแผลงจากไอริชที่ใช้ก่อนการเปลี่ยนชื่อเป็นคิงส์ทาวน์ ส่วนรูปไม่เป็นทางการ Dún Laoire ยังพบได้บ้างในบางบริบท[5] ในบทความนี้ใช้ชื่อไทยว่า “ดูนเลียรี” ตามเสียงที่ใกล้กับรูปอังกฤษปัจจุบันและใช้ชื่อไอริชไว้เมื่อกล่าวถึงที่มาและรูปทางการของชื่อ
ภูมิศาสตร์และผังเมือง
ดูนเลียรีตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของอ่าวดับลิน ระหว่างพื้นที่ชายฝั่งอย่างแบล็กร็อก มังก์สทาวน์ แซนดีโคฟ กลาสทูล และดอลคีย์ เมืองหันหน้าออกสู่อ่าวและทะเลไอริช โดยมีท่าเรือขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบเด่นของภูมิทัศน์เมือง พื้นที่เมืองเชื่อมโยงกับดับลินทางรถไฟสายชายฝั่งและถนนสายที่ผ่านชานเมืองริมอ่าว ทำให้ดูนเลียรีเป็นทั้งเมืองท่า เมืองชานกรุง และจุดพักผ่อนริมทะเลของเขตดับลินใต้
แนวเมืองปัจจุบันต่างจากหมู่บ้านเดิมอย่างมาก หมู่บ้านดันลิรีเก่าอยู่ใกล้บริเวณท่าเรือเก่าและอ่าวเล็ก ส่วนเมืองใหม่ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เติบโตขึ้นทางตะวันออกตามแนวท่าเรือและถนนจอร์จส์สตรีต การก่อสร้างท่าเรือและทางรถไฟทำให้พื้นที่รอบท่าเรือกลายเป็นศูนย์กลางการค้า การเดินทาง โรงแรม บ้านแถว และสถานที่พักผ่อนชายทะเล[6]
เมืองมีพื้นที่สาธารณะสำคัญตามแนวชายฝั่ง เช่น ท่าเรือตะวันออก ท่าเรือตะวันตก เส้นทางเดินริมทะเล สก็อตส์แมนส์เบย์ และสถานอาบน้ำดูนเลียรีที่ได้รับการบูรณะใหม่ ภายในเมืองยังมีพีเพิลส์พาร์กและโมแรนพาร์ก ซึ่งเชื่อมพื้นที่เมืองกับหอสมุด DLR LexIcon และพิพิธภัณฑ์การเดินเรือ
ประวัติศาสตร์
ต้นกำเนิดและดันลิรีเก่า
โดยทั่วไปเชื่อว่าต้นกำเนิดของดูนเลียรีสืบย้อนไปถึงป้อมซึ่งอาจเป็นของเลียรี แม็ค นีลล์[4] แผนที่อ่าวดับลิน ค.ศ. 1686 ของกรีนวิลล์ คอลลินส์ระบุชื่อพื้นที่นี้ว่า Dun Lerroy ส่วนแผนที่ ค.ศ. 1728 แสดงหมู่บ้านประมงขนาดเล็กบริเวณท่าเรือเก่า โดยใช้รูป Dunlary หรือในแผนที่สมัยหลังว่า Dunleary[6]
หมู่บ้านดั้งเดิมอยู่ใกล้บริเวณที่ปัจจุบันเป็นผับเพอร์ตีคิทเชน (Purty Kitchen) และบางครั้งปรากฏในแผนที่ว่า “Old Dunleary” พื้นที่นี้มีอ่าวเล็ก ร้านกาแฟ และอาจมีเหมืองเกลืออยู่ใกล้ซอลต์ฮิลล์ ในเวลานั้นชายฝั่งยังเป็นพื้นที่หินขรุขระและทุ่งเลี้ยงสัตว์ มีเหมืองหินแกรนิตกระจายอยู่โดยรอบ[7]

โครงการท่าเรือหลบภัย
ก่อนการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ เมืองดับลินประสบปัญหาการเดินเรือเพราะปากแม่น้ำลิฟฟีย์มีสันทรายและอ่าวดับลินเผชิญลมตะวันออกบ่อยครั้ง สภาไอริชเคยลงมติเงินสำหรับสร้างท่าเรือที่ดันลิรีใน ค.ศ. 1755 และมีการสร้างท่าเรือเล็กยาว 163 หลาแล้วเสร็จใน ค.ศ. 1767 เพื่อช่วยกองเรือประมงท้องถิ่นและการนำเข้าถ่านหิน แต่ท่าเรือดังกล่าวต่อมาตื้นเขินจนถูกเรียกว่า “ดรายเพียร์”[8]
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในคืนวันที่ 18–19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1807 เมื่อเรือขนส่งทหาร Prince of Wales และ Rochdale ซึ่งออกจากดับลินถูกพายุพัดเข้าชนโขดหินระหว่างแบล็กร็อกกับดูนเลียรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน เหตุการณ์นี้เร่งให้เกิดการรณรงค์สร้าง “ท่าเรือหลบภัย” (asylum harbour) ใกล้ดับลิน[8][9]
พระราชบัญญัติ ค.ศ. 1816 อนุญาตให้สร้างท่าเรือใหม่ที่หมู่บ้านดันลิรี และวางศิลาฤกษ์ท่าเรือตะวันออกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1817[8] งานก่อสร้างใช้เวลาหลายสิบปี โดยท่าเรือใหญ่ของดูนเลียรีสร้างระหว่าง ค.ศ. 1817 ถึง ค.ศ. 1859 และกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างท่าเรือหินแกรนิตสำคัญของไอร์แลนด์[10]
คิงส์ทาวน์และเมืองตากอากาศ
เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ 4 เสด็จเยือนท่าเรือใหม่ที่กำลังก่อสร้างใน ค.ศ. 1821 เมืองดันลิรีถูกเปลี่ยนชื่อเป็นคิงส์ทาวน์เพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์[2] ชื่อใหม่นี้สะท้อนบทบาทของเมืองในจักรวรรดิอังกฤษและการขยายตัวของเมืองท่าชายทะเลในยุคจอร์เจียนและวิกตอเรีย
ทางรถไฟดับลินและคิงส์ทาวน์ (Dublin and Kingstown Railway) เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1834 เชื่อมสถานีเวสต์แลนด์โรว์ในดับลินกับคิงส์ทาวน์ เป็นทางรถไฟสายแรกของไอร์แลนด์และช่วยให้คิงส์ทาวน์กลายเป็นชานเมืองพักอาศัยและเมืองตากอากาศของดับลิน[11] ต่อมาใน ค.ศ. 1844 รถไฟระบบแรงดันอากาศดอลคีย์ (Dalkey Atmospheric Railway) เชื่อมคิงส์ทาวน์กับดอลคีย์ และเป็นตัวอย่างแรก ๆ ของการใช้ระบบแรงดันอากาศในทางรถไฟเพื่อการพาณิชย์[12]
การพัฒนาเมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิดอาคารและพื้นที่สาธารณะสำคัญหลายแห่ง เช่น โรงแรมรอยัลมารีน ศาลาว่าการคิงส์ทาวน์ซึ่งปัจจุบันเป็นศาลาว่าการเทศมณฑล และพีเพิลส์พาร์กซึ่งเปิดใน ค.ศ. 1890 บนพื้นที่เหมืองหินเก่าของคณะกรรมการโยธาธิการ[13]
คริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน
กองพลที่ 59 หรือกองพลที่ 2 นอร์ทมิดแลนด์ของอังกฤษขึ้นฝั่งที่คิงส์ทาวน์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1916 และเดินทางเข้าสู่ดับลินเพื่อตอบโต้กบฏอีสเตอร์ ต่อมาใน ค.ศ. 1918 เรือไปรษณีย์ RMS Leinster ถูกตอร์ปิโดโดยกองทัพเรือจักรวรรดิเยอรมันบริเวณคิชแบงก์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน สมอจากเรือลำนี้ได้รับการจัดแสดงใกล้ท่าเทียบเรือคาร์ไลล์และพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์[14]
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1920 เมืองเปลี่ยนชื่อจากคิงส์ทาวน์กลับเป็นดูนเลียรี ช่วงสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์ การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการรื้อถอนสัญลักษณ์การปกครองเก่าและยืนยันชื่อไอริชดั้งเดิม[2] หลังการก่อตั้งรัฐเสรีไอริช ชื่อคิงส์ทาวน์ค่อย ๆ ลดบทบาทลง ขณะที่รูป Dún Laoghaire กลายเป็นชื่อทางการและชื่อที่ใช้ทั่วไป
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดูนเลียรีถูกระเบิดของเยอรมนีที่หลงเป้าหมาย โดยระเบิดบางลูกตกใกล้พีเพิลส์พาร์กบริเวณรอสมินการ์เดนส์ ความเสียหายจำกัดอยู่ที่อาคารบางส่วน[15] ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมืองยังคงมีบทบาทเป็นชานเมืองชายฝั่งของดับลินและเป็นท่าเรือเฟอร์รีหลักไปฮอลีเฮด ก่อนที่บริการเฟอร์รีโดยสารหลักจะยุติลงใน ค.ศ. 2015
การปกครองและประชากรศาสตร์
ดูนเลียรีเป็นศูนย์กลางการปกครองของเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่รัฐบาลท้องถิ่นของเขตดับลินสมัยใหม่ เทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์จัดตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1994 หลังการปรับโครงสร้างเทศมณฑลดับลินเดิม เมืองเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเทศมณฑลบนถนนมารีนและหน่วยงานสำคัญของสภาเทศมณฑล[2]
ตามสำมะโนไอร์แลนด์ ค.ศ. 2022 เขตเลือกตั้งดูนเลียรีมีประชากร 31,239 คน[1] อย่างไรก็ดี การอ้างถึง “ดูนเลียรี” ในบริบทต่าง ๆ อาจหมายถึงแกนเมืองชายทะเล เขตเลือกตั้ง กลุ่มย่านชานเมือง หรือพื้นที่การปกครองกว้างกว่า จึงควรระวังเมื่อเปรียบเทียบสถิติกับเมืองอื่นในไอร์แลนด์
เศรษฐกิจและบทบาทเมือง
บทบาทเศรษฐกิจของดูนเลียรีเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในอดีตเมืองเป็นหมู่บ้านประมงและท่าเรือท้องถิ่น ก่อนจะกลายเป็นท่าเรือหลบภัยขนาดใหญ่และประตูโดยสารระหว่างไอร์แลนด์กับบริเตนในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อทางรถไฟทำให้การเดินทางจากดับลินสะดวกขึ้น เมืองจึงเติบโตเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลและที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางในยุควิกตอเรีย
หลังบริการเฟอร์รีหลักลดความสำคัญลง เมืองหันมามีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์บริการท้องถิ่น เมืองริมทะเลเพื่อการพักผ่อน พื้นที่กีฬาทางน้ำ และศูนย์วัฒนธรรมของเทศมณฑล สภาเทศมณฑลได้เสนอแผนแม่บทท่าเรือดูนเลียรีใน ค.ศ. 2026 โดยมุ่งเชื่อมท่าเรือเข้ากับเมือง สร้างพื้นที่สาธารณะ และรักษามรดกการเดินเรือของเมืองควบคู่กับการใช้ประโยชน์ร่วมสมัย[16]
คมนาคม

รถไฟและขนส่งสาธารณะ
ดูนเลียรีเชื่อมต่อกับใจกลางดับลินด้วยบริการDART และรถไฟสายชายฝั่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางดับลิน–รอสส์แลร์ สถานีรถไฟดูนเลียรีเป็นจุดคมนาคมสำคัญของเมือง และพื้นที่ใกล้เคียงยังมีสถานีแซนดีโคฟและกลาสทูล รวมถึงสถานีซอลต์ฮิลล์และมังก์สทาวน์ให้บริการด้วย
เมืองยังมีรถโดยสารของเครือข่าย Dublin Bus และ Go-Ahead Ireland เชื่อมกับย่านต่าง ๆ ของดับลินใต้ เช่น ดันดรัม ดอลคีย์ คิลไลนีย์ แชนคิลล์ และพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง[17] เส้นทางรถโดยสารบางสายเปลี่ยนแปลงตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสาร BusConnects จึงควรดูตารางเดินทางปัจจุบันจาก Transport for Ireland หรือผู้ให้บริการโดยตรงเมื่อใช้งานจริง
ประวัติรถไฟ
ทางรถไฟดับลินและคิงส์ทาวน์เปิดใน ค.ศ. 1834 เป็นทางรถไฟสายแรกของไอร์แลนด์ เดิมใช้รางมาตรฐานและสิ้นสุดที่ท่าเรือเก่าดันลิรี ต่อมามีการขยายทางไปยังท่าเทียบเรือในท่าเรือใหม่ของเมือง และระบบรถไฟมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนคิงส์ทาวน์ให้เป็นเมืองชานกรุงและเมืองตากอากาศของดับลิน[11]
การขยายเส้นทางลงใต้ผ่านระบบรถไฟแรงดันอากาศดอลคีย์ใน ค.ศ. 1844 ถือเป็นช่วงทดลองสำคัญของเทคโนโลยีรถไฟ แต่ระบบนี้เลิกใช้งานใน ค.ศ. 1854 และถูกแทนที่ด้วยการขยายทางรถไฟสายหลักซึ่งต่อไปยังเบรย์ วิกโลว์ เว็กซ์ฟอร์ด ท่าเรือรอสส์แลร์ และวอเตอร์ฟอร์ดในเวลาต่อมา[18] การเดินรถชานเมืองไฟฟ้าในชื่อ DART เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1984 ทำให้ดูนเลียรีเป็นหนึ่งในสถานีสำคัญของเส้นทางรถไฟชายฝั่งดับลิน
เรือเฟอร์รี
ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ดูนเลียรีเป็นท่าเรือโดยสารหลักระหว่างไอร์แลนด์กับบริเตน โดยเฉพาะเส้นทางไปฮอลีเฮดบนเกาะแองเกิลซีย์ ประเทศเวลส์ เส้นทางนี้เคยมีเรือหลายลำให้บริการ เช่น Leinster, Munster, Connaught, MV Cambria, MV Hibernia และ Stena Explorer[19]
ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 บริการดูนเลียรี–ฮอลีเฮดลดลงจากการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ต่อมา Stena Line ย้ายศูนย์บริการเส้นทางฮอลีเฮดไปยังท่าเรือดับลิน และยุติบริการเฟอร์รีมายังดูนเลียรีใน ค.ศ. 2015[20] เหตุการณ์นี้ทำให้บทบาทของท่าเรือเปลี่ยนจากท่าเรือโดยสารระหว่างประเทศไปสู่พื้นที่สาธารณะ กีฬาทางน้ำ ท่องเที่ยว และกิจกรรมชายฝั่งมากขึ้น
ท่าเรือและชายฝั่ง

ท่าเรือดูนเลียรีเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมือง มีลักษณะเด่นคือกำแพงท่าเรือหินแกรนิตสองด้าน ได้แก่ท่าเรือตะวันออกและท่าเรือตะวันตก ท่าเรือตะวันออกเป็นเส้นทางเดินเล่นยอดนิยมของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว และเคยปรากฏในภาพยนตร์ ค.ศ. 1996 เรื่อง ไมเคิล คอลลินส์ เวทีดนตรีกลางแจ้งบนท่าเรือตะวันออกได้รับการบูรณะกลับสู่สภาพเดิมใน ค.ศ. 2010[21]
การก่อสร้างท่าเรือใช้หินแกรนิตจากเหมืองดอลคีย์และเป็นงานวิศวกรรมขนาดใหญ่ของยุคนั้น ท่าเรือตะวันออกเริ่มก่อสร้างใน ค.ศ. 1817 และท่าเรือตะวันตกเริ่มใน ค.ศ. 1820 ปากท่าเรือกว้างประมาณ 850 ฟุต และท่าเรือด้านตะวันตกยาว 4,950 ฟุตตามคำอธิบายของแหล่งร่วมสมัยในคริสต์ศตวรรษที่ 19[10] เสาโอเบลิสก์ใกล้ท่าเรือเฟอร์รีเก่าใช้ระลึกถึงการเสด็จออกจากไอร์แลนด์ของพระเจ้าจอร์จที่ 4 และการเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นคิงส์ทาวน์
ทางใต้ของท่าเรือคือสก็อตส์แมนส์เบย์ (Scotsman's Bay) ซึ่งเคยมีพื้นที่พักผ่อนชายทะเลแบบวิกตอเรีย ทางเดินและสถานอาบน้ำทะเล สถานอาบน้ำดูนเลียรีเดิมสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1843 และซื้อโดยสภาเมืองใน ค.ศ. 1896 ก่อนถูกทิ้งร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ต่อมาได้รับการบูรณะและเปิดใหม่ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2022 โดยมีท่าเทียบเรือขนาด 35 เมตร พื้นที่เปลี่ยนชุด และทางเดินเชื่อมใหม่[22]
สถานที่สำคัญและวัฒนธรรม
พีเพิลส์พาร์กและพื้นที่สาธารณะ

พีเพิลส์พาร์กตั้งอยู่ใกล้ปลายด้านตะวันออกของถนนจอร์จส์ ใกล้กลาสทูลและแนวชายฝั่ง เปิดให้ประชาชนใช้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1890 ภายในมีสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรีย เช่น อาคารประตู สถานน้ำชา เวทีดนตรีกลางแจ้งพร้อมเสาไฟแก๊สดั้งเดิม น้ำพุ และสนามเด็กเล่น[13] สวนแห่งนี้ยังมีตลาดวันอาทิตย์และเป็นหนึ่งในพื้นที่พักผ่อนสำคัญของเมือง
โมแรนพาร์กเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กติดกับ DLR LexIcon เดิมเกี่ยวข้องกับสำนักงานการท่าเรือและบ้านนายท่า ต่อมาได้รับการปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหอสมุดและพื้นที่วัฒนธรรมของเมือง
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์ตั้งอยู่ในโบสถ์มาริเนอร์ส (Mariner's Church) ใกล้ท่าเรือตะวันออก อาคารนี้เป็นอดีตโบสถ์ที่สร้างเพื่อชาวเรือ และปัจจุบันจัดแสดงประวัติศาสตร์การเดินเรือของไอร์แลนด์ พิพิธภัณฑ์ระบุว่าอาคารเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถานนมัสการสำหรับชาวเรือที่ยังคงเหลืออยู่ไม่มากในโลก[23] โบสถ์มาริเนอร์สสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1837 ปิดใน ค.ศ. 1971 และต่อมาได้รับการบูรณะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ[24]
DLR LexIcon
DLR LexIcon เป็นหอสมุดกลางและศูนย์วัฒนธรรมของเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ ตั้งอยู่ที่โมแรนพาร์ก มองเห็นท่าเรือและอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ อาคารเปิดใช้งานใน ค.ศ. 2015 เป็นอาคารห้าชั้นและเป็นหอสมุดสาธารณะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไอร์แลนด์ มีทั้งห้องสมุดผู้ใหญ่ ห้องสมุดเด็ก คอลเลกชันท้องถิ่น แกลเลอรีเทศบาล พื้นที่ศึกษา และพื้นที่กิจกรรมชุมชน[25]
กีฬาและนันทนาการ
ดูนเลียรีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกีฬาทางน้ำ โดยเฉพาะการแล่นเรือใบและเรือยอช์ต การแข่งเรือในคิงส์ทาวน์มีบันทึกอย่างน้อยตั้งแต่ ค.ศ. 1837[26] ปัจจุบันท่าเรือเป็นที่ตั้งของสโมสรเรือยอช์ตหลายแห่ง เช่น Royal Irish Yacht Club, Royal St George Yacht Club, National Yacht Club และ Dublin Bay Sailing Club ซึ่งจัดการแข่งขันเรือใบในอ่าวดับลินเป็นประจำตามฤดูกาล
เมืองยังเกี่ยวข้องกับประวัติเรือใบแบบวันดีไซน์ (one-design) ผ่าน Water Wag Club ซึ่งก่อตั้งในคิงส์ทาวน์ใน ค.ศ. 1887 แนวคิดให้เรือทุกลำมีแบบเดียวกันเพื่อให้ชัยชนะขึ้นกับทักษะของผู้แล่นเรือ เป็นแนวคิดที่ต่อมากลายเป็นหลักสำคัญของการแข่งขันเรือใบหลายประเภททั่วโลก
นอกจากนี้ ท่าเรือดูนเลียรียังมีมารีนาขนาดใหญ่ซึ่งเปิดใน ค.ศ. 2001 และเป็นจุดจอดเรือสันทนาการสำคัญของอ่าวดับลิน เมืองมีสโมสรพายเรือ สถานที่ฝึกเรือใบ และเส้นทางเดินริมทะเลที่ทำให้กิจกรรมทางน้ำและกิจกรรมกลางแจ้งเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเมือง
บริการกู้ภัยและความปลอดภัยทางทะเล
เรือชูชีพใกล้ฝั่งและนอกฝั่งของRNLI ประจำอยู่ที่ท่าเรือดูนเลียรี โดยเรือนอกฝั่งมักจอดใกล้ท่าเทียบเรือคาร์ไลล์ ส่วนเรือใกล้ฝั่งเก็บไว้บริเวณฐานของท่าเรือตะวันออก บทบาทนี้สืบเนื่องจากประวัติอันยาวนานของเมืองในฐานะเมืองท่าและจุดออกทะเลของอ่าวดับลิน
ในวัฒนธรรมสมัยนิยม
ท่าเรือตะวันออกของดูนเลียรีปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ไมเคิล คอลลินส์ ค.ศ. 1996 ในฉากที่ตัวละครเดินไปตามทางเดินริมทะเลของท่าเรือ[21] นอกจากนี้บรรยากาศเมืองท่าและเมืองตากอากาศของดูนเลียรียังปรากฏในภาพถ่าย โปสการ์ด และเอกสารท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงที่เมืองรู้จักในชื่อคิงส์ทาวน์
ดูเพิ่ม
- อ่าวดับลิน
- ดูนเลียรี-แรทดาวน์
- ท่าเรือดูนเลียรี
- Dublin Area Rapid Transit
- พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์
อ้างอิง
- 1 2 "Interactive Data Visualisations: Dún Laoghaire". Census 2022. Central Statistics Office. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 3 4 "What's in a name? Dun Leary – Kingstown – Dún Laoghaire". Dún Laoghaire-Rathdown County Council. 7 กรกฎาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 "Dún Laoghaire". Placenames Database of Ireland. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 Pearson 1981, p. 13.
- ↑ "Dun Laoire? Dun Leary? Or Dun Laoghaire? How the harbour town got its name". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 17 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 Pearson 1981, pp. 13–15.
- ↑ Harbour Company 2003, pp. ii, 2–3.
- 1 2 3 "East Pier Background". Dún Laoghaire-Rathdown County Council. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "DunLaoghaire Harbour". National Maritime Museum of Ireland. 22 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 "Construction of the piers". Ask About Ireland. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 Shepherd 1974, pp. 13–15.
- ↑ Shepherd 1974, pp. 24–30.
- 1 2 "People's Park". Dún Laoghaire-Rathdown County Council. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ Byrne, Donal (10 ตุลาคม 2018). "The Sinking of RMS Leinster and SS Dundalk". RTÉ. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ Semple, Hilary (2019). "The night a bomb fell in our back garden in Sandycove, Co Dublin". The Irish Times. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "A Harbour for Everyone: DLR Reveals Ambitious Masterplan". Dún Laoghaire-Rathdown County Council. 12 มกราคม 2026. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "Buses from Dún Laoghaire" (PDF). Transport for Ireland. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ Shepherd 1974, pp. 24–30, 36, 38, 42, 47, 58–59, 93, 96.
- ↑ Merrigan 2016.
- ↑ "Dun Laoghaire-Holyhead ferry ends after 204 years". RTÉ. 4 กุมภาพันธ์ 2015. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 "Kingstown (Dun Laoghaire) Harbour". Ask About Ireland. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "Dún Laoghaire Baths". Dún Laoghaire-Rathdown County Council. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "National Maritime Museum of Ireland". National Maritime Museum of Ireland. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "President Officially Re-Opens the Old Mariners Church and Maritime Museum". President of Ireland. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "Dún Laoghaire LexIcon". dlr Libraries. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- ↑ Lewis, Samuel (1837). A Topographical Dictionary of the Parishes, Towns and Villages of Dublin City and County.
บรรณานุกรม
- Harbour Company, Dun Laoghaire (2003). The Construction of Dun Laoghaire Harbour (PDF) (รายงาน). Dun Laoghaire Harbour Company. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2019. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2026.
- Merrigan, Justin (2016). Dun Laoghaire Holyhead 1826–2015: The Rise and Decline of Ireland's Premier Route. Ramsey, Isle of Man: Ferry Publications. ISBN 9781906608828.
- Pearson, Peter (1981). Dun Laoghaire Kingstown. Dublin: O'Brien Press. ISBN 0-905140-83-4.
- Shepherd, Ernie (1974). The Dublin & South Eastern Railway. David and Charles. ISBN 0715363611.
แหล่งข้อมูลอื่น
- สภาเทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์
- เว็บไซต์เมืองดูนเลียรี
- พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติไอร์แลนด์
- Dún Laoghaire ที่ฐานข้อมูลชื่อสถานที่ของไอร์แลนด์
