สภาผู้แทนราษฎรไทย

Overview

สภาผู้แทนราษฎร เป็นสภานิติบัญญัติระดับชาติของประเทศไทย ในบางโอกาสเป็นสภานิติบัญญัติเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ ในบางโอกาสเป็นสภาล่างคู่กับสภาสูงคือวุฒิสภาและประกอบกันเป็นรัฐสภา

สภาผู้แทนราษฎรแห่งราชอาณาจักรไทย
สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 27
ตรารัฐสภาไทย
ประเภท
ประเภท
เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภาไทย
ผู้บริหาร
โสภณ ซารัมย์, ภูมิใจไทย
ตั้งแต่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
รองประธานคนที่ 1
รองประธานคนที่ 2
เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล, เพื่อไทย
ตั้งแต่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
อนุทิน ชาญวีรกูล, ภูมิใจไทย
ตั้งแต่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568
ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล
กรวีร์ ปริศนานันทกุล, ภูมิใจไทย
ตั้งแต่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ประชาชน
ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประธานวิปฝ่ายค้าน
พริษฐ์ วัชรสินธุ, ประชาชน
ตั้งแต่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
โครงสร้าง
สมาชิก500
กลุ่มการเมือง
ฝ่ายรัฐบาล (292)
ฝ่ายค้าน (208)
คณะกรรมาธิการ35 คณะ
ระยะวาระ
ไม่เกิน 4 ปี
การเลือกตั้ง
แบบคู่ขนาน
แบ่งเขตเลือกตั้ง (400)
บัญชีรายชื่อ (100)
การเลือกตั้งครั้งล่าสุด
8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งครั้งหน้า
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2573
ที่ประชุม
Phra Suriyan chamber.jpg
ห้องประชุมพระสุริยัน
สัปปายะสภาสถาน
เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย
เว็บไซต์
เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร เป็นสภานิติบัญญัติระดับชาติของประเทศไทย ในบางโอกาสเป็นสภานิติบัญญัติเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ ในบางโอกาสเป็นสภาล่างคู่กับสภาสูงคือวุฒิสภาและประกอบกันเป็นรัฐสภา

ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาล่างในรัฐสภา และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน แบ่งการได้มาออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 ตำแหน่ง และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองโดยให้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 ตำแหน่ง ทั้งนี้ อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละ 4 ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง

สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของคณะรัฐมนตรีผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งกระทู้ถาม และการเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี[1][2][3]


ประวัติ

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

สภาผู้แทนราษฎรได้รับการสถาปนาขึ้นครั้งแรกภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 โดยเริ่มแรกมีลักษณะเป็นสภาเดี่ยว ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 70 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารในคณะราษฎร[4][5]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งยังคงกำหนดให้มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาเดี่ยวเช่นเดิม แต่มีการจำแนกประเภทสมาชิกสภาเป็น 2 ประเภทดังนี้ โดยสมาชิกทั้ง 2 ประเภทมีจำนวนเท่ากัน[6][7]

  1. สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งจากราษฎร
  2. สมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์

ในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 มีการตั้งกรมซึ่งไม่สังกัดกระทรวงใดขึ้นกรมหนึ่งชื่อว่า กรมเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขึ้นตรงกับประธานสภาผู้แทนราษฎร[8] ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476[9]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

ต่อมานายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้น ได้ปรารภกับนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานแก่ชนชาวไทยมาแล้วเป็นปีที่ 14 ถึงแม้ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักนี้จะได้ยังความเจริญให้เกิดแก่ประเทศชาติ นับเป็นอเนกประการ ทั้งประชาชนจะได้ซาบซึ้งถึงคุณประโยชน์ของการปกครองระบอบนี้เป็นอย่างดีแล้วก็จริง แต่เหตุการณ์บ้านเมืองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ถึงเวลาแล้วที่ควรจะได้เลิกบทเฉพาะกาลอันมีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นและปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย[10]

นายกรัฐมนตรีจึงนำความนั้นปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 พร้อมกับคณะผู้ก่อการ ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ปรึกษาตกลงกันแล้ว รัฐบาลคณะนายควง อภัยวงศ์ จึงได้เสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาค้นคว้าตรวจสอบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมืองและเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น[10]

ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 จึงมีการตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ขึ้น ซึ่งมีการตั้งพฤฒสภาขึ้นเป็นสภาที่สอง โดยรวมกับสภาผู้แทนราชฎรเป็นรัฐสภา[11]

สภาผู้แทนราชฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ ประกอบด้วย สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์คำนวณราษฎรในแต่ละจังหวัด 100,000 คนต่อสมาชิก 1 คน[12]

สมาชิก

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2564 สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก (ส.ส.) จำนวน 500 คน โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง การเลือกตั้งใช้ระบบคู่ขนาน (Parallel voting) ซึ่งแบ่งที่นั่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่[13]

  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน: มาจากการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากธรรมดา (First-past-the-post) โดยแบ่งประเทศออกเป็น 400 เขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน: มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional representation) โดยให้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง และคำนวณสัดส่วนที่นั่งตามคะแนนรวมที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไว้ในมาตรา 97 และมาตรา 98 ดังนี้

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง: ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานและระยะเวลาการสังกัดพรรคการเมือง ดังนี้[14]

  • มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
  • เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดียวติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง (หากเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ให้ลดระยะเวลาเหลือ 30 วัน)
  • คุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง):
    • มีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัคร
    • เกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
    • เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา
    • เคยรับราชการ ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี

ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง: รัฐธรรมนูญได้กำหนดลักษณะต้องห้ามเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษามาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้ดังนี้[15]

  • ห้ามผู้ที่เป็นข้าราชการประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกวุฒิสภา (รวมถึงผู้ที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ว. ยังไม่เกิน 2 ปี) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ นอกจากนี้ยังห้ามบุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนทุกประเภท
  • ห้ามผู้ที่ติดยาเสพติดให้โทษ เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยล้มละลายทุจริต ถูกคุมขังโดยหมายศาล หรือพ้นโทษจำคุกมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง (ข้อยกเว้นเฉพาะความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ) รวมถึงบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการใช้สิทธิเลือกตั้ง (เช่น ภิกษุ สามเณร วิกลจริต หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
  • ห้ามผู้ที่เคยถูกให้ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ เคยถูกศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือการยุติธรรม ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน คดียาเสพติด (ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า) เจ้ามือการพนัน ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน หรือทุจริตในการเลือกตั้ง
  • ห้ามผู้ที่อยู่ระหว่างถูกระงับหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยพ้นจากตำแหน่งเพราะการแทรกแซงกระบวนการงบประมาณแผ่นดินและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ประมวลและมาตรฐานทางจริยธรรม

ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 เป็นระเบียบที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ โดยมีการนำมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มาบังคับใช้ร่วมด้วย[16]

ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้สมาชิกและกรรมาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด โดยมีหลักปฏิบัติด้านจริยธรรมที่สำคัญ ได้แก่[17]

  • ต้องจงรักภักดีและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด
  • ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ห้ามใช้คำพูดดูหมิ่น เสียดสี ใส่ร้าย หรือนำเรื่องเท็จมาอภิปราย
  • ห้ามแสดงอาการข่มขู่ หรือใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น
  • ห้ามประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจที่ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

เพื่อกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามข้อบังคับ ได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 15 คน โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานคณะกรรมการ คณะกรรมการมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการฝ่าฝืนจริยธรรม และพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับจากวันที่รับเรื่อง (สามารถขอขยายเวลาได้กรณีจำเป็น)[18]

กรณีที่มีการพิจารณาว่าสมาชิกหรือกรรมาธิการฝ่าฝืนข้อบังคับ คณะกรรมการมีอำนาจลงโทษในระดับต่าง ๆ ได้แก่ การตักเตือน ตำหนิ ให้ขอโทษต่อที่ประชุม หรือประณามให้เป็นที่ประจักษ์[19]

หากเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง คณะกรรมการจะเสนอเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา หากที่ประชุมสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป[19]

มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ถูกกำหนดขึ้นตามมาตรา 219 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรฐานฉบับนี้ไม่เพียงแต่ใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเท่านั้น แต่ยังมีผลบังคับใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย[20][21]

มาตรฐานดังกล่าวแบ่งข้อกำหนดออกเป็นหมวดหลัก ดังนี้

  • มาตรฐานอันเป็นอุดมการณ์ (หมวด 1): กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และห้ามเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่[22]
  • มาตรฐานอันเป็นค่านิยมหลัก (หมวด 2): ผู้ดำรงตำแหน่งต้องไม่กระทำการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและเป็นกลางโดยปราศจากอคติ ห้ามให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกในเรื่องที่อยู่ระหว่างพิจารณาอันจะก่อให้เกิดความเสียหาย และห้ามกระทำการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ[23]
  • จริยธรรมทั่วไป (หมวด 3): กำหนดให้อุทิศเวลาแก่ทางราชการอย่างเต็มที่ ให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจและเสมอภาค รวมถึงต้องรักษาความลับของทางราชการตามกฎหมาย[24]

ข้อกำหนดระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนที่มีลักษณะร้ายแรง สำหรับการฝ่าฝืนในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่าร้ายแรงหรือไม่นั้น ให้พิจารณาจากพฤติกรรม เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นหลัก[25]

ประธานสภา

สภาผู้แทนราษฎรมี ประธานสภา คนหนึ่งและรองประธานสภาคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกตามมติของสภา[26]

ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่และอํานาจดําเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา ส่วนรองประธานสภามีหน้าที่และอํานาจตามที่ประธานสภามอบหมายและปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาเมื่อประธานสภาไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้ทําหน้าที่แทน ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่[27]

ในกรณีที่ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่ในที่ประชุม รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกเลือกกันเองให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นประธานในคราวประชุมนั้น[27]

เลขาธิการสภา

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ[28] ซึ่งไม่ใช่สมาชิกสภา มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและสนับสนุนภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการครอบคลุมทั้งการบริหารงานบุคคล งานธุรการ และการอำนวยความสะดวกในการประชุมสภาและคณะกรรมาธิการ

ในการประชุม เลขาธิการเป็นผู้รับผิดชอบในการนัดหมายการประชุมสภาและคณะกรรมาธิการในครั้งแรก[29] พร้อมทั้งดำเนินการเชิญบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุมสภาและคณะกรรมาธิการ[30] นอกจากนี้ ในระหว่างที่การประชุมดำเนินอยู่ เลขาธิการยังมีหน้าที่ช่วยประธานสภาในการควบคุมและบริหารการประชุมให้เป็นไปอย่างราบรื่น[31]

ในส่วนของงานด้านเอกสารและกระบวนการทางกฎหมาย เลขาธิการมีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุมและจดบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิก[32] เมื่อที่ประชุมได้มีมติในวาระใด ๆ แล้ว เลขาธิการจะเป็นผู้ดำเนินการยืนยันมติของสภาและแจ้งไปยังบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไป[33] ทั้งนี้ เลขาธิการยังเป็นผู้เก็บรักษาและดูแลสรรพเอกสาร ข้อมูล และโสตทัศนวัสดุของสภา[34]

สำหรับการบริหารจัดการทั่วไป เลขาธิการทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด[35] พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการจัดประชุมและการดำเนินงานของสมาชิกสภา[36] นอกเหนือจากภารกิจหลักเหล่านี้ เลขาธิการยังต้องปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ[37] รวมถึงการปฏิบัติการอื่นใดตามที่ประธานสภาจะมอบหมายเพิ่มเติมเพื่อให้ภารกิจของสภาสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย[38]

ในด้านการบริหารราชการ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร[28]

นอกจากนี้ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยังดำรังตำแหน่งเป็นเลขาธิการรัฐสภาด้วย[39]

ผู้นำฝ่ายค้าน

ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง[40]

ผู้นําฝ่ายค้านมีอำนาจขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ โดยแจ้งไปยังประธานรัฐสภา ในกรณีนี้ ประธานรัฐสภาต้องดําเนินการให้มีการประชุมภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวต้องเป็นการประชุมลับ และคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย[41]

นอกจากนี้ ผู้นําฝ่ายค้านยังเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ[42] และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระยกเว้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ[43]

การให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

การให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในหน้าที่และอำนาจที่สำคัญที่สุดของสภาผู้แทนราษฎรตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีกระบวนการและหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้[44]

  • การเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้ง[45]
    • รายชื่อจากพรรคการเมือง: สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี)
    • เกณฑ์พรรคการเมืองที่มีสิทธิ: พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อบุคคลให้สภาพิจารณาได้นั้น จะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
    • จำนวนผู้รับรอง: การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
  • กระบวนการพิจารณาและลงมติ[45]
    • การลงคะแนนแบบเปิดเผย: การพิจารณาให้ความเห็นชอบต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย
    • เกณฑ์คะแนนเสียง: มติของสภาที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
  • การแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
    • เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบบุคคลใดแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี[46]

ในวาระเริ่มแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 (ในช่วง 5 ปีแรก) ได้มีการกำหนดให้การพิจารณาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรร่วมกับวุฒิสภา) โดยบุคคลที่ได้รับเลือกต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทเฉพาะกาลดังกล่าว อำนาจในการพิจารณาจะกลับมาเป็นของสภาผู้แทนราษฎรเพียงลำพังตามกลไกปกติของรัฐธรรมนูญ[47]

กระทู้ถาม

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ เพื่อให้รัฐมนตรีชี้แจงข้อเท็จจริงและนโยบายต่อสภา[48]

กระทู้ถาม คือ ข้อซักถามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเกี่ยวกับงานในหน้าที่ โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ส.ส. ผู้ตั้งกระทู้ถามมีอิสระ ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ[49][50]

กระทู้ถามแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่[51]

  1. กระทู้ถามสดด้วยวาจา
  2. กระทู้ถามทั่วไป
  3. กระทู้ถามแยกเฉพาะ

การเปิดอภิปรายทั่วไป

​การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ

การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ (Motion of no confidence) เป็นกลไกสำคัญทางรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติใช้ควบคุม ตรวจสอบ และถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร สภาผู้แทนราษฎรสามารถใช้อำนาจนี้เพื่อลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่มีความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุจริตต่อหน้าที่ หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย[52]

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจมีข้อกำหนดดังนี้

  • ผู้มีสิทธิเสนอญัตติ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ[53]
  • ข้อจำกัด: โดยหลักการแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปี[54]

ในการอภิปราย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านจะนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกล่าวหาต่อที่ประชุมสภา ในขณะที่รัฐมนตรีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาจะมีสิทธิในการชี้แจงและแก้ข้อกล่าวหานั้น

เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง สภาผู้แทนราษฎรจะต้องดำเนินการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดห้ามมิให้สภาลงมติในวันเดียวกันกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุดลง เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ[53]

มติไม่ไว้วางใจจะต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร[53]

หากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกอภิปรายจะสิ้นสุดลงทันที ในกรณีที่ผู้ถูกอภิปรายคือนายกรัฐมนตรี จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามรัฐธรรมนูญต่อไป[53]

​การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ

การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ (General debate without a resolution) หรือ “การอภิปรายตามมาตรา 152” เป็นกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารของฝ่ายนิติบัญญัติในระบบรัฐสภา กระบวนการนี้แตกต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจตรงที่ไม่มีผลชี้ชะตาการดำรงอยู่ของรัฐบาล เนื่องจากจะไม่มีการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนผู้ถูกอภิปรายในตอนท้าย[55]

กลไกนี้ออกแบบมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรมีเวทีในการทำหน้าที่ 2 ประการ ได้แก่

  • การซักถามข้อเท็จจริง: เพื่อให้ฝ่ายบริหารชี้แจงความโปร่งใส นโยบาย หรือข้อสงสัยในการบริหารราชการแผ่นดินในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ
  • การเสนอแนะปัญหา: เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แนะแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ หรือเตือนรัฐบาลถึงข้อบกพร่องในการดำเนินนโยบาย

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ มีข้อกำหนดดังต่อไปนี้

  • องค์ประชุมผู้เข้าชื่อ: ต้องใช้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้เสียงน้อยกว่าการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ต้องใช้ 1 ใน 5)[56]
  • ข้อจำกัด: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถยื่นเสนอญัตตินี้ได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปี[54]

เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบความถูกต้องของญัตติและบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว ผู้นำฝ่ายค้านหรือตัวแทนผู้เสนอญัตติจะทำหน้าที่แถลงเหตุผลและรายละเอียดของปัญหา

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะสลับกันขึ้นอภิปรายเพื่อตั้งคำถามหรือให้ข้อเสนอแนะ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะต้องลุกขึ้นตอบข้อซักถามและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมสภา

เมื่อสิ้นสุดการอภิปรายตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ประธานสภาจะสั่งปิดการประชุม โดยไม่มีการโหวตลงมติใด ๆ ทั้งสิ้น

การตรากฎหมาย

หน้าที่หลักประการหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรคือการพิจารณาและตรากฎหมายเพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศ โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

การเป็นจุดเริ่มต้นของการเสนอกฎหมาย

ร่างพระราชบัญญัติต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อนเป็นลำดับแรก โดยสามารถเสนอได้โดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน) หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คนเข้าชื่อกัน[57]

การพิจารณาและเห็นชอบกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่พิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ รวมถึงพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญร่วมกับวุฒิสภาเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้[58]

การงบประมาณ

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินถือเป็นหนึ่งในอำนาจหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของรัฐสภา ซึ่งเปรียบเสมือนการทำหน้าที่กุม "อำนาจควบคุมถุงเงิน" (Power of the Purse) แทนประชาชน เพื่อตรวจสอบและอนุมัติว่ารัฐบาลจะนำภาษีไปใช้จ่ายอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์สูงสุด[59]

กระบวนการและกฎเกณฑ์สำคัญในการพิจารณางบประมาณ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญดังนี้[60]

กรอบเวลาจำกัด 105 วัน

เมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเข้าสู่สภา สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน นับแต่วันที่ร่างกฎหมายมาถึงสภา หากพิจารณาไม่เสร็จตามกำหนดเวลา รัฐธรรมนูญบังคับให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายนั้นตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และต้องส่งต่อให้วุฒิสภาทันที[61]

ข้อห้ามเด็ดขาด

เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริต มาตรา 144 แห่งรัฐธรรมนูญได้วางข้อห้ามไว้ดังนี้[62]

  • ห้ามเพิ่มงบ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และคณะกรรมาธิการ จะเสนอแปรญัตติเพื่อ "เพิ่ม" จำนวนเงินงบประมาณไม่ได้ ทำได้เพียงเสนอแปรญัตติเพื่อ "ปรับลด" หรือ "ตัดทอน" รายจ่ายลงเท่านั้น (เว้นแต่เป็นรายจ่ายที่เป็นข้อผูกพันตามกฎหมาย เช่น เงินชำระหนี้)
  • ห้ามมีส่วนได้เสีย: ห้าม ส.ส. หรือกรรมาธิการ มีส่วนร่วมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการ "ใช้จ่ายเงิน" งบประมาณ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าฝ่าฝืน จะมีผลให้พ้นจากตำแหน่งทันที และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ขั้นตอนการพิจารณา

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาเป็น 3 วาระดังนี้[60]

  • วาระที่ 1 (รับหลักการ): สภาจะอภิปรายภาพรวมนโยบายทางเศรษฐกิจ สถานะทางการเงินการคลัง และความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณ หากที่ประชุมมีมติรับหลักการ จะมีการตั้ง "คณะกรรมาธิการวิสามัญ" ขึ้นมาพิจารณาลงลึกในรายละเอียด
  • วาระที่ 2 (พิจารณารายมาตรา): คณะกรรมาธิการวิสามัญจะเชิญหน่วยงานรัฐมาชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการของบประมาณ และทำการพิจารณาปรับลดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น ส.ส. ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการก็สามารถยื่นคำขอแปรญัตติ (ขอปรับลด) และมาอภิปรายโต้แย้งในวาระนี้ได้
  • วาระที่ 3 (ลงมติ): สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายทั้งฉบับหรือไม่ โดยในวาระนี้จะไม่มีการอภิปรายอีก

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาจะมีเวลาพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน (ไม่สามารถแก้ไขตัวเลขงบประมาณได้) ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป[61]

คณะกรรมาธิการ

สภาผู้แทนราษฎรดำเนินงานเชิงลึกและตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ผ่าน คณะกรรมาธิการ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กำลังศึกษาอยู่ได้ (ยกเว้นกรณีของผู้พิพากษาหรือตุลาการในการพิจารณาคดี และองค์กรอิสระในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยตรง)[63] คณะกรรมาธิการแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คณะกรรมาธิการสามัญ และคณะกรรมาธิการวิสามัญ[63]

คณะกรรมาธิการสามัญ

คณะกรรมาธิการสามัญ (Standing committee) เป็นชุดถาวรที่ตั้งขึ้นตามข้อบังคับการประชุมสภา ปัจจุบันมี 35 คณะ ครอบคลุมทุกมิติการบริหารประเทศ แต่ละคณะมีกรรมาธิการ 15 คน[64]

ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาทั้งหมด 35 คณะ ดังนี้[64]

  1. คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
  2. คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของสภา สมาชิก การพัฒนาระบบสภา องค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ และตรวจสอบรายงานการประชุม
  3. คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน รวมถึงพิจารณารายงานที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องเสนอต่อสภา
  4. คณะกรรมาธิการกีฬา: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและแก้ปัญหาด้านการกีฬาของไทย รวมถึงกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Sports)
  5. คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  6. คณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการปัญหาหนี้สิน ความยากจน โอกาสและสิทธิของประชาชนในการประกอบอาชีพ และการลดความเหลื่อมล้ำตลอดจนศึกษาแหล่งรายได้เพิ่มเติมให้กับประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น[65]
  7. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดินเกษตร การพัฒนาการเกษตร สหกรณ์ การผลิต และการตลาด
  8. คณะกรรมาธิการการคมนาคม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการจราจรทางบก น้ำ อากาศ อวกาศ ขนส่งมวลชน สินค้า โลจิสติกส์ และพาณิชย์นาวี
  9. คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง การค้าชายแดน แรงงานข้ามแดน และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  10. คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้บริโภค
  11. คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับระบบการเงิน การคลัง การธนาคาร และตลาดการเงินของประเทศ
  12. คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพลักษณ์ประเทศ และการดูแลคนไทยในต่างประเทศ
  13. คณะกรรมาธิการการตำรวจ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการตำรวจ การบังคับใช้กฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ
  14. คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการติดตามนโยบายและการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ
  15. คณะกรรมาธิการการทหาร: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการทหาร การป้องกัน รักษาความมั่นคง และพัฒนาประเทศ
  16. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและแก้ปัญหาการท่องเที่ยวของไทย
  17. คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองสัตว์
  18. คณะกรรมาธิการการปกครอง: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาระบบราชการ
  19. คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการกระจายอำนาจและดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  20. คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและปัญหายาเสพติด
  21. คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการป้องกัน แจ้งเตือน ฟื้นฟู และช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ
  22. คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
  23. คณะกรรมาธิการการพลังงาน: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดหา การใช้ การอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทางเลือก
  24. คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม เสรีภาพสื่อ และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
  25. คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการติดตามนโยบายและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อประเทศ
  26. คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการค้า การส่งออก ทรัพย์สินทางปัญญา และภูมิปัญญาไทย
  27. คณะกรรมาธิการการแรงงาน: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานไทยทั้งในและต่างประเทศ และความสัมพันธ์กับองค์กรแรงงาน
  28. คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและการพัฒนาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม[66]
  29. คณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบตลอดจนการจัดการน้ำ เพื่ออุปโภค บริโภค อุตสาหกรรมและการเกษตร การสร้างความมั่นคงของน้ำการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ[67]
  30. คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการทำนุบำรุงศาสนา โบราณสถาน ศิลปะ ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น
  31. คณะกรรมาธิการการศึกษา: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาของชาติและการเรียนรู้ของประชาชน
  32. คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้
  33. คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการรักษาพยาบาล
  34. คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีดิจิทัล
  35. คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม: มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมทุกขนาด ศึกษาผลกระทบ และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมาธิการวิสามัญ

คณะกรรมาธิการวิสามัญ (Ad hoc committee) เป็นชุดเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือการตั้งโต๊ะศึกษาปัญหาเร่งด่วน เมื่อทำงานเสร็จก็สลายตัวไป ข้อดีของกรรมาธิการชุดนี้คือสามารถดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญหรือตัวแทนภาคประชาชนเข้ามาร่วมทำงานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้[68]

ตัวอย่างคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาผู้แทนราษฎรเคยตั้งขึ้น ได้แก่

การยุบสภา

การยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา หมายถึงการยุติวาระการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งคณะก่อนครบกำหนดวาระปกติ 4 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองกลับสู่ประชาชนผ่านการจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่[74]

ในเชิงรัฐศาสตร์และสถาบันการเมือง การยุบสภาคือเครื่องมือในการแก้ไขสภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Deadlock) ซึ่งมักเกิดจากเงื่อนไขดังต่อไปนี้[75]

  • ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร จนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้
  • รัฐบาลสูญเสียการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภา หรือไม่สามารถผลักดันร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญได้
  • เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่จำเป็นต้องอาศัยฉันทามติจากประชาชนเพื่อเป็นผู้วินิจฉัยทิศทางของประเทศ

อำนาจในการตัดสินใจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้พระมหากษัตริย์ทรงตราเป็น พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีบทบัญญัติข้อห้ามมิให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรซ้ำในเหตุการณ์เดียวกัน[76]

เมื่อพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับ จะก่อให้เกิดผลตามมาตรการทางรัฐธรรมนูญ ดังนี้

  • การสิ้นสุดสมาชิกภาพ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งโดยทันที[77]
  • สถานะรัฐบาลรักษาการ: คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ โดยอำนาจในการบริหารจะถูกจำกัด อาทิ ห้ามอนุมัติโครงการที่สร้างความผูกพันต่อทรัพยากรของรัฐ หรือห้ามแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ ทั้งนี้เพื่อความเป็นกลางและป้องกันการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้ง[78]
  • การจัดการเลือกตั้งใหม่: คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ยุบสภา[76]

ลำดับชุดสภาผู้แทนราษฎร

ชุดที่ จำนวนสมาชิก ระยะการดำรงตำแหน่ง การสิ้นสุดสมาชิกสภาพ รัฐธรรมนูญ หมายเหตุ
(เลือกตั้ง/ครม.)
ชั่วคราว 70 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 – 6 ธันวาคม พ.ศ. 2476 มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
พระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดคณะทหาร

ผู้รักษาพระนคร ครม. 1 ครม. 2 ครม. 3

1 156 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 – 10 กันยายน พ.ศ. 2480 ครบวาระ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 1 เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมและมี สส. จากการแต่งตั้งด้วย ครม. 4 ครม. 5 ครม. 6 ครม. 7
2 156 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 – 11 กันยายน พ.ศ. 2481 ยุบสภา พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2481 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 2
ครม. 8
3 182 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 – 15 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ยุบสภา รัถธัมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราสดร พุทธสักราช 2485 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 3/สภาต่อวาระออกไปเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง
ครม. 9 ครม. 10 ครม. 11 ครม. 12 ครม. 13
4 274 6 มกราคม พ.ศ. 2489 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐประหาร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม/รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 4 และการเลือกตั้งเพิ่มเติม เมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489
ครม. 14 ครม. 15 ครม. 16 ครม. 17 ครม. 18
5 219 29 มกราคม พ.ศ. 2491 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 รัฐประหาร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2490 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 5 และการเลือกตั้งเพิ่มเติม
ครม. 21 ครม. 22 ครม. 23
6 246 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 – 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 เลือกตั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรไปพลางก่อน
ครม. 24
7 246 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 – 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ครบวาระ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 6
ครม. 25
8 283 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 – 16 กันยายน พ.ศ. 2500 รัฐประหาร " เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 7
ครม. 26
9 281 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 – 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 รัฐประหาร ประกาศ เรื่อง การใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 8
ครม. 27 ครม. 28
10 219 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 – 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 รัฐประหาร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 9
ครม. 31
11 269 26 มกราคม พ.ศ. 2518 – 12 มกราคม พ.ศ. 2519 ยุบสภา [79] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 10
ครม. 35 ครม. 36
12 279 4 เมษายน พ.ศ. 2519 – 5 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รัฐประหาร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2518 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 11
ครม. 37 ครม. 38
13 301 22 เมษายน พ.ศ. 2522 – 19 มีนาคม พ.ศ. 2526 ยุบสภา [80] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 12
ครม. 41 ครม. 42
14 324 18 เมษายน พ.ศ. 2526 – 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 ยุบสภา [81] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2528 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 13
ครม. 43
15 347 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 – 29 เมษายน พ.ศ. 2531 ยุบสภา [82] " เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 14
ครม. 44
16 357 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 – 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 รัฐประหาร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2532 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 15
ครม. 45 ครม. 46
17 360 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ยุบสภา [83] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 16
ครม. 48 ครม. 49
18 360 13 กันยายน พ.ศ. 2535 – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ยุบสภา [84] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2535 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 17
ครม. 50
19 391 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 – 28 กันยายน พ.ศ. 2539 ยุบสภา [85] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 18
ครม. 51
20 393 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 – 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ยุบสภา [86] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 19
ครม. 52 ครม. 53
21 500 6 มกราคม พ.ศ. 2544 – 5 มกราคม พ.ศ. 2548 ครบวาระ [87] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 20 เริ่มมี 2 แบบ คือ แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
ครม. 54
22 500 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 – 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ยุบสภา[88] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2548 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 21
ครม. 55
23 480 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 – 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ยุบสภา [89] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2554
เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 23
ครม. 57 ครม. 58 ครม. 59
24 500 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ยุบสภา [90] " เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 24
ครม. 60
25 500 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 – 20 มีนาคม พ.ศ. 2566 ยุบสภา [91] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 26
ครม. 62
26 500 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 – 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ยุบสภา [92] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 27
ครม. 63 ครม. 64 ครม. 65
27 500 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 – ปัจจุบัน อยู่ในสมัยประชุม " เลือกตั้ง สส. ครั้งที่ 28
ครม. 66


อ้างอิง

  1. รัฐอมฤต, รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม; เศรษฐบุตร, ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ (2025-06-17). "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร". ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  2. อรวรรณ เกษร. การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน. สภาผู้แทนราษฎร.
  3. อภิวัฒน์ สุดสาว. "การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายนิติบัญญัติ" (PDF). คมความคิด เข็มทิศรัฐธรรมนูญ. สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.
  4. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49 หน้า 166 ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475
  5. ปรางนาคี, นางสาวศุภลักษณ์. "28 มิถุนายน...กำเนิดรัฐสภาไทย". วุฒิสภา. สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49 หน้า 529 ลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
  7. "รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475". พิพิธภัณฑ์รัฐสภา. ศูนย์บริการเอกสารและค้นคว้า สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  8. พระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงและกรมแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2476 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 ก หน้า 639 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476
  9. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช 2476 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 ก หน้า 763 ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476
  10. 1 2 เศรษฐบุตร, ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ; รัฐอมฤต, รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม (2013-09-16). "9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489". ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  11. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 63 ตอนที่ 30 ก หน้า 318 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489
  12. "รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489". พิพิธภัณฑ์รัฐสภา. ศูนย์บริการเอกสารและค้นคว้า สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  13. มาตรา 83 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนที่ 76 ก หน้า 1 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564
  14. มาตรา 97 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  15. มาตรา 98 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  16. ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 31 ง หน้า 39 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
  17. หมวด 1 และ 2 ของข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 31 ง หน้า 39 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
  18. หมวด 3 ของข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 31 ง หน้า 39 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
  19. 1 2 ข้อ 28 ของข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 31 ง หน้า 39 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
  20. มาตรา 219 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  21. มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 5 ก หน้า 13 ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561
  22. หมวด 1 ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 5 ก หน้า 13 ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561
  23. หมวด 2 ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 5 ก หน้า 13 ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561
  24. หมวด 3 ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 5 ก หน้า 13 ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561
  25. ข้อ 27 ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 5 ก หน้า 13 ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561
  26. มาตรา 116 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  27. 1 2 มาตรา 119 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  28. 1 2 มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2554 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 34 ก หน้า 1 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
  29. ข้อ 11 (1) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  30. ข้อ 11 (2) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  31. ข้อ 11 (3) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  32. ข้อ 11 (4) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  33. ข้อ 11 (5) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  34. ข้อ 11 (6) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  35. ข้อ 11 (7) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  36. ข้อ 11 (8) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  37. ข้อ 11 (9) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  38. ข้อ 11 (10) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  39. ข้อ 3 ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 177 ง หน้า 65 ลงวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563
  40. มาตรา 106 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  41. มาตรา 155 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  42. มาตรา 203 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  43. มาตรา 217 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  44. "เปิดขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560". iLaw. 2026-03-19. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  45. 1 2 มาตรา 159 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  46. มาตรา 158 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  47. มาตรา 272 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  48. เพชรมณี, นราภัทร (2566). "อินโฟกราฟิก เรื่อง กระทู้ถาม". หอสมุดรัฐสภา. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  49. ข้อ 144 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  50. ข้อ 146 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  51. ข้อ 145 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  52. เกียรติสารพิภพ, นายอานันท์; พันธุ์เปรื่อง, นายจเร (2015-04-06). "การขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ". ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  53. 1 2 3 4 มาตรา 151 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  54. 1 2 มาตรา 154 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  55. ศิริวรรณ, นารีลักษณ์; พันธุ์เปรื่อง, จเร (2014-01-07). "การขอเปิดอภิปรายทั่วไป". ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  56. มาตรา 152 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  57. มาตรา 133 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  58. มาตรา 136 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  59. สระฉันทพงษ์, นิพัทธ์; พันธุ์เปรื่อง, จเร (2014-10-21). "การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน". ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  60. 1 2 ก่อแก้ว, นางสาวนภาพร. "รายงานการศึกษาทางวิชาการ เรื่อง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" (PDF). สำนักกรรมาธิการ 1 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. {{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ |journal= (วิธีใช้)
  61. 1 2 มาตรา 143 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  62. มาตรา 144 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  63. 1 2 มาตรา 129 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  64. 1 2 ข้อ 90 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  65. ข้อ 90 (6) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 263 ง หน้า 37 ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566
  66. ข้อ 90 (28) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 263 ง หน้า 37 ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566
  67. ข้อ 90 (29) ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 263 ง หน้า 37 ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566
  68. ข้อ 91 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 216 ง หน้า 23 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
  69. https://old.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/25motion_asf/committee_list.php
  70. https://old.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/25motion_emtd/committee_list.php
  71. https://old.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/25act_laborlaw/committee_list.php
  72. https://www.parliament.go.th/view/88/committee_BillBudget_Index/TH-TH?searchtextbox=#
  73. https://pridi.or.th/th/content/2024/09/2128
  74. คล้ายแดง, วิริยะ; พันธุ์เปรื่อง, จเร (2017-03-17). "ยุบสภา". ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. สืบค้นเมื่อ 2026-05-14.
  75. คำสุข, ดร.เสนีย์. "ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยไทย". วารสารสถาบันพระปกเกล้า. 5 (1) โดยทาง ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า.
  76. 1 2 มาตรา 103 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  77. มาตรา 101 (1) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  78. มาตรา 168 (1) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  79. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2519
  80. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2526
  81. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529
  82. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2531
  83. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2535
  84. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2538
  85. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539
  86. "พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2543" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-06-12. สืบค้นเมื่อ 2011-08-06.
  87. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548
  88. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549
  89. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554
  90. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556
  91. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566
  92. พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568

เชิงอรรถ

ดูเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น