Overview
เจดีย์กุโตดอ เป็นเจดีย์พุทธตั้งอยู่เชิงเขามัณฑะเลย์ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ซึ่งมีหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง ตัวเจดีย์ซึ่งปิดทองเหนือฐาน มีความสูง 57 เมตร จำลองตามเจดีย์ชเวซี่โกน เมืองญองอู้ ใกล้พุกาม บริเวณรอบเจดีย์มีซุ้มขนาดเล็กประดิษฐานหินจารึก 729 แผ่น แต่ละแผ่นจารึกไว้ทั้งสองด้าน มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระไตรปิฎกภาษาบาลีของศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
| เจดีย์กุโตดอ | |
|---|---|
ကုသိုလ်တော်ဘုရား | |
เจดีย์กุโตดอด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ | |
| ศาสนา | |
| ศาสนา | พุทธ |
| นิกาย | เถรวาท |
| ที่ตั้ง | |
| ที่ตั้ง | มัณฑะเลย์ ภาคมัณฑะเลย์ พม่า |
| พิกัดภูมิศาสตร์ | 22°00′17″N 96°06′46″E / 22.004712°N 96.112902°E |
| สถาปัตยกรรม | |
| ผู้ก่อตั้ง | พระเจ้ามินดง |
| เสร็จสมบูรณ์ | 4 พฤษภาคม 1868 |
| จารึกกุโตดอ * | |
|---|---|
| ที่เก็บรักษา | เจดีย์กุโตดอ, มัณฑะเลย์ |
| ประเทศ | |
| ภูมิภาค ** | เอเชียและแปซิฟิก |
| อ้างอิง | |
| ประวัติการขึ้นทะเบียน | |
| ขึ้นทะเบียน | 2556 |
| * ชื่อตามที่ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีความทรงจำแห่งโลก ** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก | |
เจดีย์กุโตดอ (พม่า: ကုသိုလ်တော်ဘုရား, ออกเสียง: [kṵðòdɔ̀ pʰəjá]; หมายถึง พระราชกุศล ชื่อเป็นทางการคือ มะฮาโลกะมาระซีนเจดี မဟာလောကမာရဇိန်စေတီ) เป็นเจดีย์พุทธตั้งอยู่เชิงเขามัณฑะเลย์ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ซึ่งมีหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลก[1] สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง ตัวเจดีย์ซึ่งปิดทองเหนือฐาน มีความสูง 57 เมตร (187 ฟุต) จำลองตามเจดีย์ชเวซี่โกน เมืองญองอู้ ใกล้พุกาม บริเวณรอบเจดีย์มีซุ้มขนาดเล็กประดิษฐานหินจารึก 729 แผ่น แต่ละแผ่นจารึกไว้ทั้งสองด้าน มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระไตรปิฎกภาษาบาลีของศาสนาพุทธนิกายเถรวาท[2]
พระราชกุศล
พระเจ้ามินดงสร้างเจดีย์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของหลักเมืองมัณฑะเลย์ตามประเพณี ซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่ในปี พ.ศ. 2400[2] ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริให้สังคายนาพระไตรปิฎกในปี พ.ศ. 2414[1] นอกจากนี้พระองค์ต้องการฝากงานพระราชกุศลครั้งใหญ่ไว้ โดยมีพระราชดำริให้จารึกพระไตรปิฎกไว้บนแผ่นหินเพื่ออนุชนรุ่นหลัง ให้สืบเนื่องไปห้าพันปีหลังพระพุทธเจ้า การก่อสร้างเริ่มขึ้นปี พ.ศ. 2403 มีการติดตั้ง ที่ (ฉัตร) วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2411 จารึกถูกจัดเรียงเป็นระเบียบภายในกำแพงล้อมสามชั้น ชั้นแรก 42 แผ่น ชั้นสอง 168 แผ่น และชั้นสาม 519 แผ่น อีกแผ่นหนึ่งตั้งอยู่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของกำแพงชั้นแรกทำให้ได้ 730 แผ่น หินแผ่นนี้บันทึกประวัติการสร้าง และมี ซะยะ ตั้งเรียงรายอยู่รอบ ๆ เจดีย์[3][2]
ทางเข้าหลักทางทิศใต้ผ่านประตูไม้สักบานใหญ่ที่เปิดกว้าง ซึ่งแกะสลักอย่างวิจิตรด้วยลายดอกไม้และเทวดา ทางเดินมีหลังคาเช่นเดียวกับเจดีย์พม่าส่วนใหญ่ รวมทั้งจิตรกรรมฝาผนังใต้หลังคา ระหว่างแถวของซุ้มหินจารึกจะมีต้นพิกุลที่โตเต็มที่ ซึ่งส่งกลิ่นหอมคล้ายดอกมะลิไปทั่วทั้งบริเวณ ลานด้านในทิศตะวันตกเฉียงใต้มีต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่ามีอายุ 250 ปี โดยมีกิ่งก้านแผ่ต่ำและมีค้ำยัน[4]
การผนวกและการดูหมิ่น
หลังการผนวกมัณฑะเลย์โดยอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 เมืองที่มีกำแพงล้อมอย่างพระราชวังมัณฑะเลย์ ได้กลายเป็นป้อมดัฟเฟริน และกองทหารถูกระดมกำลังไปทั่วเขามัณฑะเลย์ ในอาราม วัด และเจดีย์ ถูกห้ามเข้าสำหรับประชาชน อู้อองบาน นักสำรวจภาษีรายหนึ่งเกิดความคิดที่จะอุทธรณ์โดยตรงต่อสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย เนื่องจากพระองค์สัญญาว่าจะเคารพทุกศาสนาที่ประชากรของพระองค์นับถือ ด้วยความประหลาดใจและยินดียิ่ง สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษมีพระบัญชาให้ถอนทหารทั้งหมดออกจากเขตศาสนาโดยทันทีในปี พ.ศ. 2433 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับกลายเป็นความเสียใจอย่างยิ่งเมื่อพบว่าฉัตรเจดีย์ถูกปล้น ส่วนโครงเหลือถูกทิ้งอยู่บนพื้น ปราศจากระฆัง ทอง เงิน เพชร ทับทิม และอัญมณีล้ำค่าอื่น ๆ ไปจนถึงกระเบื้องหินอ่อนอิตาลีจากขั้นเจดีย์ ศาลาที่พักกำลังพังลง อิฐถูกใช้เพื่อสร้างถนนให้กับกองทหาร ระฆังทองเหลืองจากซุ้มหินจารึกหายไปทั้งหมด ซุ้มหนึ่งมีระฆัง 9 ใบ รวมเป็น 6,570 ใบ หมึกสีทองจากแถบอักษรด้านข้างและด้านบนของแผ่นหินอ่อนแต่ละแผ่นหายไปเช่นกัน รูปยักษ์อสูรทั้งหมดตามทางเดินสูญเสียหัว ดวงตาและกรงเล็บหินอ่อนของ ชีนเต่ ก่ออิฐก็สูญหายเช่นกัน[3][4]
การบูรณะ
พ.ศ. 2435 คณะกรรมการพระภิกษุอาวุโส สมาชิกในราชวงศ์ และอดีตเจ้าหน้าที่ของกษัตริย์ รวมทั้ง อะตุมะชิ ซะยาดอ (เจ้าอาวาสวัดอะตุมะชิ) กินหวุ่นมินจี (อัครเสนาบดี) เลทิน อะตวินหวุ่น (รัฐมนตรีทัพเรือหลวง) เจ้าฟ้าซอมอง และโม่-บแย ซิแก (นายพลกองทัพหลวง) ก่อตั้งขึ้นเพื่อเริ่มงานบูรณะ พร้อมความช่วยเหลือและการบริจาคจากครอบครัวผู้บริจาคเดิม และจากสาธารณชนทั่วไปด้วยเช่นกัน[3][4]
ซิแกเป็นผู้ขออนุญาตพระภิกษุอาวุโสเพื่อปลูกต้นพิกุลและต้นมะซางอินเดีย (Madhuca longifolia)[5] ตัวอักษรสีทองถูกแทนที่ด้วยหมึกสีดำซึ่งทำให้อ่านง่ายขึ้น ฉัตรโลหะซุ้มหินจารึกถูกประดับใหม่ร่วมกับหินซึ่งบริจาคโดยราชวงศ์ (155 คัน) อดีตทหารกองทัพหลวง (58 คัน) เจ้าฟ้าไทใหญ่และเจ้าเมือง (102 คัน) และประชาชนบริจาค (414 คัน) ในปี พ.ศ. 2456 โบ้ตา พ่อค้าข้าวแห่งเมืองย่างกุ้งได้บูรณะและปิดทองเจดีย์ ปีต่อมาสมาคมจารึกหินพระปิฎกมอบประตูเหล็กด้านทิศใต้ ซึ่งเคยเปิดโล่งไว้เนื่องจากบานไม้แกะสลักถูกทำลายโดยทหาร ปีถัดมาประตูทิศตะวันตกได้รับบริจาคโดยโบ้เซน (นักแสดงละครเวที) และปี พ.ศ. 2475 ประตูทิศเหนือและทิศตะวันออก ซึ่งบริจาคโดยลูกหลานของพระเจ้ามินดง ปี พ.ศ. 2462 ฤๅษีอู้คันดี เป็นผู้นำในการสร้างแนวทางเข้ามีที่คลุมด้านทิศใต้และทิศตะวันตก[3][4]
จารึกยูเนสโก
พ.ศ. 2556 ป้ายยูเนสโกระบุว่า มะฮาโลกะมาระซีน หรือ จารึกกุโตดอ ที่เจดีย์กุโตดอ เป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลกในรูปแบบจารึกแผ่นหินอ่อน 729 แผ่น โดยจารึกเกี่ยวกับพระไตรปิฎก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นความทรงจำแห่งโลก
คลังภาพ
- เจดีย์กุโตดอในคริสต์ทศวรรษ 1870
- เจดีย์กุโตดอและเจดีย์ซานดามุนิ
- ทางเข้าเจดีย์กุโตดอ
- ซุ้มเจดีย์ที่ประดิษฐานหินจารึก 729 แผ่น
- แผ่นหินจารึกเดิมมีอักษรและขอบสีทอง
- ซะยะ ลานทิศตะวันออกเฉียงใต้
- ป้ายประกาศจากยูเนสโก
อ้างอิง
- 1 2 วัดกุโสดอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
- 1 2 3 Asian Historical Architecture Kuthodaw Temple
- 1 2 3 4 Ludu Daw Amar - English translation by Prof. Than Tun (1974). The World's Biggest Book. Mandalay: Kyipwayay Press. น. 6, 9–10, 16, 22, 24–31, 35.
- 1 2 3 4 Kuthodaw Pagoda researchgate
- ↑ มะทราง (มะซาง) น้ำปานะ ในพระไตรปิฎก, มติชนสุดสัปดาห์
แหล่งข้อมูลอื่น
- Asian Historical Architecture: Kuthodaw Temple (1857 and later) Prof. Robert D. Fiala, 2002, Concordia University, Nebraska, USA, Retrieved on 2006-08-27
- Mimusops elengi: star flower tree
- Photos of Kuthodaw Pagoda at Have Camera Will Travel
- Allon et al. 2016 Conservation and project report