ประเทศโปแลนด์

Overview

โปแลนด์ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐโปแลนด์ เป็นประเทศในยุโรปกลาง แบ่งออกเป็น 16 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 312,696 ตารางกิโลเมตร และมีภูมิอากาศแบบอบอุ่นตามฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่ โปแลนด์มีประชากรประมาณ 38 ล้านคน และเป็นรัฐสมาชิกที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของสหภาพยุโรป โดยมีวอร์ซอ เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีเมืองใหญ่อื่น ๆ ได้แก่ กรากุฟ วุช วรอตสวัฟ ปอซนัญ กดัญสก์ และชแชชิน

สาธารณรัฐโปแลนด์
Rzeczpospolita Polska
เพลงชาติ: มาซูแร็กดอมบรอฟสกีแยกอ
โปแลนด์ยังไม่สูญสิ้น
ที่ตั้งของประเทศโปแลนด์ (เขียวเข้ม)

 ในยุโรป (เขียวอ่อนและเทาเข้ม)
 ในสหภาพยุโรป (เขียวอ่อน)   [คำอธิบายสัญลักษณ์]

เมืองหลวง
และเมืองใหญ่สุด
วอร์ซอ
52°13′N 21°02′E / 52.217°N 21.033°E / 52.217; 21.033
ภาษาราชการภาษาโปแลนด์[1]
กลุ่มชาติพันธุ์
(ค.ศ. 2021)[2]
  • 98.8% ชาวโปแลนด์[a]
    • 96.3% ระบุว่าเป็นชาวโปแลนด์เพียงอย่างเดียว
    • 2.6% ระบุสองอัตลักษณ์
  • 1.1% ระบุว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวโปแลนด์เพียงอย่างเดียว
ศาสนา
(ค.ศ. 2021)[3]
เดมะนิม
การปกครองสาธารณรัฐระบบรัฐสภาแบบรัฐเดี่ยว[4]
การอล นัฟรอตสกี
ดอนัลต์ ตุสก์
สภานิติบัญญัติรัฐสภา
วุฒิสภา
เซย์ม
การก่อตั้ง
 พิธีล้างบาปแห่งโปแลนด์[b]
14 เมษายน ค.ศ. 966
18 เมษายน ค.ศ. 1025
1 กรกฎาคม ค.ศ. 1569
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918
17 กันยายน ค.ศ. 1939
22 กรกฎาคม ค.ศ. 1944
 สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 3
31 ธันวาคม ค.ศ. 1989[6]
พื้นที่
 รวม
312,696 ตารางกิโลเมตร (120,733 ตารางไมล์)[7][8] (อันดับที่ 69)
 แหล่งน้ำ (%)
1.48 (ค.ศ. 2015)[9]
ประชากร
 ประมาณ มกราคม ค.ศ. 2026
ลดลงเป็นกลาง 37,314,000[10] (อันดับที่ 39)
 สำมะโนประชากรปี ค.ศ. 2022
ลดลงเป็นกลาง 38,036,118[11] (อันดับที่ 38)
 ความหนาแน่น
126 ต่อตารางกิโลเมตร (326.3 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 98)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)ประมาณ ค.ศ. 2026
 รวม
เพิ่มขึ้น 2.164 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[12] (อันดับที่ 20)
 ต่อหัว
เพิ่มขึ้น 59,792 ดอลลาร์สหรัฐ[12] (อันดับที่ 35)
จีดีพี (ราคาตลาด)ประมาณ ค.ศ. 2026
 รวม
เพิ่มขึ้น 1.134 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[12] (อันดับที่ 21)
 ต่อหัว
เพิ่มขึ้น 31,336 ดอลลาร์สหรัฐ[12] (อันดับที่ 44)
จีนี (ค.ศ. 2025)positive decrease 24.9[13]
ความเหลื่อมล้ำต่ำ
เอชดีไอ (ค.ศ. 2023)เพิ่มขึ้น 0.906[14]
สูงมาก (อันดับที่ 35)
สกุลเงินซวอตือ (PLN)
เขตเวลาUTC+1 (CET)
 ฤดูร้อน (เวลาออมแสง)
UTC+2 (CEST)
รูปแบบวันที่dd.mm.yyyy (ค.ศ.)
รหัสโทรศัพท์+48
โดเมนบนสุด.pl
  1. รวมถึง .eu ซึ่งใช้ร่วมกับรัฐสมาชิกอื่นของสหภาพยุโรป

โปแลนด์[c] มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐโปแลนด์[d] เป็นประเทศในยุโรปกลาง[15] แบ่งออกเป็น 16 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 312,696 ตารางกิโลเมตร และมีภูมิอากาศแบบอบอุ่นตามฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่[16] โปแลนด์มีประชากรประมาณ 38 ล้านคน และเป็นรัฐสมาชิกที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของสหภาพยุโรป[16] โดยมีวอร์ซอ เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีเมืองใหญ่อื่น ๆ ได้แก่ กรากุฟ วุช วรอตสวัฟ ปอซนัญ กดัญสก์ และชแชชิน

ดินแดนที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ของโปแลนด์นั้น ครอบคลุมตั้งแต่ชายฝั่งตามแนวทะเลบอลติกทางตอนเหนือของประเทศ ไปจนถึงเทือกเขาซูเดเตสและเทือกเขาคาร์เพเทียนทางตอนใต้ โปแลนด์มีพรมแดนติดกับ 7 ประเทศ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับประเทศลิทัวเนียและประเทศรัสเซีย (ผ่านทางแคว้นคาลินินกราด) ทิศตะวันออกติดกับประเทศเบลารุสและประเทศยูเครน ทิศใต้ติดกับประเทศสโลวาเกียและประเทศเช็กเกีย และทิศตะวันตกติดกับประเทศเยอรมนี[17]

มีหลักฐานของกิจกรรมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในโปแลนด์นับตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนต้น และมีการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องของมนุษย์ตั้งแต่สิ้นสุดยุคน้ำแข็ง มีระยะเวลาอยู่เป็นหลายพันปี ตลอดยุคโบราณตอนปลาย ดินแดนโปแลนด์มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างมาก มีชนเผ่าต่าง ๆ ตั้งรกรากอยู่ ในสมัยกลางตอนต้น ชาวโปลันซึ่งเป็นเผ่าสลาฟตะวันตกเป็นผู้ที่ครอบครองภูมิภาคแห่งนี้ และก็ได้ตั้งชื่อให้กับภูมิภาคนี้ว่า "ดินแดนของชาวโปลัน" การสถาปนารัฐโปแลนด์นับไปถึงปี ค.ศ. 966 เมื่อดยุกมิเอสโกที่ 1 แห่งโปแลนด์ ผู้ปกครองของเผ่าโปลันได้ยอมรับหันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก[18] ราชอาณาจักรโปแลนด์ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1025 และใน ค.ศ. 1569 ก็ได้ประสานความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มีมายาวนานกับแกรนด์ดัชชีลิทัวเนียโดยการลงนามในสหภาพลูบลิน และก่อตั้งเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย ซึ่งในขณะนั้นเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของทวีปยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึง 17 โดยมีระบบการเมืองเป็นแบบเสรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเรียกว่า "เสรีภาพสีทอง" ซึ่งได้รับเอารัฐธรรมนูญสมัยใหม่เป็นฉบับแรกของยุโรปมาใช้ นั่นคือ รัฐธรรมนูญ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1791 โดยมีการเลือกตั้งกษัตริย์และมีระบบการเมืองที่มีความเสรีอย่างมากในสมัยนั้น[19][20][21]

หลังผ่านพ้นยุคทองของโปแลนด์ เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนียถูกแบ่งดินแดนโดยประเทศเพื่อนบ้านของเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย เมื่อช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้รับเอกราชอีกครั้งในฐานะสาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง ในปี ค.ศ. 1918 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยสนธิสัญญาแวร์ซาย หลังจากความขัดแย้งทางด้านดินแดนอยู่หลายครั้งในช่วงระหว่างสงคราม (ค.ศ. 1918–1939) โปแลนด์ซึ่งเป็นรัฐหลายชนชาตินั้นได้รับการฟื้นฟูสถานะเป็นชาติผู้เล่นหลักในการเมืองของยุโรป ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นด้วยการบุกครองโปแลนด์โดยนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียตที่รุกรานโปแลนด์ตามกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบินทร็อพ ซึ่งจบลงด้วยการเสียชีวิตของพลเมืองชาวโปแลนด์ประมาณ 6 ล้านคน รวมถึงชาวยิวจำนวนมากในเหตุการณ์ฮอโลคอสต์[22][23] หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลอง โปแลนด์ถูกบังคับโดยสหภาพโซเวียตให้เข้าเป็นรัฐสมาชิกของกลุ่มตะวันออก สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ได้ประกาศให้ประเทศของตนเป็นหัวหน้าในการลงนามสนธิสัญญาวอร์ซอ ณ กรุงวอร์ซอ ท่ามกลางความตึงเครียดในสงครามเย็น ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายหลังการปฏิวัติ ค.ศ. 1989 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากขบวนการโซลิดาริตี รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของสหพรรคแรงงานโปแลนด์ถูกยุบ และโปแลนด์ได้สถาปนาตนเองขึ้นมาใหม่ในฐานะสาธารณรัฐประชาธิปไตยเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์

โปแลนด์ถือเป็นตลาดที่พัฒนาแล้ว[24] และเป็นประเทศอำนาจปานกลาง โดยเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของสหภาพยุโรปตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (อำนาจตลาด) และใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ตามภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ[25] โปแลนด์ให้มาตรฐานการครองชีพ ความปลอดภัย และเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่สูงมาก[26][27][28] เช่นเดียวกับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ที่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนและระบบหลักประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้า[29][30] ประเทศนี้มีแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกอยู่ 17 แห่ง โดย 15 แห่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม[31] โปแลนด์เป็นรัฐสมาชิกของเขตเชงเกน สหภาพยุโรป เขตเศรษฐกิจยุโรป สหประชาชาติ เนโท องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และกลุ่มวิแชกราด

นิรุกติศาสตร์

ชื่อของประเทศโปแลนด์ในภาษาโปแลนด์ว่า Polska นั้น[32][33] มีมาจากชาวโปลันตะวันตกหนึ่งในชนเผ่าเลไคต์ (โปแลนด์: Lechici) ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำวาร์ตา[34] ซึ่งในปัจจุบันคือภูมิภาควีแยลกอปอลสกาในปัจจุบัน โดยเริ่มมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 6[35] ชื่อของชนเผ่านี้มีต้นกำเนิดมาจากภาษาอินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิม คำว่า *pleh₂- (ที่ราบ) และภาษาสลาวิกดั้งเดิม คำว่า pole (ทุ่งกว้าง)[35][36] ในทางนิรุกติศาสตร์นั้นได้มีการพลิกแพลงคำจากภูมิประเทศอันเป็นที่ราบของวีแยลกอปอลสกา[37] ชื่อประเทศโปแลนด์ในภาษาอังกฤษว่า Poland ถูกประดิษฐ์คำขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1560 โดยมาจากภาษาเยอรมันสูงกลาง คำว่า Pole(n) และได้เติมคำหลังต่อท้ายว่า land ที่มีความหมายว่า ผู้คนหรือประเทศชาติ[38][39] ก่อนที่จะถูกเอามาใช้ ส่วนชื่อประเทศโปแลนด์ในภาษาละติน (Polonia) ก็ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ทั่วยุโรปภายในยุคกลาง[40]

ประวัติศาสตร์

ราชอาณาจักรโปแลนด์ (ค.ศ. 1025–1569)

โปแลนด์ภายใต้การปกครองของดยุกมิเอสโกที่ 1 ผู้ซึ่งยอมรับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และการทำพิธีศีลล้างบาปในโปแลนด์ถือเป็นการเริ่มต้นของรัฐโปแลนด์ในปี ค.ศ. 966 พระโอรสของพระองค์คือ พระเจ้าโบเลสวัฟที่ 1 ผู้กล้าหาญ ได้รับการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์ในปี ค.ศ. 1025

ประวัติศาสตร์โปแลนด์มีรากฐานมาจากการอพยพย้ายถิ่นของชาวสลาฟในระยะแรก ซึ่งได้ก่อตั้งถิ่นฐานของชาวสลาฟตะวันตกอย่างถาวรในดินแดนโปแลนด์ช่วงต้นสมัยกลาง ราชวงศ์แรกที่ปกครองโปแลนด์คือราชวงศ์เปียสต์ (โปแลนด์: Piastowie) ซึ่งปรากฏขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ดยุกมิเอสโกที่ 1 แห่งโปแลนด์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างรัฐโปแลนด์โดยพฤตินัยและรับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเข้าพิธีศีลล้างบาปใน ค.ศ. 966 ดัชชีโปแลนด์ของมีเอสโกได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชอาณาจักรในสมัยกลางอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1025 โดยพระโอรสของพระองค์ คือพระเจ้าโบเลสวัฟที่ 1 ผู้กล้าหาญ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการขยายดินแดนด้วยกำลังทหารในรัชสมัยของพระองค์

พระเจ้าคาซิมีร์ที่ 3 มหาราช เป็นกษัตริย์โปแลนด์เพียงพระองค์เดียวที่ได้รับพระราชทานพระยศว่า "มหาราช" พระองค์ทรงสร้างสิ่งก่อสร้างมากมายในรัชสมัยของพระองค์ และทรงปฏิรูปกองทัพโปแลนด์ รวมถึงประมวลกฎหมายของประเทศ ในช่วงปี ค.ศ. 1333–1370

กษัตริย์ราชวงศ์เปียสต์องค์สุดท้ายและประสบความสำเร็จมากที่สุดคือพระเจ้าคาซิมีร์ที่ 3 มหาราช พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองที่มีพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการขยายดินแดน ก่อนเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1370 โดยไม่มีรัชทายาทชาย ยุคราชวงศ์ยากีลโล (โปแลนด์: Jagiellonowie) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1416 ทำให้โปแลนด์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแกรนด์ดัชชีลิทัวเนีย เกิดยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในโปแลนด์และการขยายดินแดนอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดนำไปสู่การก่อตั้งเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนียใน ค.ศ. 1569[41]

เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย (ค.ศ. 1569–1795)

เครือรัฐโปแลนด์-ลิทัวเนียในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในปี ค.ศ. 1619 ในเวลานั้นเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ในระยะแรก เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนียยังคงรักษาความมั่งคั่งและเสถียรภาพที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรโปแลนด์ไว้ได้ โดยได้รับประโยชน์จากการค้าธัญพืชที่ขยายตัว การเติบโตของเมือง และอิทธิพลทางการเมืองที่แผ่ครอบคลุมยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ในช่วงเวลาเดียวกัน ระบบการเมืองของประเทศได้พัฒนาเป็นระบอบประชาธิปไตยของขุนนาง (Golden Liberty) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ เปิดโอกาสให้ชนชั้นขุนนาง (szlachta) มีส่วนร่วมในการปกครองผ่านรัฐสภาเซย์ม และมีสิทธิเลือกตั้งพระมหากษัตริย์ด้วยตนเอง


หลังการสิ้นสุดราชวงศ์ยากีลโลในปี ค.ศ. 1572 เครือจักรภพเริ่มใช้ระบบกษัตริย์เลือกตั้ง โดยพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต้องยอมรับข้อจำกัดพระราชอำนาจตามบทบัญญัติเฮนริเชียน (Henrician Articles) และคำมั่นสัญญาเฉพาะพระองค์ (pacta conventa) ก่อนขึ้นครองราชย์ ส่งผลให้พระมหากษัตริย์ต้องปกครองร่วมกับรัฐสภา (เซย์ม) และชนชั้นขุนนาง (szlachta) ภายใต้ระบอบ "เสรีภาพทองคำ" (Golden Liberty) ซึ่งนับเป็นระบบการเมืองที่มีลักษณะเฉพาะของยุโรปในสมัยนั้น รัชสมัยของสตีเฟน บาตอรีจากทรานซิลเวเนีย (ครองราชย์ ค.ศ. 1576–1586) ถือเป็นช่วงที่เครือจักรภพกลับมามีความเข้มแข็งอีกครั้ง พระองค์ทรงปฏิรูปกองทัพ การบริหารราชการ และระบบศาล พร้อมทั้งประสบชัยชนะเหนือรัฐมอสโกในสงครามลิโวเนีย จนนำไปสู่สนธิสัญญาแห่งยัมซาโปลสกีในปี ค.ศ. 1582 ซึ่งยับยั้งการขยายอำนาจของรัสเซียและรักษาอิทธิพลของเครือจักรภพในภูมิภาคทะเลบอลติก

ต่อมาในรัชสมัยของซิกิสมุนด์ที่ 3 วาซา (ครองราชย์ ค.ศ. 1587–1632) เครือจักรภพเข้าสู่ยุคแห่งการขยายอิทธิพล พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์แห่งสวีเดนช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกปลดจากราชบัลลังก์ ทำให้เกิดสงครามยืดเยื้อระหว่างเครือจักรภพกับสวีเดนหลายครั้ง ขณะเดียวกัน เครือจักรภพได้เข้าแทรกแซงช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายของรัสเซีย โดยกองทัพโปแลนด์–ลิทัวเนียสามารถยึดครองกรุงมอสโกได้ระหว่างปี ค.ศ. 1610–1612 และพยายามสถาปนาเจ้าชายวัวดีสวัฟ วาซาเป็นซาร์แห่งรัสเซีย แม้ความพยายามดังกล่าวจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ถือเป็นช่วงที่อำนาจของเครือจักรภพแผ่ขยายถึงจุดสูงสุด ในรัชสมัยของวัวดีสวัฟที่ 4 วาซา (ครองราชย์ ค.ศ. 1632–1648) ประเทศยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้และสามารถป้องกันการรุกรานจากรัสเซียในสงครามสโมเลนสค์ ขณะที่ยอห์นที่ 2 กาซีมีช วาซา (ครองราชย์ ค.ศ. 1648–1668) ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการก่อกบฏของบอห์ดัน คเมลนีตสกี การรุกรานของรัสเซีย และการรุกรานของสวีเดนซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "มหาอุทกภัย" ส่งผลให้เครือจักรภพสูญเสียประชากร เมือง และทรัพยากรจำนวนมหาศาล โดยชาวคอซักแห่งลุ่มแม่น้ำนีเปอร์มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะกำลังทหารชายแดนและผู้พิทักษ์ดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของเครือจักรภพ โดยมีส่วนในการต่อต้านจักรวรรดิออตโตมันและรัฐไครเมียข่าน ความขัดแย้งกับรัฐบาลกลางในด้านสิทธิ เสรีภาพ และสถานะทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้น การก่อกบฏของบอห์ดัน คเมลนีตสกี (ค.ศ. 1648) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้เครือจักรภพเข้าสู่ช่วงแห่งความเสื่อมถอย แม้เครือจักรภพจะเป็นรัฐที่มีอำนาจทางบกเป็นหลัก แต่ก็มีความพยายามสร้างอาณานิคมโพ้นทะเลในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยดัชชีคูร์ลันด์และเซมีกัลเลีย ซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของเครือจักรภพ ได้จัดตั้งอาณานิคมที่เกาะโทเบโกในทะเลแคริบเบียนและที่เกาะเซนต์แอนดรูว์ (แกมเบีย) บริเวณปากแม่น้ำแกมเบียในแอฟริกาตะวันตก แม้อาณานิคมเหล่านี้จะมีอายุไม่นานและไม่ใช่อาณานิคมของเครือจักรภพโดยตรง แต่ถือเป็นความพยายามเพียงไม่กี่ครั้งของรัฐในเครือเครือจักรภพในการเข้าร่วมการแข่งขันล่าอาณานิคมของยุโรป

การแบ่งแยกโปแลนด์ที่ดำเนินการโดยราชอาณาจักรปรัสเซีย (สีน้ำเงิน) จักรวรรดิรัสเซีย (สีน้ำตาล) และราชวงศ์ฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรีย (สีเขียว) ในปี ค.ศ. 1772, 1793 และ 1795 ตามลำดับ

การปฏิรูปภายในประเทศครั้งสำคัญเกิดขึ้นในเวลาต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1791 แต่อำนาจประเทศเพื่อนบ้านไม่ยอมให้กระบวนการปฏิรูปดำเนินไปจนสำเร็จ ความเป็นเอกราชของเครือจักรภพสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1795 ภายหลังการรุกรานและการแบ่งโปแลนด์ระหว่างจักรวรรดิรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย และราชาธิปไตยฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรีย ภายหลังการแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สามใน ค.ศ. 1795 เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนียสิ้นสุดลง และไม่มีรัฐโปแลนด์ที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์จนถึง ค.ศ. 1918

โปแลนด์ภายใต้รัสเซีย เยอรมัน ฝรั่งเศส และออสเตรีย (ค.ศ. 1795–1918)

แผนที่ดัชชีวอร์ซอระหว่างปี 1809–1815 ในช่วงสงครามนโปเลียน

ในช่วงเวลานี้ที่ไม่มีรัฐโปแลนด์เอกราช มีหน่วยการเมืองของโปแลนด์เกิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะดัชชีวอร์ซอ ซึ่งนโปเลียน โบนาปาร์ตก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1807 จากดินแดนโปแลนด์ที่ปรัสเซียเคยผนวกไว้ ดัชชีแห่งนี้มีรัฐธรรมนูญ รัฐบาล และกองทัพของตนเอง แต่เป็นรัฐบริวารของจักรวรรดิฝรั่งเศสและต้องพึ่งพานโปเลียนทั้งทางการเมืองและการทหาร ดัชชีวอร์ซอสิ้นสุดลงภายหลังความพ่ายแพ้ของนโปเลียน และดินแดนของตนถูกแบ่งใหม่ตามมติการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาใน ค.ศ. 1815 ดินแดนส่วนใหญ่ของดัชชีวอร์ซอถูกจัดตั้งเป็นราชอาณาจักรโปแลนด์ หรือที่เรียกว่าคองเกรสโปแลนด์ ซึ่งซาร์แห่งรัสเซียเป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์ ในระยะแรก ราชอาณาจักรแห่งนี้มีรัฐธรรมนูญ รัฐสภา กองทัพ เงินตรา และระบบบริหารของตนเอง แต่ไม่ได้เป็นรัฐเอกราชอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากอยู่ในสหภาพส่วนบุคคลกับจักรวรรดิรัสเซีย[42] ภายหลังความล้มเหลวของการก่อการกำเริบเดือนพฤศจิกายนใน ค.ศ. 1830–1831 รัสเซียได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ กองทัพ และสถาบันปกครองตนเองหลายประการของราชอาณาจักร ส่วนหลังการก่อการกำเริบเดือนมกราคม ค.ศ. 1863 อำนาจปกครองตนเองที่เหลืออยู่ก็ถูกยกเลิกไปเกือบทั้งหมด และดินแดนดังกล่าวถูกผนวกรวมเข้ากับจักรวรรดิรัสเซียอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น[43] แม้ว่าการก่อการกำเริบจะประสบความล้มเหลว ชาวโปแลนด์ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของชาติผ่านการส่งเสริมการศึกษา วัฒนธรรม และโครงการ “งานออแกนิก” (โปแลนด์: praca organiczna) ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ทันสมัยแทนการลุกฮือด้วยอาวุธ[44] โอกาสในการฟื้นฟูรัฐโปแลนด์ที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์ปรากฏขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อจักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิเยอรมัน และจักรวรรดิออสเตรีย–ฮังการี ซึ่งแบ่งครองดินแดนโปแลนด์ ต่างอ่อนแอลงหรือพ่ายแพ้จากสงครามและการปฏิวัติ ส่งผลให้โปแลนด์ได้รับเอกราชกลับคืนมาใน ค.ศ. 1918[45][46]

สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2 (ค.ศ.​ 1918–1939)

การฟื้นฟูรัฐโปแลนด์ในช่วง ค.ศ. 1918-1922

สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2 ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1918 ภายหลังโปแลนด์ได้รับเอกราชกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม รัฐใหม่ต้องเผชิญข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดยเฉพาะสงครามโปแลนด์–โซเวียตระหว่าง ค.ศ. 1919–1921 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างโปแลนด์กับรัสเซียโซเวียต จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามคือยุทธการที่วอร์ซอในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1920 เมื่อกองทัพโปแลนด์สามารถหยุดยั้งการรุกของกองทัพแดงและตีโต้จนฝ่ายโซเวียตต้องล่าถอย ชัยชนะดังกล่าวซึ่งมักเรียกว่า “ปาฏิหาริย์เหนือแม่น้ำวิสวา” ช่วยรักษาเอกราชของโปแลนด์และขัดขวางการขยายตัวของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์เข้าสู่ยุโรปกลาง สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2 เผชิญความขัดแย้งทางการเมือง สังคม และชาติพันธุ์ภายในประเทศ ประกอบกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายขยายดินแดนของนาซีเยอรมนี ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1930 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เรียกร้องให้นครเสรีดานซิก ซึ่งอยู่ภายใต้การอารักขาของสันนิบาตชาติและมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมันกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนี นอกจากนี้ เยอรมนียังเรียกร้องสิทธิสร้างถนนและทางรถไฟผ่านฉนวนโปแลนด์เพื่อเชื่อมดินแดนเยอรมนีเข้ากับปรัสเซียตะวันออก แต่รัฐบาลโปแลนด์ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1939 นาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียตลงนามในกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบนทรอพ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาไม่รุกรานกันที่มีพิธีสารลับกำหนดเขตอิทธิพลของทั้งสองฝ่ายในยุโรปตะวันออก รวมถึงแผนการแบ่งโปแลนด์ เยอรมนีรุกรานโปแลนด์จากทางตะวันตกเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ส่วนสหภาพโซเวียตรุกรานโปแลนด์จากทางตะวันออกเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้โปแลนด์ถูกยึดครองและแบ่งดินแดนระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป[47] แม้ว่าดินแดนโปแลนด์จะถูกยึดครอง แต่รัฐบาลโปแลนด์มิได้ยอมจำนน รัฐบาลและกองทัพบางส่วนเดินทางออกนอกประเทศและจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นโปแลนด์ขึ้น โดยระยะแรกมีที่ตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายไปยังกรุงลอนดอนใน ค.ศ. 1940 รัฐบาลพลัดถิ่นยังคงอ้างความชอบธรรมในฐานะรัฐบาลของสาธารณรัฐโปแลนด์และควบคุมกองกำลังโปแลนด์ซึ่งเข้าร่วมรบเคียงข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในหลายแนวรบ ทั้งในยุโรปตะวันตก แอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง

โปแลนด์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939–1945)

แผนที่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (ฮอโลคอสต์) ในโปแลนด์ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของเยอรมนี โดยแสดงเส้นทางการเนรเทศ เขตสลัมสำคัญ และค่ายมรณะ เส้นสีแดงแสดงแนวพรมแดนระหว่างนาซีเยอรมนีกับสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941
การยึดครองโปแลนด์โดยนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียตช่วง ค.ศ. 1939–1945 เรียกว่า "การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่ 4"

ชาวโปแลนด์หลายล้านคนเสียชีวิตระหว่างการยึดครองของนาซีในช่วง ค.ศ. 1939–1945 เยอรมนีจัดให้ชาวโปแลนด์และชาวสลาฟกลุ่มอื่น ๆ ตลอดจนชาวยิวและชาวโรมานีอยู่ในกลุ่มชนที่ต่ำกว่ามนุษย์ (อุนเทอร์เมนช์) เจ้าหน้าที่นาซีดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโปแลนด์ ชาวยิว และชาวโรมานี (ดูเพิ่มเติมที่ ฮอโลคอสต์ในโปแลนด์) โดยเฉพาะชาวยิวและชาวโรมานีซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการกำจัดโดยทันที ส่วนการกำจัดชาวโปแลนด์และชาวสลาฟกลุ่มอื่น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่เรียกว่าเกเนอราลพลานอ็อสท์ หรือแผนแม่บทสำหรับตะวันออก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยระบอบนาซี[48][49] เจ้าหน้าที่เยอรมันได้รวบรวมและกักขังชาวยิวในเขตกักกันชาวยิว ก่อนเนรเทศไปยังค่ายกักกันและศูนย์สังหารที่นาซีสร้างขึ้นในดินแดนโปแลนด์ที่ถูกยึดครอง เช่น เอาช์วิทซ์–เบียร์เคอเนา แตรบลิงกา ซอบีบูร์ และแบวแชตส์ ชาวยิวโปแลนด์ประมาณสามล้านคนถูกสังหารในเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ นอกจากนี้ ชาวโปแลนด์ที่ไม่ใช่ชาวยิวอีกหลายล้านคนยังเสียชีวิตจากการประหารชีวิต การสังหารหมู่ การบังคับใช้แรงงาน ความอดอยาก และนโยบายปราบปรามของผู้ยึดครองทั้งเยอรมนีและสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพลัดถิ่นโปแลนด์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตลอดช่วงสงคราม และกองกำลังโปแลนด์มีส่วนช่วยให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะผ่านการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารทั้งในแนวรบด้านตะวันตกและตะวันออก ขณะเดียวกัน ขบวนการต่อต้านภายในประเทศซึ่งเรียกรวมกันว่ารัฐใต้ดินโปแลนด์ได้จัดตั้งระบบบริหาร การศึกษา ศาล และกองกำลังติดอาวุธลับขึ้น โดยมีกองกำลังสำคัญคือกองทัพมาตุภูมิ

โปแลนด์ในฐานะรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1945–1989)

การรุกไปทางตะวันตกของกองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1944 และ ค.ศ. 1945 บีบให้กองทัพเยอรมันล่าถอยออกจากโปแลนด์ อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกองทัพโซเวียตมิได้นำไปสู่การฟื้นฟูรัฐบาลพลัดถิ่นโปแลนด์ แต่กลับเปิดทางให้สหภาพโซเวียตสนับสนุนรัฐบาลคอมมิวนิสต์ซึ่งขึ้นอยู่กับกรุงมอสโก พร้อมกับปราบปรามกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์และผู้สนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่น ภายหลังสงคราม โปแลนด์จึงกลายเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียตและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตะวันออก (ม่านเหล็ก) แต่โปแลนด์ไม่เคยถูกรวมเข้าเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียต ประเทศได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ใน ค.ศ. 1952 และต่อมาเข้าเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาวอร์ซอและสภาเพื่อความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ[50] ผลจากการปรับเปลี่ยนดินแดนตามมติของฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1945 ทำให้ศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของโปแลนด์เคลื่อนไปทางตะวันตกอย่างมาก ดินแดนทางตะวันออกของโปแลนด์ถูกผนวกเข้ากับสหภาพโซเวียต ขณะที่โปแลนด์ได้รับดินแดนส่วนหนึ่งของเยอรมนีทางตะวันตกและทางเหนือ ดินแดนโปแลนด์ที่กำหนดขึ้นใหม่สูญเสียลักษณะทางประชากรแบบพหุชาติพันธุ์ในอดีตไปเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการสังหาร การขับไล่ และการย้ายถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งระหว่างและภายหลังสงคราม

สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 3 (ค.ศ. 1989–ปัจจุบัน)

ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ขบวนการปฏิรูปของโปแลนด์ที่เรียกว่าโซลิดาริตีมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติจากรัฐคอมมิวนิสต์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมแบบรัฐสภา กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การสิ้นสุดระบอบคอมมิวนิสต์และการก่อตั้งรัฐโปแลนด์สมัยใหม่ คือสาธารณรัฐโปแลนด์ที่สาม ใน ค.ศ. 1989[50]

ภูมิศาสตร์

แผนที่ภูมิประเทศของโปแลนด์

ประเทศโปแลนด์มีพื้นที่ทั้งหมด 312,722 ตารางกิโลเมตร จัดเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของทวีปยุโรป พื้นที่ประมาณ 311,895 ตารางกิโลเมตรเป็นพื้นดิน 2,041 ตารางกิโลเมตรเป็นน่านน้ำภายในประเทศ และ 8,783 ตารางกิโลเมตร[51] เป็นทะเลอาณาเขต ภูมิประเทศของโปแลนด์มีความหลากหลาย ทั้งลักษณะภูมิประเทศ แหล่งน้ำ และระบบนิเวศ[52] ภาคกลางและภาคเหนือซึ่งติดกับทะเลบอลติกตั้งอยู่บนที่ราบยุโรปกลาง ขณะที่ภาคใต้เป็นพื้นที่เนินเขาและเทือกเขา[53] ความสูงเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ประมาณ 173 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล[54]

โปแลนด์มีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 770 กิโลเมตร ทอดตัวจากชายฝั่งทะเลบอลติก ผ่านอ่าวพอเมอเรเนียทางตะวันตก ไปจนถึงอ่าวกดัญสก์ทางตะวันออก ชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นหาดทราย สันทรายชายฝั่ง และเนินทราย อีกทั้งยังมีสันดอนทรายและลากูนจำนวนมาก โดยเฉพาะคาบสมุทรแฮล (โปแลนด์: Hel) และ ลากูนวิสวา (โปแลนด์: Zalew Wiślany) ซึ่งเป็นลากูนที่โปแลนด์ใช้ร่วมกับรัสเซีย เกาะที่ใหญ่ที่สุดของโปแลนด์ในทะเลบอลติกคือ เกาะโวลิน (โปแลนด์: Wolin) ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติโวลิน นอกจากนี้ โปแลนด์ยังใช้ ลากูนชแชชีน (โปแลนด์: Zalew Szczeciński) และ เกาะอูเซอดอม (โปแลนด์: Uznam) ร่วมกับประเทศเยอรมนี[55][56]

ทะเลสาบอัลไพน์มอร์สกีแยออโก (โปแลนด์: Morskie Oko) ในเทือกเขาตาตรา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาคาร์เพเทียน

แนวเทือกเขาทางตอนใต้สุดของโปแลนด์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ เทือกเขาซูเดเทินทางตะวันตก และ เทือกเขาคาร์เพเทียนทางตะวันออก ส่วนที่สูงที่สุดของเทือกเขาคาร์เพเทียนคือ เทือกเขาตาตรา ซึ่งทอดตัวไปตามพรมแดนด้านใต้ของประเทศ[57] จุดที่สูงที่สุดของโปแลนด์คือ ยอดเขารือซือ (โปแลนด์: Rysy) สูง 2,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาตาตรา[58] ส่วนยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาซูเดเทินคือ ชญีแยชกา (โปแลนด์: Śnieżka) สูง 1,603.3 เมตร ซึ่งตั้งอยู่บนพรมแดนร่วมกับประเทศเช็กเกีย[59] จุดที่ต่ำที่สุดของประเทศอยู่ที่ มาร์แซนชีนอ (โปแลนด์: Marzęcino) ในพื้นที่ชุ่มน้ำวิสวา มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 2.2 เมตร[60]

ในโปแลนด์ ตรุยมอร์สกี วีแยร์ค (โปแลนด์: Trójmorski Wierch) เป็นหนึ่งในหกจุดบรรจบของแนวแบ่งลุ่มน้ำทวีปยุโรป

แม่น้ำที่ยาวที่สุดของโปแลนด์ ได้แก่ แม่น้ำวิสวา แม่น้ำโอเดอร์ แม่น้ำวาร์ตา และ แม่น้ำบูก[61] นอกจากนี้ ประเทศยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหนาแน่นของทะเลสาบสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีทะเลสาบประมาณ 10,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในแคว้นมาซูเรียทางตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในเขตทะเลสาบมาซูเรีย[62] ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีพื้นที่มากกว่า 100 ตารางกิโลเมตร ได้แก่ ชญาร์ดวือ (โปแลนด์: Śniardwy) และ มัมรือ (โปแลนด์: Mamry) ส่วนทะเลสาบที่ลึกที่สุดคือ ทะเลสาบฮัญชา (โปแลนด์: Hańcza) ซึ่งมีความลึก 108.5 เมตร[61]

ภูมิอากาศ

แผนที่การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพินของโปแลนด์

ภูมิอากาศของโปแลนด์เป็นแบบภูมิอากาศแบบอบอุ่น โดยมีลักษณะเปลี่ยนผ่านจากภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทร (Cfb) ทางตะวันตกไปสู่ภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีปชื้น (Dfb) ทางตะวันออก พื้นที่ภูเขาทางตอนใต้ของประเทศในแถบเทือกเขาอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบเทือกเขาสูงภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทร[63]

โดยทั่วไป โปแลนด์มีฤดูร้อนค่อนข้างอบอุ่น อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 20 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูหนาวค่อนข้างหนาวเย็น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมอยู่ที่ประมาณ −1.2 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิสูงสุดอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ในฤดูหนาวบริเวณเทือกเขาตาตราและเทือกเขาบีเอชชาดือ [en] อุณหภูมิอาจลดต่ำกว่า −30 องศาเซลเซียส[64][65]

พื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นและมีแสงแดดมากที่สุดคือ จังหวัดดอลนือชล็อนสก์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนพื้นที่ที่หนาวที่สุดคือมุมตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ บริเวณเมืองซูวาวกี [en]และโอเลตสโก [en] ซึ่งได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดมาจากสแกนดิเนเวียและไซบีเรีย ปริมาณฝนจะมากที่สุดในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน[66][67]

สภาพอากาศของโปแลนด์มีความแปรปรวนจากวันหนึ่งไปสู่อีกวันหนึ่งค่อนข้างมาก และช่วงเวลาของการเริ่มต้นแต่ละฤดูกาลอาจแตกต่างกันในแต่ละปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [en]และปัจจัยอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของอุณหภูมิระหว่างปีและทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น โดยอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยรายปีในช่วง ค.ศ. 2011–2020 อยู่ที่ 9.33 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าช่วง ค.ศ. 2001–2010 ประมาณ 1.11 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวยังมีแนวโน้มแห้งแล้งมากขึ้น และมีหิมะตกน้อยลงอย่างต่อเนื่อง[63][68][69]

การเมือง

บริหาร

โปแลนด์เป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ[70][71] โครงสร้างของรัฐบาลนั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่คณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีจะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมักจะมาจากพันธมิตรในสภาเซย์มเป็นส่วนใหญ่ ประธานาธิบดีจะได้รับเลือกตั้งจากคะแนนเสียงอยู่ทุก ๆ 5 ปี โดยประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือการอล ตาแดอุช นัฟรอตสกี[72] และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือดอนัลต์ ฟรันชีแชก ตุสก์

การแบ่งเขตการปกครอง

โปแลนด์แบ่งเขตการปกครองระดับบนสุดออกเป็น 16 จังหวัด หรือ วอแยวุตสตฟา (województwa) และเขตการปกครองในระดับรองลงไปจากจังหวัด คือ อำเภอ หรือปอเวียต (powiaty) จำนวน 380 แห่ง แบ่งเป็นอำเภอชนบท หรือ ปอเวียตือ แชมสกีแย (powiaty ziemskie) 314 แห่ง และอำเภอนคร หรือปอเวียตือ กรอตสกีแย (powiaty grodzkie) 66 แห่ง และมีเทศบาล หรือ กมีนือ (gminy) จำนวน 2,477 แห่ง[73]

จังหวัด ชื่อภาษาโปแลนด์ เมืองหลัก ข้อมูล ค.ศ. 2021
พื้นที่
(ตารางกิโลเมตร)
ประชากร
วีแยลกอปอลสกาWielkopolskieปอซนัญ29,8263,496,450
กูยาวือ-ปอมอแชKujawsko-Pomorskieบึดก็อชตช์ และ ตอรุญ17,9712,061,942
มาวอปอลสกาMałopolskieกรากุฟ15,1833,410,441
วุชŁódzkieวุช18,2192,437,970
ดอลนือชล็อนสก์Dolnośląskieวรอตสวัฟ19,9472,891,321
ลูบลินLubelskieลูบลิน25,1232,095,258
ลูบุชLubuskieกอชุฟวีแยลกอปอลสกี และ แชลอนากูรา13,9881,007,145
มาซอฟแชMazowieckieวอร์ซอ35,5595,425,028
ออปอแลOpolskieออปอแล9,412976,774
ปอดลาแชPodlaskieเบียวึสตอก20,1871,173,286
ปอมอแชPomorskieกดัญสก์18,3232,346,671
ชล็อนสก์Śląskieกาตอวิตแซ12,3334,492,330
ปอตการ์ปาแชPodkarpackieแชชุฟ17,8462,121,229
ชฟีแยนตือ-กชึชŚwiętokrzyskieกีแยลต์แซ11,7101,224,626
วาร์เมีย-มาซูรือWarmińsko-Mazurskieออลชตึน24,1731,416,495
ปอมอแชซาคอดแญZachodniopomorskieชแชชิน22,9051,688,047

วัฒนธรรม

อินทรีขาวแห่งโปแลนด์เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติและวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของโปแลนด์

วัฒนธรรมโปแลนด์มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์อันซับซ้อนที่ยาวนานกว่า 1,000 ปี และเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของอารยธรรมตะวันตก[74] ชาวโปแลนด์มีความภาคภูมิใจอย่างมากในอัตลักษณ์ประจำชาติของตน ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสีขาวและสีแดง และสะท้อนผ่านคำว่า biało-czerwoni ("ขาว-แดง")[75] สัญลักษณ์ประจำชาติโดยเฉพาะอินทรีหางขาวสวมมงกุฎ มักปรากฏบนเสื้อผ้า เครื่องหมาย และตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ[76]

อนุสรณ์สถานทางสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญได้รับการคุ้มครองโดยคณะกรรมการมรดกแห่งชาติโปแลนด์[77] สถานที่และสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศมากกว่า 100 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนในทะเบียนอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์[78] ขณะที่อีก 18 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกเป็นแหล่งมรดกโลก[79]

วันหยุดและประเพณี

วันสมโภชนักบุญทั้งหลายในวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันหยุดราชการที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของโปแลนด์

โปแลนด์มีวันหยุดราชการประจำปีที่รัฐบาลรับรอง 14 วัน ได้แก่ วันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม วันสามกษัตริย์ในวันที่ 6 มกราคม วันอาทิตย์อีสเตอร์และวันจันทร์อีสเตอร์ วันแรงงานในวันที่ 1 พฤษภาคม วันรัฐธรรมนูญ 3 พฤษภาคม วันสมโภชพระจิตเจ้า วันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสต์ วันสมโภชแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ในวันที่ 15 สิงหาคม วันสมโภชนักบุญทั้งหลายในวันที่ 1 พฤศจิกายน วันเอกราชในวันที่ 11 พฤศจิกายน และวันหยุดในเทศกาลคริสต์มาสในวันที่ 24, 25 และ 26 ธันวาคม[80]

โปแลนด์มีประเพณีและความเชื่อพื้นบ้านบางประการที่ไม่พบในส่วนอื่นของยุโรป แม้วันคริสต์มาสอีฟ (วีจีเลีย; Wigilia) จะยังไม่ได้เป็นวันหยุดราชการจนกระทั่ง ค.ศ. 2025[81] แต่ยังคงเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของปีตามประเพณีโปแลนด์ ในวันที่ 24 ธันวาคม ผู้คนจะประดับต้นคริสต์มาส วางฟางไว้ใต้ผ้าปูโต๊ะเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงรางหญ้าของพระเยซู แบ่งแผ่นปังคริสต์มาส หรือเรียกว่า อ็อปวาเต็ก (opłatek) แก่ผู้ร่วมโต๊ะอาหาร และรับประทานอาหารค่ำสิบสองจานที่ปราศจากเนื้อสัตว์เมื่อดาวดวงแรกปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า[82] ตามธรรมเนียมจะเว้นจานอาหารและที่นั่งหนึ่งที่ไว้บนโต๊ะในเชิงสัญลักษณ์สำหรับแขกที่มาโดยไม่คาดหมาย[83] ในบางพื้นที่ กลุ่มผู้ขับร้องเพลงคริสต์มาสจะเดินทางไปตามชุมชนขนาดเล็กพร้อมกับตัวละครพื้นบ้านที่เรียกว่าตูรอญ (Turoń) โดยประเพณีดังกล่าวอาจดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเทศกาลมหาพรต[84]

ปอนชกี (pączki) ซึ่งเป็นขนมทอดลักษณะคล้ายโดนัท ตลอดจนขนมหวานชนิดต่าง ๆ เป็นอาหารที่นิยมรับประทานอย่างแพร่หลายในวันพฤหัสบดีอ้วน (ตวุสตือ ชวาร์เต็ก; Tłusty Czwartek) ซึ่งโดยทั่วไปตรงกับช่วงประมาณ 52 วันก่อนวันอีสเตอร์[85] ก่อนวันอาทิตย์อีสเตอร์ ผู้คนจะตกแต่งไข่อีสเตอร์และนำไปใส่ในตะกร้าชฟีแยนซอนกา (święconka) ซึ่งจะได้รับการเสกโดยบาทหลวงในโบสถ์ในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนวันจันทร์อีสเตอร์มีการเฉลิมฉลองประเพณี ชมีกุส-ดึงกุส (Śmigus-Dyngus) ซึ่งมีรากฐานจากประเพณีก่อนคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะการสาดน้ำใส่กันในหมู่คนหนุ่มสาว[86]

ในวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย ครอบครัวชาวโปแลนด์จะเดินทางไปยังสุสานและหลุมฝังศพของสมาชิกครอบครัวที่เสียชีวิตเป็นประจำทุกปี มีการทำความสะอาดป้ายหลุมศพเพื่อแสดงความเคารพ และจุดเทียนจำนวนมากเพื่อรำลึกถึงผู้ล่วงลับ[87]

ศิลปะ

Jan Matejko
สตันชึก (ค.ศ. 1862) ผลงานของยัน มาแตย์กอ แสดงภาพสตันชึก ตัวตลกหลวงในราชสำนักโปแลนด์ นั่งครุ่นคิดอย่างเศร้าหมองหลังทราบข่าวการเสียสโมเลนสค์ให้แก่แกรนด์ดัชชีมอสโก ขณะที่เหล่าข้าราชสำนักยังคงเฉลิมฉลองอยู่ในงานรื่นเริงเบื้องหลัง
Lady with an Ermine
สตรีกับเออร์มิน (ค.ศ. 1490) ผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ชาร์ตอรึสกีในกรากุฟ

ศิลปะในประเทศโปแลนด์สะท้อนแนวโน้มทางศิลปะยุโรป จิตรกรรมโปแลนด์มีรากฐานสำคัญจากคติชนวิทยา เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก คตินิยมประวัติศาสตร์ และสัจนิยม ตลอดจนได้รับอิทธิพลจากลัทธิประทับใจและจินตนิยม ขบวนการทางศิลปะที่สำคัญขบวนการหนึ่งคือยังโปแลนด์ (Young Poland) ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และส่งเสริมแนวคิดเริงรมณ์ สัญลักษณ์นิยม และนวศิลป์ นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ศิลปะสารคดีและการถ่ายภาพของโปแลนด์ได้รับชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะสำนักโปสเตอร์โปแลนด์ หนึ่งในจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดซึ่งจัดแสดงอยู่ในโปแลนด์คือ สตรีกับเออร์มิน (ค.ศ. 1490) ผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี[88]

ศิลปินชาวโปแลนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ได้แก่ ยัน มาแตย์กอ (คตินิยมประวัติศาสตร์), ยาแซ็ก มัลต์แชฟสกี (สัญลักษณ์นิยม), สตาญิสวัฟ วึสเปียญสกี (นวศิลป์), แฮนรึก แชมีรัตสกี (ศิลปะวิชาการแบบโรมัน), ตามารา เดอ แลมปิตสกา (อาร์ตเดโค) และซจิสวัฟ แบ็กชิญสกี (ลัทธิเหนือจริงแบบดิสโทเปีย)[89] นอกจากนี้ ศิลปินและประติมากรชาวโปแลนด์หลายคนยังเป็นตัวแทนคนสำคัญของขบวนการอาว็อง-การ์ด โครงสร้างนิยม จุลนิยม และศิลปะร่วมสมัย อาทิ กาตาชือนา กอบรอ, ววาดึสวัฟ สแตรอมีญสกี, มักดาแลนา อาบากานอวิตช์, อาลีนา ชาปอชนีกอฟ, อีกอร์ มีโตรัย และวิลเฮ็ล์ม ซัสนัล

สถาบันการศึกษาด้านศิลปะที่สำคัญในโปแลนด์ ได้แก่ สถาบันวิจิตรศิลป์กรากุฟ สถาบันวิจิตรศิลป์วอร์ซอ สถาบันศิลปะชแชชซิน มหาวิทยาลัยศิลปะปอซนัญ และสถาบันวิจิตรศิลป์แอกีนีอุช แกแปร์ตแห่งวรอตสวัฟ ส่วนผลงานศิลปะร่วมสมัยได้รับการจัดแสดงในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สำคัญ เช่น ซาแค็นตา อูยาซดุฟ และMOCAK[90]

อาหาร

กีแยวบาซา ไส้กรอกโปแลนด์ เสิร์ฟพร้อมแตงกวาดองและขนมปังข้าวไรย์

อาหารโปแลนด์มีลักษณะผสมผสานและหลากหลาย โดยมีรูปแบบประจำภูมิภาคจำนวนมาก และมีความคล้ายคลึงกับอาหารของประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งด้วย อาหารพื้นฐานหรืออาหารประจำภูมิภาคที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ปีแยรอกี (pierogi; เกี๊ยวสอดไส้), กีแยวบาซา (kiełbasa; ไส้กรอก), บีกอส (bigos; สตูว์นักล่า), กอตแลต สคาบอฟือ (kotlet schabowy; เนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอด), กอวอมป์กี (gołąbki; กะหล่ำปลียัดไส้), บาร์ชตช์ (barszcz; ซุปบอร์ชต์), ชูแร็ก (żurek; ซุปข้าวไรย์หมัก), อ็อสตซือแป็ก (oscypek; ชีสรมควัน) และซุปมะเขือเทศ[91][92] นอกจากนี้ เบเกิล ซึ่งเป็นขนมปังรูปวงแหวน ก็มีต้นกำเนิดในประเทศโปแลนด์เช่นกัน[93]

อาหารโปแลนด์แบบดั้งเดิมมีลักษณะอิ่มท้องและใช้วัตถุดิบอย่างเนื้อหมู มันฝรั่ง ไข่ ครีม เห็ด สมุนไพรท้องถิ่น และซอสเป็นจำนวนมาก[94] อาหารโปแลนด์มีเอกลักษณ์จาก กลุสกี (kluski; แป้งต้มเนื้อนุ่ม) หลากหลายชนิด รวมทั้งซุป ธัญพืช ขนมปัง และแซนด์วิชหน้าเปิดหลายรูปแบบ สลัดที่นิยมรับประทาน ได้แก่ มีแซรียา (mizeria; สลัดแตงกวา), โคลสลอว์, กะหล่ำปลีดอง, แครอท และบีตรูตย่าง โดยมักปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวาน เช่น แซร์ญิก (sernik; ชีสเค้ก), มากอเวียตส์ (makowiec; โรลเมล็ดป๊อปปี้) หรือ นาปอแลออนกา (napoleonka; พายครีมมิลเฟย)[95]

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบดั้งเดิมของโปแลนด์ ได้แก่ มี้ดน้ำผึ้ง (honey mead) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เบียร์ ไวน์ และวอดก้า[96] หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดของโลกซึ่งกล่าวถึงวอดก้ามีที่มาจากประเทศโปแลนด์[97] ปัจจุบันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเบียร์และไวน์ ซึ่งเข้ามาแทนที่วอดก้าที่เคยได้รับความนิยมสูงสุดในช่วง ค.ศ. 1980–1998[98] กรอจิสกีแย (Grodziskie) ซึ่งบางครั้งได้รับสมญาว่า "แชมเปญแห่งโปแลนด์" เป็นตัวอย่างของเบียร์สไตล์ประวัติศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดในประเทศโปแลนด์[99] ชาเป็นเครื่องดื่มที่พบได้ทั่วไปในสังคมโปแลนด์มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ขณะที่กาแฟได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18[100]

สื่อ

เกม เดอะวิตเชอร์ 3: ไวลด์ฮันต์ ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทสัญชาติโปแลนด์ CD Projekt Red เป็นหนึ่งในวิดีโอเกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของโปแลนด์

จากรายงานยูโรบารอมิเตอร์ประจำปี ค.ศ. 2015 พบว่าชาวโปแลนด์ร้อยละ 78 รับชมโทรทัศน์ทุกวัน[101] ในปี ค.ศ. 2020 ประชากรร้อยละ 79 อ่านข่าวมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน ทำให้โปแลนด์มีสัดส่วนสูงเป็นอันดับสองของยุโรป รองจากสวีเดน[102] โปแลนด์มีองค์กรสื่อภายในประเทศขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะองค์การกระจายเสียงสาธารณะ TVP รวมถึงสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบฟรีทีวีอย่าง TVN และ Polsat ตลอดจนช่องข่าวตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ TVP Info TVN24 และ Polsat News[103] นอกจากนี้ TVP ยังดำเนินการช่องเฉพาะด้านหลายช่อง เช่น TVP Sport TVP Historia TVP Kultura TVP Rozrywka TVP Seriale และ TVP Polonia ซึ่งเป็นช่องของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อออกอากาศรายการภาษาโปแลนด์สำหรับชาวโปแลนด์พลัดถิ่น [en] ในปี ค.ศ. 2020 หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ และหนังสือพิมพ์รายวันที่นำเสนอข่าวด้านสังคมและการเมือง[101]

โปแลนด์เป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมการพัฒนาวิดีโอเกมในยุโรป โดยมีบริษัทที่ประสบความสำเร็จหลายแห่ง เช่น CD Projekt Red, Techland, The Farm 51, CI Games และ People Can Fly[104] วิดีโอเกมที่ได้รับความนิยมซึ่งพัฒนาในโปแลนด์ ได้แก่ ไตรภาคเดอะวิตเชอร์ และ Cyberpunk 2077[104] นครคาโตวีตเซยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันIntel Extreme Masters ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในโลก[104]

ดูเพิ่ม

หมายเหตุ

  1. ในการสำมะโนประชากร ผู้ตอบสามารถระบุอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์หรือสัญชาติได้มากกว่าหนึ่งอัตลักษณ์
  2. ดยุกมิเอสโกที่ 1 แห่งโปแลนด์ทรงรับคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกผ่านโบฮีเมียใน ค.ศ. 966 ต่อมามีการจัดตั้งมุขมณฑลมิชชันนารีที่ปอซนัญ ซึ่งขึ้นตรงต่อสันตะสำนัก เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของประวัติศาสตร์โปแลนด์ เนื่องจากคริสต์ศาสนาเป็นสื่อนำอารยธรรมตะวันตกที่โปแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งนับแต่นั้น[5]
  3. อังกฤษ: Poland; โปแลนด์: Polska, [ˈpɔlska] ปอลสกา
  4. อังกฤษ: Republic of Poland; โปแลนด์: Rzeczpospolita Polska, [ʐɛt​͡ʂpɔˈspɔlita ˈpɔlska]

อ้างอิง

  1. รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ มาตรา 27
  2. "National Population and Housing Census 2021 Population. Size and demographic-social structure in the light of the 2021 Census results" (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 มิถุนายน 2024. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2024.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. "Poland". Encyclopaedia Britannica. 2023. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มกราคม 2024. สืบค้นเมื่อ 31 ธันวาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. "The Act of December 29, 1989 amending the Constitution of the Polish People's Republic". Internetowy System Aktów Prawnych. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 ตุลาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) (ในภาษาโปแลนด์)
  5. GUS. "Powierzchnia i ludność w przekroju terytorialnym w 2023 roku". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 กันยายน 2023. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Poland country profile". BBC News. 12 พฤศจิกายน 2023. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. "Surface water and surface water change". องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 มีนาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. "Statistical Bulletin No 2/2026 → Population". [www.stat.gov.pl](http://www.stat.gov.pl). สำนักงานสถิติโปแลนด์ (GUS). 24 มีนาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. "Statistical Bulletin No 11/2022". Statistics Poland. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 ธันวาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2022.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. 1 2 3 4 "World Economic Outlook Database (April 2026 Edition)". [www.imf.org](http://www.imf.org). กองทุนการเงินระหว่างประเทศ. 14 เมษายน 2026. สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. "Gini coefficient of equivalised disposable income – EU-SILC survey". ec.europa.eu. ยูโรสแตต. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 เมษายน 2026. สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. "Human Development Report 2025" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ. 6 พฤษภาคม 2025. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 6 พฤษภาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2025.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. Johnson, Lonnie R. (1996). Central Europe: enemies, neighbors, friends. Oxford University Press. น. 3. ISBN 978-0-19-802607-5.
  14. 1 2
  15. "Poland". 28 กุมภาพันธ์ 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. Lukowski, Jerzy; Zawaszki, Hubert (2001). A Concise History of Poland (พิมพ์ครั้งที่ First). University of Stirling Libraries – Popular Loan (Q 43.8 LUK): Cambridge University Press. น. 3. ISBN 978-0-521-55917-1.{{cite book}}: CS1 maint: location (ลิงก์)
  17. Norman Davies, Europe: A History, Pimlico 1997, p. 554: Poland-Lithuania was another country which experienced its 'Golden Age' during the sixteenth and early seventeenth centuries. The realm of the last Jagiellons was absolutely the largest state in Europe
  18. Piotr Stefan Wandycz (2001). The price of freedom: a history of East Central Europe from the Middle Ages to the present. Psychology Press. น. 66. ISBN 978-0-415-25491-5. สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2011.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. Gehler, Michael; Steininger, Rolf (2005). Towards a European Constitution: A Historical and Political Comparison with the United States (ภาษาอังกฤษ). Böhlau Verlag Wien. น. 13. ISBN 978-3-205-77359-7. Poland had actually managed to pass a first progressive constitution on 3, May 1795; this was Europes first written constitution.
  20. Tatjana Tönsmeyer; Peter Haslinger; Agnes Laba (2018). Coping with Hunger and Shortage under German Occupation in World War II. Springer. น. 188. ISBN 978-3-319-77467-1.
  21. Materski & Szarota (2009)
  22. "Poland promoted to developed market status by FTSE Russell". Emerging Europe. กันยายน 2018. สืบค้นเมื่อ 1 มกราคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  23. "The World Factbook — Central Intelligence Agency". www.cia.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2011-06-04. สืบค้นเมื่อ 2021-10-09.
  24. "Human Development Indicators – Poland". Human Development Reports. United Nations Development Programme. 2020. สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  25. "World's Safest Countries Ranked — CitySafe". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 15 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 14 เมษายน 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. "Poland 25th worldwide in expat ranking". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-11-06. สืบค้นเมื่อ 14 เมษายน 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. Administrator. "Social security in Poland". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 12 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 2026-08-11.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  28. "Healthcare in Poland – Europe-Cities". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 24 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 24 เมษายน 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  29. UNESCO World Heritage. "Poland". UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  30. Thompson, Wayne C. (2022). Nordic, Central, and Southeastern Europe 2020–2022 (ภาษาอังกฤษ). Blue Ridge Summit: Rowman & Littlefield Publishers. น. 322. ISBN 978-1-4758-5626-2. สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.{{cite book}}: CS1 maint: date and year (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  31. "Poland | History, Flag, Map, Population, President, Religion, & Facts | Britannica". www.britannica.com (ภาษาอังกฤษ). 2026-08-01. สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  32. Lukowski, Jerzy; Zawadzki, Hubert (2001). A Concise History of Poland. Cambridge: Cambridge University Press. น. 4. ISBN 0-521-55109-9. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2024. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  33. 1 2 Gliński, Mikołaj (6 ธันวาคม 2016). "The Many Different Names of Poland". Culture.pl. สืบค้นเมื่อ 31 มีนาคม 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. Lehr-Spławiński, Tadeusz (1978). Język polski. Pochodzenie, powstanie, rozwój. Warszawa (Warsaw): Państwowe Wydawnictwo Naukowe. น. 64.
  35. Potkański, Karol (2004) [1922]. Pisma pośmiertne. Granice plemienia Polan. เล่มที่ 1–2. Kraków: Polska Akademia Umiejętności. น. 423. ISBN 978-83-7063-411-7.
  36. Harper, Douglas (n.d.). "Poland (n.)". Online Etymology Dictionary. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  37. Harper, Douglas (n.d.). "Pole (n.)". Online Etymology Dictionary. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. Andersson, Theodore Murdock; Morkinskinna, Ellen Gade (2000). The Earliest Icelandic Chronicle of the Norwegian Kings (1030–1157). Ithaca: Cornell University Press. น. 471. ISBN 978-0-8014-3694-9. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2024. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  39. "Poland - Sigismunds, Renaissance, Jagiellonians | Britannica". [www.britannica.com](http://www.britannica.com) (ภาษาอังกฤษ). 2026-08-01. สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  40. "Congress Kingdom of Poland | Partition of Poland, Grand Duchy, Napoleon | Britannica". www.britannica.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-08-10.
  41. "January Insurrection | Polish Uprising of 1863-1864 | Britannica". [www.britannica.com](http://www.britannica.com) (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  42. Leo (2015-06-11). "Poland: Forging the Polish Nation Nonviolently, 1860s-1900s". Action Office (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  43. Wandycz, Piotr S. (1974). The Lands of Partitioned Poland, 1795-1918. University of Washington Press. ISBN 978-0-295-95351-9.
  44. Wojciech, Szarota Tomasz Materski, บ.ก. (2009). Polska 1939–1945. Straty Osobowe i Ofiary Represji pod Dwiema Okupacjami [โปแลนด์ ค.ศ. 1939–1945 ความสูญเสียของมนุษย์และเหยื่อของการปราบปรามภายใต้การยึดครองสองครั้ง] (ภาษาโปแลนด์). ISBN 978-8376290676. สืบค้นเมื่อ 2026-08-11.
  45. "The Invasion of Poland". The National WWII Museum | New Orleans (ภาษาอังกฤษ). 2023-10-17. สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  46. "Poland – The Holocaust Explained: Designed for schools" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 1934-02-08. สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  47. Fernández de Betoño, Unai (2020-01-08). "La utopía antiurbana nazi: El Plan General del Este". Metode Science Studies Journal: 165–171. doi:10.7203/metode.10.13009. ISSN 2174-9221.
  48. 1 2 "Poland - Communism, Solidarity, Warsaw Pact | Britannica". [www.britannica.com](http://www.britannica.com) (ภาษาอังกฤษ). 2026-08-01. สืบค้นเมื่อ 2026-08-05.
  49. Polish Ministry of Education and Science (2019). "Statistical Yearbook of the Republic of Poland" (PDF). Rocznik Statystyczny Rzeczypospolitej Polskiej. Warsaw: Statistics Poland (Główny Urząd Statystyczny GUS): 80–81, 84–85, 111. ISSN 1506-0632. OCLC 907771825. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2022.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  50. "Cechy krajobrazów Polski – Notatki geografia". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 ตุลาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  51. Polish Ministry of Education and Science (2019). "Statistical Yearbook of the Republic of Poland" (PDF). Rocznik Statystyczny Rzeczypospolitej Polskiej. Warsaw: Statistics Poland (Główny Urząd Statystyczny GUS): 80–81, 84–85, 111. ISSN 1506-0632. OCLC 907771825. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2022.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  52. Grochowski, Mirosław (1997). "Poland Under Transition and Its New Geography". Canadian Slavonic Papers. 39 (1/2). Taylor & Francis: 1–26. doi:10.1080/00085006.1997.11092140. JSTOR 40869887.
  53. Shell, Marc (2014). Islandology: Geography, Rhetoric, Politics. Stanford: University Press. น. 89. ISBN 978-0-8047-8926-4.
  54. Polish Ministry of Education and Science (2019). "Statistical Yearbook of the Republic of Poland" (PDF). Rocznik Statystyczny Rzeczypospolitej Polskiej. Warsaw: Statistics Poland (Główny Urząd Statystyczny GUS): 80–81, 84–85, 111. ISSN 1506-0632. OCLC 907771825. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2022.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  55. "Najwyższe szczyty w Tatrach Polskich i Słowackich". www.polskie-gory.pl. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 12 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  56. Instytut Geodezji i Geoinformatyki (2022). "Czy Rysy mają wysokość 2500 m n.p.m.? Nareszcie znamy dokładne wysokości najwyższych polskich szczytów". secure.igig.up.wroc.p (ภาษาโปแลนด์). Wrocław: Uniwersytet Przyrodniczy. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 กันยายน 2025. สืบค้นเมื่อ 16 มกราคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  57. Czetwertynski-Sytnik, Lesław; Kozioł, Edward; R. Mazurski, Krzysztof (2000). "Settlement and sustainability in the Polish Sudetes". GeoJournal. 50 (2/3). Springer: 273–284. Bibcode:2000GeoJo..50..273C. doi:10.1023/A:1007165901891. JSTOR 41147476. S2CID 150809158.
  58. "Nowy najniższy punkt Polski oficjalnie potwierdzony" (ภาษาโปแลนด์). geoforum.pl. 5 ตุลาคม 2022. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2024. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2024.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  59. 1 2 Polish Ministry of Education and Science (2019). "Statistical Yearbook of the Republic of Poland" (PDF). Rocznik Statystyczny Rzeczypospolitej Polskiej. Warsaw: Statistics Poland (Główny Urząd Statystyczny GUS): 80–81, 84–85, 111. ISSN 1506-0632. OCLC 907771825. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2022.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  60. Christine Zuchora-Walske (2013). "The Lakes Region". Poland. ABDO Publishing. น. 28. ISBN 978-1-61480-877-0. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023. Insert: Poland is home to 9,300 lakes. Finland is the only European nation with a higher density of lakes than Poland.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  61. 1 2 Korzeniewska, Ewa; Harnisz, Monika (2020). Polish River Basins and Lakes. เล่มที่ I. Cham: Springer International Publishing. น. 4–5. ISBN 978-3-030-12123-5. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  62. Zbigniew Ustrunul; Agnieszka Wypych; Ewa Jakusik; Dawid Biernacik; Danuta Czekierda; Anna Chodubska (2020). Climate of Poland (PDF) (รายงาน). Institute of Meteorology and Water Management – National Research Institute (IMGW). น. 7. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 มิถุนายน 2022. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2022.{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  63. Azad, Abdul Kalam; Khan, Mohammad Masud Kamal (2021). Bioenergy Resources and Technologies. London: Elsevier. น. 6. ISBN 978-0-12-822526-4. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  64. Zbigniew Ustrunul; Agnieszka Wypych; Ewa Jakusik; Dawid Biernacik; Danuta Czekierda; Anna Chodubska (2020). Climate of Poland (PDF) (รายงาน). Institute of Meteorology and Water Management – National Research Institute (IMGW). น. 7. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 มิถุนายน 2022. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2022.{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  65. Azad, Abdul Kalam; Khan, Mohammad Masud Kamal (2021). Bioenergy Resources and Technologies. London: Elsevier. น. 6. ISBN 978-0-12-822526-4. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2023.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  66. Zbigniew Ustrunul; Agnieszka Wypych; Ewa Jakusik; Dawid Biernacik; Danuta Czekierda; Anna Chodubska (2020). Climate of Poland (PDF) (รายงาน). Institute of Meteorology and Water Management – National Research Institute (IMGW). น. 7. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 มิถุนายน 2022. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2022.{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  67. Zbigniew Ustrunul; Agnieszka Wypych; Ewa Jakusik; Dawid Biernacik; Danuta Czekierda; Anna Chodubska (2020). Climate of Poland (PDF) (รายงาน). Institute of Meteorology and Water Management – National Research Institute (IMGW). น. 7. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 มิถุนายน 2022. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2022.{{cite report}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  68. Cienski, Jan (12 ตุลาคม 2019). "Europe's Poland puzzle". POLITICO.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  69. "Constitutional history of Poland". ConstitutionNet.
  70. Ott, Haley (2025-08-06). "Trump-backed candidate Karol Nawrocki becomes Polish president and could steer a more nationalist course - CBS News". CBS News (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-08-07.
  71. "Basic information about Poland - Civil Service - Portal Gov.pl". Civil Service (ภาษาโปแลนด์). สืบค้นเมื่อ 2026-08-04.
  72. Adam Zamoyski, The Polish Way: A Thousand Year History of the Poles and Their Culture. Published 1993, Hippocrene Books, Poland, ISBN 978-0-7818-0200-0
  73. "Biało-Czerwoni – definicja, synonimy, przykłady użycia". sjp.pwn.pl.
  74. Jakubowska, Longina (1990). "Political Drama in Poland: The Use of National Symbols". Anthropology Today. 6 (4). Royal Anthropological Institute of Great Britain and Ireland: 10–13. doi:10.2307/3032734. JSTOR 3032734.
  75. "Zabytki nieruchome". www.nid.pl. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 7 กรกฎาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  76. "Album "100 pomników historii"". www.nid.pl. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 8 กรกฎาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  77. UNESCO World Heritage. "Poland". UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  78. "Obwieszczenie Marszałka Sejmu Rzeczypospolitej Polskiej z dnia 6 marca 2025 r. w sprawie ogłoszenia jednolitego tekstu ustawy o dniach wolnych od pracy". isap.sejm.gov.pl.
  79. "Ustawa z dnia 6 grudnia 2024 r. o zmianie ustawy o dniach wolnych od pracy oraz niektórych innych ustaw". isap.sejm.gov.pl.
  80. "Opłatek i pierwsza gwiazdka czyli wigilijne tradycje". wegorzewo.wm.pl.
  81. "Why Do Poles Leave One Chair Empty on Christmas Eve?". Culture.pl.
  82. "turoń – słownik języka polskiego i poradnia językowa – Dobry słownik". DobrySłownik.pl.
  83. Borodo, Michał (22 กุมภาพันธ์ 2020). English Translations of Korczak's Children's Fiction: A Linguistic Perspective. Springer Nature. ISBN 978-3-030-38117-2 โดยทาง Google Books.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  84. "Śmigus-Dyngus: Poland's National Water Fight Day". Culture.pl.
  85. "Summer in Warsaw". 21 ตุลาคม 2018. {{cite web}}: ข้อความ "Things You Can Do Only in Summer" ถูกละเว้น (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  86. "Lady with an Ermine – by Leonardo Da Vinci". LeonardoDaVinci.net.
  87. Cross, Mary (31 สิงหาคม 2017). Madonna: A Biography. Greenwood Publishing Group. น. 47. ISBN 978-0-313-33811-3. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2017 โดยทาง Google Books.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  88. Sarzyński, Piotr (12 กุมภาพันธ์ 2013). "Ranking polskich galerii ze współczesną sztuką". www.polityka.pl (ภาษาโปแลนด์). สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  89. "Always home-made, tomato soup is one of the first things a Polish cook learns to prepare." [in:] Marc E. Heine. Poland. 1987
  90. "Tu się w lasy schroniły wygnane ze zbytkowych stołów, narodowe potrawy, Barszcz, Bigos, Zrazy, Pirogi i Pieczeń" [in:] Jan N. de Bobrowicz. Maxymilian arcyksiąże Austryacki obrany Król polski. 1848. s. 74; "barszcz, rosół, sztuka mięsa, pieczenie huzarskie, bigos, pierogi, kiełbasa z kapustą, przede wszystkim zaś rozmaite kasze" Zbigniew Kuchowicz Obyczaje staropolskie XVII-XVIII wieku. 1975; "pieczeń cielęca pieczona (panierowana), pieczeń cielęca zapiekana w sosie beszamelowym, pieczeń huzarska (=pieczeń wołowa przekładana farszem), pieczeń rzymska (klops), pieczeń rzymska (klops z cielęciny) w sosie śmietanowym, pieczeń rzymska z królika " [in:] Stanisław Berger. Kuchnia polska. 1974.; Polish Holiday Cookery by Robert Strybel. Strybel, Robert (2003). Polish Holiday Cookery. Hippocrene Books. ISBN 978-0-7818-0994-8 โดยทาง Google Books.
  91. Amanda Fiegl (17 ธันวาคม 2008). "A Brief History of the Bagel". smithsonianmag.com. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  92. Byrd Hollar, Melanie; Dunn, John P. (2020). Cooking through history: a worldwide encyclopedia of food with menus and recipes. Santa Barbara: Greenwood. น. 431–432. ISBN 978-1-61069-456-8.
  93. Amanda Fiegl (17 ธันวาคม 2008). "A Brief History of the Bagel". smithsonianmag.com. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  94. "gorzała – Słownik języka polskiego PWN". sjp.pwn.pl.
  95. "History of vodka production, at the official page of Polish Spirit Industry Association (KRPS), 2007". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 30 กันยายน 2007. สืบค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  96. "History of vodka production, at the official page of Polish Spirit Industry Association (KRPS), 2007". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 30 กันยายน 2007. สืบค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  97. Jim Hughes (4 กุมภาพันธ์ 2013). "Forgotten Beer Styles: Grodziskie". badassdigest.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2015. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  98. Jim Hughes (4 กุมภาพันธ์ 2013). "Forgotten Beer Styles: Grodziskie". badassdigest.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2015. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  99. 1 2 Agnieszka Stępińska; Artur Lipiński; Dorota Piontek; Agnieszka Hess (2020). Populist Political Communication in Poland. Berlin: Logos Verlag. น. 110, 114. ISBN 978-3-8325-8614-0.
  100. Cabrera, Isabel (2020). "World Reading Habits in 2020 [Infographic]". geediting.com. Global English Editing. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  101. The International Encyclopedia of Media Effects, 4 Volume Set. Wiley. 6 มีนาคม 2017. น. 1160. ISBN 978-1-118-78404-4.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  102. 1 2 3 Marszałkowski, Jakub; Biedermann, Sławomir; Rutkowski, Eryk (2021). The Game Industry of Poland (PDF). Warsaw (Warszawa): Polish Agency for Enterprise Development. ISBN 978-83-7633-451-6.

แหล่งข้อมูลอื่น