Overview
วิทยาการหุ่นยนต์ เป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นการบูรณาการกันระหว่างวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิด การออกแบบ การผลิต การควบคุม และการประยุกต์ใช้งานหุ่นยนต์ จุดประสงค์หลักของวิทยาการหุ่นยนต์คือการออกแบบเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ในการทำงานในชีวิตประจำวัน และสร้างความปลอดภัยในการทำงาน โดยเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามศาสตร์ อาทิ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ และวิศวกรรมซอฟต์แวร์
| ส่วนหนึ่งของ |
| ปัญญาประดิษฐ์ |
|---|

วิทยาการหุ่นยนต์ (อังกฤษ: robotics) เป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นการบูรณาการกันระหว่างวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิด การออกแบบ การผลิต การควบคุม และการประยุกต์ใช้งานหุ่นยนต์[1] จุดประสงค์หลักของวิทยาการหุ่นยนต์คือการออกแบบเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ในการทำงานในชีวิตประจำวัน และสร้างความปลอดภัยในการทำงาน โดยเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามศาสตร์ อาทิ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ และวิศวกรรมซอฟต์แวร์[2][3]
ในปัจจุบัน วิทยาการหุ่นยนต์ได้พัฒนาเครื่องจักรที่สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์และลอกเลียนแบบกิจกรรมของมนุษย์ได้หลากหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในงานที่มีลักษณะอันตราย (เช่น การตรวจสอบวัตถุปนเปื้อนกัมมันตรังสีและการปลดชนวนวัตถุระเบิด) งานในสายการผลิตอุตสาหกรรม หรือการทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เช่น อวกาศและใต้ทะเลลึก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติหรือโครงสร้างทางชีวภาพ (Bio-inspired Robotics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน[4]
แนวคิดการประดิษฐ์เครื่องจักรที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติสามารถย้อนกลับไปได้ตั้งแต่สมัยคลาสสิก ทว่าการวิจัยเชิงระบบเพื่อการใช้งานจริงเพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 วิทยาการหุ่นยนต์เป็นสาขาวิชาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการขับเคลื่อนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และโมเดลภาษา-การมองเห็น-และการกระทำ (Vision-Language-Action Models) ซึ่งช่วยเปลี่ยนผ่านจากการเขียนโค้ดคำสั่งที่ซับซ้อนในอดีต ไปสู่การที่หุ่นยนต์สามารถรับคำสั่งและสื่อสารกับมนุษย์ได้โดยตรงผ่านภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ท่าทาง หรือการแสดงออกทางสีหน้า ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ง่ายยิ่งขึ้น[5]
นอกจากนี้ วิทยาการหุ่นยนต์ยังขยายขอบเขตการวิจัยไปสู่จุดประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานในครัวเรือน การทหาร และการแพทย์ โดยเฉพาะการพัฒนานาโนบอท (Nanorobotics) สำหรับการรักษาโรคในระดับเซลล์[6] รวมถึงการผสมผสานองค์ความรู้ร่วมกับนาโนเทคโนโลยี และวิศวกรรมชีวภาพ เพื่อปฏิวัติวงการเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต
นิรุกติศาสตร์
วิทยาการหุ่นยนต์เป็นคำที่ทับศัพท์จากภาษาอังกฤษคำว่า Robotic มีรากศัพท์มาจากคำว่า Robot คำนี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะครั้งแรกโดยนักเขียนขาวเช็กชื่อ คาเรล ชาเปค ในบทละครชื่อ ห.ส.ร. (หุ่นยนต์สากลราวี) เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1920[7] รากศัพท์ของคำว่า Robot มาจากคำภาษาสลาฟว่า Robota อันหมายถึง คนรับใช้ บทละคร ห.ส.ร.เปิดฉากในโรงงานผลิตเหล่ามนุษย์เทียมที่เรียกว่า “โรบ็อท” สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าตาและท่าทางคล้ายมนุษย์ คล้ายกับแนวคิดเรื่องหุ่นยนต์แอนดรอยด์ในปัจจุบัน คาเรล ชาเปคกล่าวว่าเขาไม่ได้เป็นผู้คิดคำดังกล่าว แต่เป็นพี่ชายของเขาชื่อ โยเซฟ ชาเปค จากจดหมายสั้นที่เขาได้เขียนถึงพจนานุกรมภาษาอังกฤษอ็อกซ์เฟิร์ด[8][9]
คำว่า Robotics ถูกใช้ครั้งแรกในหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์ของไอแซค อาซิมอฟ ในเรื่องที่ชื่อว่า รันอะเบาท์ ตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1942 ในวารสาร แอสโทวดิง ไซเอินซ์ ฟิกชัน[10] อาซิมอฟเป็นผู้บัญญัติกฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์ อันเป็นแนวคิดที่แพร่หลายในวงการนิยายวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา[11]
การจัดประเภทของหุ่นยนต์
แบ่งตามวิวัฒนาการและระบบควบคุม
การแบ่งประเภทของหุ่นยนต์ตามยุคสมัยของเทคโนโลยีระบบควบคุมและระดับปัญญาประดิษฐ์ สามารถแบ่งออกเป็นยุคสำคัญได้ดังนี้:
- รุ่นที่ 1 หุ่นยนต์ทำตามคำสั่งล่วงหน้า (Playback / Sequence Robot): เป็นหุ่นยนต์แขนกลยุคแรกที่มีระบบควบคุมไม่ซับซ้อน ทำงานเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ตามชุดคำสั่งหรือพิกัดที่ถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำล่วงหน้าโดยไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมได้
- รุ่นที่ 2 หุ่นยนต์เรียนรู้ด้วยการสอน (Playback Robot with Learning): หุ่นยนต์ที่สามารถจดจำรูปแบบการเคลื่อนไหวผ่านการควบคุมหรือนำทางโดยผู้ปฏิบัติงานมนุษย์ (Lead-through/Walk-through programming) แล้วนำชุดข้อมูลกลไกนั้นมาปฏิบัติซ้ำเองได้
- รุ่นที่ 3 หุ่นยนต์ควบคุมด้วยเซนเซอร์ (Sensor-controlled Robot): หุ่นยนต์ที่เริ่มมีระบบประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์ ร่วมกับการใช้เซนเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อม (เช่น เซนเซอร์สัมผัส หรือกล้องระบบทัศนศาสตร์) ทำให้ระบบสามารถปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานตามการเปลี่ยนแปลงของวัตถุได้
- รุ่นที่ 4 หุ่นยนต์ฉลาดรู้คิด (Cognitive / AI-driven Robot): หุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถตัดสินใจ วางแผนเส้นทาง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง
- รุ่นที่ 5 หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI Robot): หุ่นยนต์ยุคปัจจุบัน (ทศวรรษที่ 2020 เป็นต้นมา) ที่ผสานรวมโมเดลพื้นฐาน (Foundation Models) และระบบรับรู้ประสาทสัมผัสหลายรูปแบบ (Multimodal Perception) ทำให้สามารถเข้าใจคำสั่งภาษาธรรมชาติตลอดจนบริบททางกายภาพรอบตัว และเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้จากการสังเกตการณ์
แบ่งตามลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ
- หุ่นยนต์ข้อต่อกลหรือแขนกลอุตสาหกรรม (Articulated Robot): หุ่นยนต์กลุ่มที่มีฐานติดตั้งอยู่กับที่แต่มีข้อต่อหมุนควบคุมได้หลายทิศทาง โครงสร้างถูกออกแบบมาเพื่อย้ายชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ปลายแขน (End-effector) ไปยังพิกัดที่กำหนดในพื้นที่ทำงานอย่างแม่นยำ ครอบคลุมถึงหุ่นยนต์ชนิดคาร์ทีเซียน (Cartesian Robot) ที่เคลื่อนที่ตามแนวแกนเส้นตรง มักใช้ในสายการผลิตและประกอบชิ้นส่วนยานยนต์
- หุ่นยนต์เคลื่อนที่ (Mobile Robot): หุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งตัวเองได้ โดยอาศัยระบบล้อ สายพาน หรือแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัตโนมัติ (เช่น AGV และ AMR) ควบคุมระยะไกลหรือขับเคลื่อนได้เองผ่านระบบนำทางอัจฉริยะ (SLAM) และเซนเซอร์หลบหลีกสิ่งกีดขวาง ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าในคลังสินค้าและสายการผลิตปัจจุบัน
- หุ่นยนต์แอนดรอยด์ (Humanoid / Android): หุ่นยนต์ที่ออกแบบให้มีรูปร่าง โครงสร้างอวัยวะ และลักษณะการเคลื่อนไหวเลียนแบบมนุษย์ ในปัจจุบัน (ปี 2026) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้ก้าวข้ามจากขั้นงานวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่การนำมาใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม โดยปัญหาดั้งเดิมเรื่องการทรงตัวเดินสองขา (Bipedal Locomotion) และการรักษาสมดุลแบบพลวัต ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงและยืดหยุ่นด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกและการควบคุมแบบเรียลไทม์[12]

iCub หุ่นยนต์แอนดรอยด์ในงานนิทรรศกาล Festival Economia 2018 - หุ่นยนต์เลียนแบบสิ่งมีชีวิตหรือหุ่นยนต์ซูมอร์ฟิก (Zoomorphic Robot): หุ่นยนต์ที่มีการออกแบบและระบบการเคลื่อนที่เลียนแบบพฤติกรรมหรือโครงสร้างทางชีวภาพของสัตว์ เช่น หุ่นยนต์สี่ขา (Quadrupedal Robot) หุ่นยนต์งู หรือหุ่นยนต์ปลา มีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจในภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก หรือพื้นที่ภัยพิบัติ เช่น พื้นผิวขรุขระ แอ่งโคลน หรือการสำรวจใต้ทะเลลึก[13]
- หุ่นยนต์ไฮบริด (Hybrid Robot): หุ่นยนต์ที่มีการผสมผสานโครงสร้างทางกายภาพตั้งแต่สองประเภทขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน เช่น หุ่นยนต์สี่ขาเลียนแบบสัตว์ที่ติดตั้งล้อเสริมไว้ที่ปลายขา เพื่อให้สามารถวิ่งทำความเร็วบนพื้นราบและเปลี่ยนไปใช้วิธีเดินก้าวข้ามสิ่งกีดขวางในพื้นที่ขรุขระได้
ประวัติศาสตร์วิทยาการหุ่นยนต์
ในปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) นอร์เบิร์ต วีเนอร์ (Norbert Wiener) นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้บัญญัติหลักการของไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetics)[14] อันเป็นพื้นฐานสำคัญของสาขาวิชาวิทยาการหุ่นยนต์ในเวลาต่อมา
หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติเพิ่งจะมีปรากฏในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 หุ่นยนต์ดิจิทัลตัวแรกที่สามารถโปรแกรมได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์มีชื่อว่า “ยูนิเมต” (Unimate)[15] ถูกติดตั้งใช้งานในปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) เพื่อใช้ยกแท่งเหล็กร้อนออกจากเครื่องฉีดอลูมิเนียม (Die Casting Machine) มาวางเรียงซ้อนกัน ในปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็ว มีคุณภาพ และลดต้นทุนเมื่อเทียบกับแรงงานมนุษย์ หุ่นยนต์มักถูกนำไปใช้ในงานที่สกปรก อันตราย หรือเป็นงานที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์ เช่น การผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม การประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ การบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขนส่ง การสำรวจอวกาศและใต้ทะเลลึก การผ่าตัดทางการแพทย์ การทหารและการสงคราม การวิจัยในห้องปฏิบัติการ ตลอดจนระบบการผลิตจำนวนมาก (Mass Production)
| ปี (ค.ศ.) | ชื่อหุ่นยนต์ / สิ่งประดิษฐ์ | ผู้ประดิษฐ์ / หน่วยงาน | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|---|---|
| 300 ปีก่อนคริสตกาล | – | หยานซี (Yan Shi) | เอกสารลายลักษณ์อักษรแรกที่กล่าวถึงวิทยาการหุ่นยนต์ ปรากฏในคัมภีร์ลัทธิเต๋าชื่อ "เลี่ยจื่อ" (Lie Zi) บันทึกการเข้าพบอุปราชมู่แห่งแคว้นโจว โดยหยานซีได้สร้างสิ่งประดิษฐ์จักรกลที่มีรูปร่างและขนาดคล้ายมนุษย์มาแสดง |
| 400 ปีก่อนคริสตกาล | พิราบบิน (The Flying Pigeon) | อาร์คีตัสแห่งทาเรนตุม (Archytas of Tarentum) | มีการประดิษฐ์นกไม้จำลองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ ซึ่งสามารถบินได้ในระยะสั้น ๆ |
| คริสต์ศตวรรษที่ 1 | ออโตมาตา (Automata) | แฮรอนแห่งอเล็กซานเดรีย และคณะ | แฮรอนแห่งอเล็กซานเดรีย (Heron of Alexandria) ได้เขียนตำรา “Pneumatica and Automata” บรรยายถึงเครื่องกลอัตโนมัติมากกว่า 100 ชนิด อาทิ เครื่องพ่นไฟ เครื่องหยอดเหรียญ และเครื่องดนตรีพลังงานลม |
| 1206 | วงดนตรีออโตมาตา (Robot Band) | อัลจาซารี (Al-Jazari) | วิศวกรมุสลิมประดิษฐ์หุ่นยนต์วงดนตรีมนุษย์กลบนเรือจำลองที่สามารถตั้งโปรแกรมการทำงานด้วยกลไกเพลาลูกเบี้ยว ขับเคลื่อนด้วยแรงดันน้ำ รวมถึงออโตมาตารูปนกยูงและเครื่องล้างมืออัตโนมัติ |
| 1495 | อัศวินจักรกล (Mechanical Knight) | เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) | มีการค้นพบพิมพ์เขียวการออกแบบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในชุดเกราะอัศวิน ซึ่งสามารถขยับแขน คอ และอ้าปากได้ผ่านระบบรอกและเกียร์ |
| 1738 | เป็ดกล (Digesting Duck) | ฌัก เดอ โวกองซง (Jacques de Vaucanson) | ประดิษฐ์เป็ดกลออโตมาตาที่มีความสามารถจำลองพฤติกรรมสิ่งมีชีวิต เช่น การขยับปีก กินอาหาร และขับถ่ายสิ่งจำลองออกมาได้ |
| 1898 | เทเลออโตเมชัน (Teleautomaton) | นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) | นำเสนอเรือบังคับวิทยุลำแรกของโลกในงานนิทรรศการระบบไฟฟ้า ควบคุมระยะไกลด้วยคลื่นสัญญาณวิทยุ |
| 1921 | หุ่นยนต์ อาร์.ยู.อาร์. (R.U.R.) | คาเรล ชาเปก (Karel Čapek) | คำว่า "โรบอท" (Robot) ถูกเผยแพร่และใช้งานในฐานะมนุษย์กลเป็นครั้งแรกผ่านบทละครไซไฟเรื่อง R.U.R. (Rossum's Universal Robots) |
| 1939–1940 | เอเลคโทร (Elektro) | เวสติงเฮาส์ (Westinghouse) | หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ความสูง 7 ฟุต จัดแสดงในงาน World's Fair สามารถเดิน พูดคุย (ผ่านเครื่องเล่นแผ่นเสียง) และสูบบุหรี่ได้ |
| 1946 | เวิร์ลวินด์ (Whirlwind) | สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) | พัฒนาคอมพิวเตอร์ดิจิทัลเครื่องแรกที่สามารถประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งส่งผลต่อระบบควบคุมหุ่นยนต์ในเวลาต่อมา |
| 1948 | เอลซี และ เอลเมอร์ (Elsie & Elmer) | วิลเลียม เกรย์ วอลเตอร์ (W. Grey Walter) | หุ่นยนต์เต่ากล (Machina Speculatrix) ที่แสดงพฤติกรรมพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต สามารถเคลื่อนที่หาแสงและหลบสิ่งกีดขวางได้เอง |
| 1956 | ยูนิเมต (Unimate Patent) | จอร์จ เดโวล และ โจเซฟ เอนเกลเบอร์เกอร์ | จดสิทธิบัตรหุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรมและก่อตั้งบริษัท Unimation ซึ่งเป็นบริษัทหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก |
| 1961 | ยูนิเมต (Unimate) | จอร์จ เดโวล (George Devol) | หุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรมตัวแรกของโลก ถูกนำไปติดตั้งใช้งานจริงในสายการผลิตของ เจนเนอรัลมอเตอร์ส (GM) |
| 1967 | วาบอต-1 (WABOT-1) | มหาวิทยาลัยวาเซดะ | หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อัจฉริยะตัวแรกของโลก สามารถเดินสองขา สื่อสารภาษาญี่ปุ่น ตรวจจับระยะด้วยเซนเซอร์ ทัศนศาสตร์ และหูเทียม |
| 1971 | มาร์ส 3 (Mars 3) | สหภาพโซเวียต | ยานสำรวจและหุ่นยนต์เดินได้ตัวแรกที่ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารสำเร็จ แต่ขาดการติดต่อหลังลงจอดเพียง 20 วินาที[16] |
| 1973 | ฟามูลัส (Famulus) | คูก้า (KUKA) | หุ่นยนต์อุตสาหกรรมตัวแรกของโลกที่มีแกนหมุนควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าอิสระถึง 6 แกน |
| 1974 | ไออาร์บี 6 (IRB 6) | เอบีบี (ABB) | หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ตัวแรกของโลกที่ควบคุมการทำงานด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) ทั้งระบบ |
| 1975 | พูม่า (PUMA) | วิกเตอร์ ไชน์แมน (Victor Scheinman) | พัฒนาแขนกลหุ่นยนต์ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความแม่นยำสูง (Programmable Universal Machine for Assembly) ภายใต้บริษัท Unimation |
| 1976 | ไวกิ้ง 1 (Viking 1) | นาซา (NASA) | ยานสำรวจอวกาศลำแรกของสหรัฐอเมริกาที่ลงจอดบนดาวอังคารและใช้แขนกลหุ่นยนต์เก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ชีววิทยา[17] |
| 1978 | เฟรดดี้ (Freddy I & II) | พาทริเซีย แอมเบอร์ และ โรบิน ป็อปเปิลสโตน | พัฒนาภาษา RAPT ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมหุ่นยนต์ยุคแรก ๆ ที่ช่วยให้แขนกลสามารถระบุตำแหน่ง รูปร่าง และตอบสนองต่อระบบรับรู้จำลองได้ |
| 1982 | นวนิยายซีรีส์หุ่นยนต์ | ไอแซค อสิมอฟ (Isaac Asimov) | ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้น The Complete Robot โดยมีการบัญญัติ "กฎข้อที่ศูนย์" เสริมเข้ากับกฎสามข้อของหุ่นยนต์ เพื่อให้นิยายมีมิติทางจริยธรรมที่ปกป้องมนุษยชาติในภาพรวม |
| 2000–2011 | อะซิโม (ASIMO) | ฮอนด้า (Honda) | เปิดตัวและพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เดินสองขาที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคนั้น สามารถวิ่ง ทรงตัว เปิดขวดน้ำ และปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ก่อนจะยุติการพัฒนาและปลดเกษียณอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2022 |
| 2016 | โซเฟีย (Sophia) | แฮนสัน โรโบติกส์ (Hanson Robotics) | หุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่เปิดระบบและมีชื่อเสียงระดับโลกจากการจำลองสีหน้า แววตา และการตอบโต้บทสนทนาสดกับมนุษย์จนได้รับสัญชาติพลเมือง |
| 2021–2023 | โมเดลปัญญาประดิษฐ์หุ่นยนต์ (RT-1 / RT-2) | กูเกิล ดีปมายด์ (Google DeepMind) | การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุค "Embodied AI" ด้วยการพัฒนาโมเดล Vision-Language-Action (VLA) ทำให้หุ่นยนต์สามารถรับคำสั่งเป็นภาษาธรรมชาติที่ซับซ้อนจากมนุษย์ และแปลงเป็นพฤติกรรมการควบคุมฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง[18] |
| 2024–2026 | หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยุคใหม่ (Optimus / Figure) | เทสลา (Tesla), ฟิกเกอร์ AI (Figure AI) ฯลฯ | เกิดการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างก้าวกระโดด มีการส่งมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะ (เช่น Tesla Optimus และ Figure 01) เข้าไปทดลองทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า โดยหุ่นยนต์สามารถเรียนรู้งานผ่านการมองเห็นและการสั่งงานด้วยเสียงพูดภาษาธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ |
ลักษณะของหุ่นยนต์ 3 ประการ
หุ่นยนต์มีหลายประเภทสำหรับใช้งานในภูมิประเทศที่หลากหลายและการใช้งานที่แตกต่างกัน แม้ว่าหุ่นยนต์จะมีความหลายหลายในการใช้งานและรูปร่าง โครงสร้างของหุ่นยนต์ทั้งหมดจะมีความเหมือนกันอยู่ 3 ด้าน ประกอบด้วย

1. ด้านเครื่องกล: หุ่นยนต์ทั้งหมดสร้างขึ้นจากเครื่องกล มีรูปทรงการออกแบบสำหรับทำงานใดงานหนึ่งให้สำเร็จ เช่น หุ่นยนต์ที่ออกแบบสำหรับการเคลื่อนที่บนพื้นผิวที่มีฝุ่นหนา อาจใช้ตีนตะขาบในการเคลื่อนที่ ลักษณะทางเครื่องกลดังกล่าวมากจากการที่ผู้ประดิษฐ์ต้องการทำงานให้สำเร็จโดยคำนึงถึงฟิสิกส์ของสภาพแวดล้อมโดยรอบ กล่าวคือรูปร่างหุ่นยนต์มีปัจจัยจากหน้าที่การใช้งาน

2. ด้านไฟฟ้า: หุ่นยนต์มีส่วนประกอบทางไฟฟ้าสำหรับการให้พลังงานขับเคลื่อนและควบคุมกลไกภายใน อาทิ หุ่นยนต์ตีนตะขาบต้องมีแหล่งพลังงานเพื่อที่จะเคลื่อนที่ พลังงานที่ว่าอยู่ในรูปของไฟฟ้าที่วิ่งผ่านสายลวดไฟฟ้า มีต้นกำเนิดจากแบตเตอรี่ เป็นวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย แม้แต่เครื่องจักรที่ใช้น้ำมันก็ยังต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการทำให้เกิดกระบวนการสันดาป เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันอย่างรถยนต์ ถึงต้องมีแบตเตอรี่ ในด้านไฟฟ้าของหุ่นยนต์มีประโยชน์ในการเคลื่อนที่ (โดยใช้มอเตอร์), การตรวจจับเซนเซอร์ (เมื่อมีการวัดสัญญาณทางไฟฟ้า เช่น ความร้อน, เสียง, พิกัด และสถานะพลังงาน) และการควบคุม (หุ่นยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อทำให้มอเตอร์และเซนเซอร์มีการทำงาน)
3. ด้านโปรแกรม: หุ่นยนต์ต้องมีการใช้ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทำงาน โปรแกรมคือวิธีการที่หุ่นยนต์ตัดสินใจว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ ยกตัวอย่างเช่น ในหุ่นยนต์ตีนตะขาบ การที่หุ่นยนต์จะเคลื่อนที่ผ่านถนนลูกรังอาจต้องมีการปรับโครงสร้างเครื่องกลและรับพลังงานในปริมาณที่เหมาะสมจากแบตเตอรี่ แต่หุ่นยนต์จะไม่มีการขยับเขยื้อนเลยหากไม่มีการโปรแกรมมันให้เคลื่อนไหว โปรแกรมคือหัวใจสำคัญของหุ่นยนต์ หุ่นยนต์อาจมีโครงสร้างและวงจรไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม แต่หากโปรแกรมของหุ่นยนต์มีการออกแบบสั่งการที่ไม่มีประสิทธิภาพ งานที่หุ่นยนต์ทำได้จะไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่คาดหมาย หรือไม่มีการทำงานเลยแม้แต่น้อย
โปรแกรมหุ่นยนต์มีอยู่ 3 แบบ: ควบคุมระยะไกล (Remote Control), ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และแบบลูกผสม (Hybrid) โปรแกรมควบคุมระยะไกลมีคำสั่งที่ติดตั้งไว้และจะทำงานเมื่อได้รับสัญญาณจากแหล่งควบคุม อาทิ มนุษย์ที่ควบคุมอุปกรณ์รีโมทคอนโทรล เครื่องมือที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของระบบอัตโนมัติ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องวิทยาการหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์จะมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีแหล่งควบคุม และสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาที่พบด้วยโปรแกรมที่ติดตั้งไว้ ส่วนหุ่นยนต์ลูกผสมสามารถตัดสินใจได้เองจากโปรแกรมที่ตั้งไว้ เป็นการผสานกันระหว่างโปรแกรมสองแบบ AI และ RC
ส่วนประกอบ
แหล่งพลังงาน
ในปัจจุบัน แบตเตอร์รี่คือแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของหุ่นยนต์ มีตั้งแต่แบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดที่มีความปลอดภัยสูงและมีอายุในการใช้งานที่ยาวนาน แต่มีน้ำหนักมาก ไปจนถึงแบตเตอร์รี่แบบเงิน-แคดเมียมที่มีขนาดเล็กกว่าแต่มีราคาแพง การออกแบบหุ่นยนต์ที่ใช้แบตเตอร์รี่ต้องมีการคำนึงถึงปัจจัยด้านความปลอดภัย, อายุการใช้งาน และน้ำหนัก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็สามารถนำมาใช้ในหุ่นยนต์ได้เช่นกัน แต่การออกแบบกลไกการทำงานจะมีความซับซ้อนและต้องใช้เชื้อเพลิงขับเคลื่อน ต้องมีการระบายความร้อน และจะมีน้ำหนักมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหุ่นยนต์ที่ใช้แบตเตอร์รี่ การโยงสายไฟเข้ากับหุ่นยนต์จะช่วยให้หุ่นยนต์ไม่ต้องมีเซลล์ไฟฟ้าหรือเครื่องสันดาบในตัวเครื่อง ทำให้มีข้อได้เปรียบในเรื่องน้ำหนักที่เบาและลดขนาดหุ่นยนต์ อย่างไรก็ตามการออกแบบนี้จะทำให้หุ่นยนต์ต้องมีสายเคเบิลโยงกับตัวเครื่องอยู่ตลอดเวลา

แหล่งพลังงานอื่น ๆ ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต:
- แก๊สอัดแน่น
- เซลล์สุริยะ
- ไฮโดรลิกส์ (ของเหลว)
- ขยะชีวภาพ โดยการย่อยสลายอาหารของแบคทีเรีย
- นิวเคลียร์
ตัวกระตุ้น
ตัวกระตุ้น (Actuator) คือมอเตอร์ที่รับผิดชอบสำหรับการเคลื่อนไหวหรือการควบคุมกลไกหรือระบบ ทำงานเสมือนกล้ามเนื้อของหุ่นยนต์ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงาน จากนั้นก็แปลงพลังงานนั้นให้เป็นการเคลื่อนไหว เช่น กระตุ้นให้หัวพิมพ์ฉีดสีออกมา หรือกระตุ้นให้ก้ามปูเบรกจับเข้ากับล้อ เป็นต้น ปัจจุบัน ตัวกระตุ้นไฟฟ้าแบบวงล้อ, แบบเกียร์ และแบบเส้นตรง (Linear actuator) นิยมใช้กันในหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ปัจจุบันนี้เริ่มมีการนำตัวกระตุ้นแบบใหม่เข้ามาใช้งาน เช่น แรงดันอากาศ, สารเคมี, แรงดันไฮโดรลิกส์ เป็นต้น
เซนเซอร์
เซนเซอร์ (Sensor) ทำให้หุ่นยนต์สามารถรับข้อมูลการวัดค่าจากสิ่งแวดล้อม หรือ ส่วนประกอบที่อยู่ภายในหุ่นยนต์ ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการทำงานของหุ่นยนต์ และ ตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปด้วยการคำนวณที่เหมาะสม การวัดค่าจากเซนเซอร์ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น การเตือนภัยด้านควมปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและความผิดพลาดของระบบภายใน และ เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับงานที่หุ่นยนต์ทำแบบเรียลไทม์
แขนกล
ในสาขาวิทยาการหุ่นยนต์ แขนกล (Manipulator) คือเครื่องมือในการเคลื่อนสิ่งของโดยที่ผู้ควบคุมไม่ต้องสัมผัสโดยตรง แขนกลหุ่นยนต์มีการใช้งานที่หลากหลายในปัจจุบัน เช่น การเชื่อมโลหะ, การผ่าตัด และ การประกอบชิ้นส่วนยานยนต์[19]
การตอบสนองกับสภาพแวดล้อมและการนำทาง

หุ่นยนต์ส่วนมากในปัจจุบันใช้มนุษย์ควบคุมและทำงานในพื้นที่สภาวะแวดล้อมที่จำกัด อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานและเคลื่อนที่ในพื้นที่ที่กว้างขวางและหลากหลายแบบ หุ่นยนต์ประเภทนี้จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับการนำทาง สำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเหล่านั้น การทำงานของหุ่นยนต์เหล่านี้อาจถูกขัดขวางได้เมื่อมีสิ่งกีดขวางที่ไม่ได้โปรแกรมไว้ หุ่นยนต์ที่มีความซับซ้อน เช่น ASIMO และ Meinü robot มีความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับการนำทาง มากกว่าหุ่นยนต์ทั่วไป รวมไปถึงรถยนต์ไร้คนขับ, หุ่นยนต์รถอัตโนมัติ และ DARPA Grand Challenge มีเซนเซอร์ตรวจจับสภาวะแวดล้อมที่ดี สามารถนำทางได้โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับ หุ่นยนต์ประเภทนี้มีระบบ GPS หรือ เรดาร์ระบุตำแหน่ง พร้อมกับอุปกรณ์เซนเซอร์เก็บข้อมูลอื่น เช่น กล้องวิดีโอ ไลดาร์ และ ระบบนำทางเฉื่อย (inertial navigation system) สำหรับการนำทางที่ดีขึ้นระหว่างพิกัดสองจุด
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์

ในการรับคำสั่งที่ซับซ้อนจากมนุษย์ หุ่นยนต์จำเป็นที่จะต้องมีระบบประสาทสัมผัสที่ชาญฉลาดและทำงานสอดประสานกัน (multimodal perception) เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ภายในโรงงานอุตสาหกรรม การมีหุ่นยนต์ที่มนุษย์สามารถออกคำสั่งได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง การมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์[20] ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนผ่านจากการเขียนโปรแกรมด้วยโค้ดคำสั่งที่ซับซ้อน ไปสู่การสั่งงานที่ง่ายดายด้วยภาษาธรรมชาติ โดยผู้ใช้งานทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงเทคนิ8หรือวิศวกรรมหุ่นยนต์เชิงลึก[21][22]
ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ นักเขียนนิยายมักจะจินตนาการให้หุ่นยนต์สามารถสื่อสารกับมนุษย์ด้วยท่าทาง คำพูด และ การแสดงออกทางสีหน้า โดยใช้ภาาาธรรมชาติแบบที่มนุษย์ทั่วไปใช้ แทนการเขียนโปรแกรมด้วยโค้ด ใช้การพูดโดยใช้ภาษาธรรมชาติแบบมนุษย์ ไม่ใช่ธรรมชาติโดยพื้นฐานของหุ่นยนต์ การที่หุ่นยนต์จะตอบโต้ได้แบบมนุษย์จริง ๆ แบบในภาพยนตร์ไซไฟ เช่น หุ่นยนต์ C-3PO ในภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส หรือ ผู้การเดต้าในซีรีย์สตาร์ เทรค ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องในอนาคตอันไกลโพ้น ทว่าด้วยความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ร่วมกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ทำให้เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จินตนาการในภาพยนตร์ไซไฟอีกต่อไป แต่พัฒนาไปสู่ระบบที่สามารถใช้งานได้จริงและมีแนวโน้มที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันทั่วไปในอนาคตอันใกล้[23]
หน่วยงานและชมรมทางด้านหุ่นยนต์ในไทย
- สมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย เก็บถาวร 2020-01-21 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- สำนักงานเครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (Bart lab) มหาวิทยาลัยมหิดล
- สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
- ชุมนุมหุ่นยนต์ irap robot มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เก็บถาวร 2014-07-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- Engineer Robot Club-KMITL เก็บถาวร 2009-02-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ชมรมนักประดิษฐ์วิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- เว็บไซต์ ของผู้เริ่มต้นเรียนรู้หุ่นยนต์เพื่อการศึกษา
ดูเพิ่ม
อ้างอิง
- ↑ "Definition of robotics". Merriam-Webster Online Dictionary. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Spong, Mark W.; Hutchinson, Seth; Vidyasagar, M. (2005). Robot Modeling and Control. John Wiley & Sons. ISBN 978-0471151234.
- ↑ Craig, John J. (2005). Introduction to Robotics: Mechanics and Control (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Pearson Prentice Hall. ISBN 978-0201543612.
- ↑ Kim, Sangbae; Laschi, Cecilia; Trimmer, Barry (2013). "Soft robotics: a bioinspired evolution in robotics". Trends in Biotechnology. 31 (5): 287–294. doi:10.1016/j.tibtech.2013.03.002.
- ↑ Brohan, Anthony; Brown, Noah (2023). "Robotic Transformer 2 (RT-2): Vision-Language-Action Models Transfer Web Knowledge to Robotic Control". The International Journal of Robotics Research. doi:10.1177/02783649231211520.
- ↑ Soto, Fernando; Chrostowski, Ryan (2020). "Medical Microbots and Nanobots: Future Prospects in Deep Tissue Navigation". Frontiers in Bioengineering and Biotechnology. 8. doi:10.3389/fbioe.2020.605663.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ "1 ศตวรรษ หุ่นยนต์สากลราวี หนึ่งร้อยปีโรคระบาด และความสำนึกพลาดในสังคม (ไม่) สมบูรณ์แบบ". มติชนสุดสัปดาห์. 5 มกราคม 2024. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Robot - Etymology, Origin & Meaning". etymonline (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-15.
- ↑ "robot, n.2". Oxford English Dictionary. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "Robotics: A Brief History". cs.stanford.edu. สืบค้นเมื่อ 2026-07-15.
- ↑ "Runaround | short story by Asimov | Britannica". www.britannica.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-15.
- ↑ Gu, Jason (2024). "The Rise of Commercial Humanoid Robots in Manufacturing". IEEE Robotics & Automation Magazine. 31 (2): 12–18. doi:10.1109/MRA.2024.3370512.
- ↑ Werness, Hope B. (2004). The Continuum Encyclopedia of Animal Symbolism in Art. Continuum. ISBN 978-0826415257.
- ↑ Wiener, Norbert (1948). Cybernetics: Or Control and Communication in the Animal and the Machine. MIT Press.
- ↑ "Unimate - The First Industrial Robot". Robotic Industries Association. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Mars 3 Lander". NASA Space Science Data Coordinated Archive. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Viking 1 Mission Overview". NASA. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Brohan, Anthony; Brown, Noah (2023). "Robotic Transformer 2 (RT-2): Vision-Language-Action Models Transfer Web Knowledge to Robotic Control". The International Journal of Robotics Research. doi:10.1177/02783649231211520.
- ↑ Mason, Matthew T. (2001). "Mechanics of Robotic Manipulation". doi:10.7551/mitpress/4527.001.0001.
- ↑ Craig, John J. (2005). "13". Introduction to Robotics: Mechanics and Control (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Pearson Prentice Hall. น. 353–355. ISBN 978-0201543612.
- ↑ Craig, John J. (2005). "12". Introduction to Robotics: Mechanics and Control (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Pearson Prentice Hall. ISBN 978-0201543612.
- ↑ Sarowar, M. S. (2026). "Vision-Language-Action and Vision Language Models for Robot Manipulation: A Comprehensive Review Towards Real-World Applications". Preprints. doi:10.20944/preprints202606.0400.v1.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Goodrich, M. A.; Schultz, A. C. (2007). "Human–Robot Interaction: A Survey". Foundations and Trends in Human-Computer Interaction. 1 (3): 203–275. doi:10.1561/1100000005.

