การสำรวจดิน

Overview

การสำรวจดิน หรือ การทำแผนที่ดิน เป็นกระบวนการจำแนกประเภทดิน และคุณสมบัติอื่น ๆ ของดินในพื้นที่ที่กำหนดและการแปลงให้เป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์

การสำรวจดิน หรือ การทำแผนที่ดิน เป็นกระบวนการจำแนกประเภทดิน และคุณสมบัติอื่น ๆ ของดินในพื้นที่ที่กำหนดและการแปลงให้เป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์

ภูมิหลัง

การสำรวจดินใช้หลักการทางปฐพีศาสตร์และนำมาจากธรณีสัณฐานวิทยา ทฤษฎีการก่อตัวของดิน ภูมิศาสตร์กายภาพ ภูมิอากาศวิทยา และการวิเคราะห์พืชพันธุ์ ตลอดจนวิชาที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ เกษตรศาสตร์ และการใช้ประโยชน์ที่ดินต่าง ๆ[1] โดยแหล่งข้อมูลหลักสำหรับการสำรวจดินได้มาจากการเก็บตัวอย่างภาคสนามและการสำรวจจากระยะไกล ซึ่งการสำรวจระยะไกลจะใช้รูปถ่ายทางอากาศเป็นหลัก แต่ LiDAR และเทคนิคทางดิจิทัลอื่น ๆ ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยในอดีต นักปฐพีศาสตร์จะนำรูปถ่ายทางอากาศ แผนที่ภูมิลักษณ์หรือแผนที่ลักษณะทางภูมิศาสตร์ และเอกสารการทำแผนที่นำติดไปด้วยในการลงภาคสนาม ซึ่งในปัจจุบัน มีนักปฐพีศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่นำแท็บเล็ตที่มีความทนทานสูง (Rugged computer) และระบบ GPS ไปใช้ในภาคสนามด้วย โดยแท็บเล็ตสามารถโหลดข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศแบบดิจิทัล LiDAR ลักษณะภูมิประเทศ ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศของดิน คีย์การทำแผนที่ ฯลฯ

หลักการ

หลักในการสำรวจดินประกอบด้วย 4 ประการดังต่อไปนี้[1][2]

  • การตรวจสอบดินในสนาม คือการที่นักสำรวจดินออกสำรวจตรวจลักษณะสำคัญของดินในสนาม เพื่อหาขอบเขตของดินชนิดต่าง ๆ และเก็บข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ รวมถึงการทำแผนที่ดินจากแผนที่พื้นฐานที่ใช้ในการสำรวจ การทำคำอธิบายหน้าตัดดิน และการเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
  • การวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ คือการวิเคราะห์ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี และการวิเคราะห์ทางจุลสัณฐานของดิน โดยยึดถือตามวิธีการที่เป็นมาตรฐาน
  • การทำแผนที่ดิน คือกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งข้อมูลจากภาคสนาม ขอบเขตของชนิดดิน และผลการวิเคราะห์ดิน
  • การทำรายงานการสำรวจดิน คือการประมวลข้อมูลและข้อสนเทศต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจดินในท้องที่หนึ่ง ๆ ออกมาเป็นรูปเล่ม ตามหัวข้อที่กำหนดไว้ ซึ่งประกอบด้วย
    • ความเป็นมาและวัตถุประสงค์
    • ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับที่ตั้ง อาณาเขต ลักษณะภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศและธรณีวิทยา พืชพันธุ์ เป็นต้น
    • ลักษณะและชนิดของดินทั้งหมดที่พบ
    • รายงานการวินิจฉัยคุณภาพของดิน
    • สรุปผลและวิจารณ์พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
    • ภาคผนวกแสดงรายละเอียดของคำบรรยายลักษณะดินซึ่งเป็นตัวแทนของดินชนิดต่าง ๆ ที่พบ ตารางแสดงคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี
    • แผนที่ดินพร้อมทั้งรายละเอียดและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในแผนที่ เนื้อที่ และคำอธิบายสัญลักษณ์

ระดับการสำรวจและจำแนกดิน

วัตถุประสงค์ของการนำข้อมูลดินไปใช้มีความแตกต่างกัน ทำให้การสำรวจ การจำแนก และหรือการทำแผนที่ดิน มีระดับความหยาบหรือละเอียดแตกต่างกันออกไปหลายระดับ ตั้งแต่หยาบมากจนถึงละเอียดมาก ดังต่อไปนี้[1][2]

ระดับการสำรวจ มาตราส่วน คำอธิบาย การใช้ประโยชน์
การสำรวจดินแบบหยาบมากหรือแบบกว้าง

(Exploratory survey)

  • แผนที่ที่ใช้ในการสำรวจในสนามมีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:100,000 ถึง 1:250,000
  • แผนที่ที่พิมพ์เผยแพร่มีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:1,000,000 หรือเล็กกว่า ขอบเขตของดินแต่ละหน่วยที่แสดงไว้ในแผนที่ดิน
อาศัยการแปลจากรูปถ่ายทางอากาศหรือภาพจากดาวเทียม โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดินเป็นแนวทาง ประกอบกับการตรวจสอบดินในสนามเป็นบางจุด เป็นการสำรวจเพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศ และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนศึกษาขั้นละเอียดต่อไป
การสำรวจดินแบบหยาบ

(Reconnaissance survey)

  • แผนที่ที่ใช้ในการสำรวจในสนามมีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:100,000 ถึง 1:250,000
  • แผนที่ที่พิมพ์เผยแพร่มีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:100,000 ถึง 1:1,000,000
อาศัยการแปลจากรูปถ่ายทางอากาศ หรือภาพจากดาวเทียม ประกอบกับการตรวจสอบดินในสนามในแนวตัดขวางกับสภาพพื้นที่และธรณีวิทยา โดยปริมาณจุดที่ตรวจสอบดินจะมากกว่าการสำรวจดินแบบหยาบมาก โดยกำหนดไว้ประมาณ 12.5 ตารางกิโลเมตรต่อ 1 จุดตรวจสอบดิน (7812 ไร่ต่อ 1 จุด หรือประมาณ 8000 ไร่ต่อ 1 จุด) เป็นการสำรวจเพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนระดับภาคหรือระดับประเทศ เพื่อให้ทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ในการพัฒนา และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนศึกษาขั้นละเอียดต่อไป
การสำรวจแบบค่อนข้างหยาบ
(Detailed reconnassiance survey)
  • แผนที่ที่ใช้ในการสำรวจดินในสนามมีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:40,000 ถึง 1:100,000
  • แผนที่ที่พิมพ์เผยแพร่มีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:50,000 ถึง 1:100,000
อาศัยการแปลจากรูปถ่ายทางอากาศหรือภาพจากดาวเทียม ประกอบกับการตรวจสอบดินในสนาม โดยกำหนดปริมาณจุดเก็บตัวอย่างไว้ประมาณ 1-2 ตารางกิโลเมตรต่อ 1 จุดตรวจสอบดิน (625-1250 ไร่ต่อ 1 จุด) เป็นการสำรวจเพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนระดับจังหวัดหรือโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้ทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ในการพัฒนาเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดพื้นที่ที่จะใช้พัฒนา หรือเพื่อศึกษาในรายละเอียดต่อไป
การสำรวจแบบค่อนข้างละเอียด
(Semi-Detailed survey)
  • แผนที่ที่ใช้ในการสำรวจดินในสนามมีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:15,000 ถึง 1:50,000
  • แผนที่ที่พิมพ์เผยแพร่มีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:25,000 ถึง 1:60,000
อาศัยการแปลจากรูปถ่ายทางอากาศหรือภาพจากดาวเทียม ประกอบกับการตรวจสอบดินในสนาม โดยกำหนดปริมาณจุดเก็บตัวอย่างไว้ประมาณหนึ่งตารางกิโลเมตรต่อ 4-6 จุดตรวจสอบดิน (100-500 ไร่ต่อ 1 จุด) เป็นการสำรวจเพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนระดับอำเภอหรือโครงการขนาดกลาง เพื่อให้ทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ในการพัฒนาและวางแนวทางการปฏิบัติงาน
การสำรวจแบบละเอียด
(Detailed survey)
  • แผนที่ที่ใช้ในการสำรวจดินในสนามมีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:10,000 ถึง 1:30,000
  • แผนที่ที่พิมพ์เผยแพร่มีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:10,000 ถึง 1:30,000 หรือมาตราส่วนใหญ่กว่า
เน้นการตรวจสอบดินในสนามให้มากขึ้น แต่จะอาศัยรูปถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียมในการเขียนขอบเขตดิน ระยะในการตรวจสอบดินไม่ควรห่างกันเกิน 250 เมตรต่อ 1 จุดตรวจสอบดิน (50-80 ไร่ต่อ 1 จุด) เป็นการสำรวจดินในระดับการวิจัย ไร่นา หรือในพื้นที่โครงการขนาดเล็กที่ต้องการการพัฒนาอย่างปราณีต สามารถจัดทำแผนการจัดการที่ดิน ที่สามารถนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้
การสำรวจแบบละเอียดมาก
(Very detailed survey)
  • แผนที่ที่ใช้ในการสำรวจดินในสนามมีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:2,000 ถึง 1:10,000
  • แผนที่ที่พิมพ์เผยแพร่มีมาตราส่วนอยู่ระหว่าง 1:5,000 ถึง 1:10,000 หรือมาตราส่วนใหญ่กว่า
เน้นการตรวจสอบดินในสนามให้มากขึ้น แต่จะอาศัยรูปถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียมในการเขียนขอบเขตดิน ระยะในการตรวจสอบดินไม่ควรห่างกันเกิน 100 เมตรต่อ 1 จุดตรวจสอบดิน (3-10 ไร่ต่อ 1 จุด) เป็นการสำรวจดินในพื้นที่ที่ใช้ทำการศึกษาวิจัย การทำแปลงทดลองที่ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และมีความละเอียดเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์ด้วย

สิ่งพิมพ์

คำว่า soil survey อาจใช้เป็นคำนามเพื่ออธิบายผลที่เผยแพร่ได้ และในสหรัฐ การสำรวจเหล่านี้เคยได้รับการตีพิมพ์ในรูปแบบหนังสือสำหรับแต่ละรัฐโดยโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐในการสำรวจดิน (National Cooperative Soil Survey) ซึ่งปัจจุบันการสำรวจดินไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในรูปแบบหนังสืออีกต่อไปแต่จะมีการเผยแพร่ทางเว็บ และสามารถเข้าถึงได้จาก NRCS Web Soil Survey ซึ่งทุกคนสามารถสร้างการสำรวจดินแบบกำหนดเองได้ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับดินล่าสุดไหลไปสู่ผู้ใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในอดีตอาจต้องใช้เวลานานหลายปีในการตีพิมพ์ผลการสำรวจดินเป็นกระดาษ ซึ่งในปัจจุบันใช้เวลาไม่นานมากที่การเปลี่ยนแปลงจะปรากฏสู่สาธารณะ ข้อมูลการสำรวจดินล่าสุดที่ดีและพร้อมให้บริการแก่ผู้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เช่น บริษัทที่ปรึกษามืออาชีพและมหาวิทยาลัย

ข้อมูลทั่วไปในการสำรวจดินของรัฐที่เผยแพร่ มีดังต่อไปนี้[3]

  • ภาพรวมสั้น ๆ เกี่ยวกับวิธีใช้แบบสำรวจ
  • แผนที่ดินทั่วไปเพื่อเปรียบเทียบความยั่งยืนของพื้นที่ขนาดใหญ่ของรัฐ
  • แผนที่โดยละเอียดพร้อมโครงร่างและดัชนีชุดดินเฉพาะ
  • หัวข้อเกี่ยวกับการใช้และการจัดการดิน
  • ตารางแสดงลักษณะทางกายภาพและสภาพแวดล้อมของรัฐ
  • ตารางแสดงคุณสมบัติความเหมาะสมในการใช้ที่ดินตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของกระทรวงเกษตรสหรัฐ

การใช้งาน

เกษตรกรและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์สามารถใช้ข้อมูลของการสำรวจดินเพื่อช่วยพิจารณาว่าประเภทดินชนิดใดเหมาะสำหรับพืชผลหรือปศุสัตว์หรือไม่ และจำเป็นต้องมีการจัดการดินแบบใด สถาปนิกหรือวิศวกรอาจใช้คุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินเพื่อพิจารณาว่าเหมาะสำหรับการก่อสร้างประเภทใดประเภทหนึ่งหรือไม่ และเจ้าของบ้านอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อการบำรุงรักษาหรือสร้างสวน สนามหญ้า หรือบ้านของตนได้

ข้อมูลการสำรวจดินสามารถใช้ในการคาดการณ์หรือประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของดินสำหรับการใช้งานเฉพาะต่าง ๆ และการสำรวจดินรวมถึงข้อมูลที่สำคัญซึ่งใช้ในการวางแผนการจัดการที่ดิน ข้อมูลจะต้องได้รับการตีความเพื่อให้ผู้วางแผนมืออาชีพและคนอื่น ๆ สามารถใช้งานได้ การคาดการณ์ที่อิงจากการสำรวจดินเป็นพื้นฐานในการตัดสินเกี่ยวกับการใช้ที่ดินและการจัดการในพื้นที่ตั้งแต่พื้นที่เล็ก ๆ ไปจนถึงพื้นที่หลายล้านเอเคอร์ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการประเมินคำคาดการณ์เหล่านี้ควบคู่ไปกับการพิจารณาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเสนอคำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับการใช้และการจัดการที่ดิน[4]

ดูเพิ่มเติม

เชิงอรรถและอ้างอิง

  1. 1 2 3 "การสำรวจดิน". oss101.ldd.go.th. สำนักสำรวจและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-06-21. สืบค้นเมื่อ 2025-03-01.
  2. 1 2 วัฒนา สาริศรี (2013-01-18). "การสำรวจดิน". soilformation. สืบค้นเมื่อ 2025-03-01.
  3. Lindbo, David L.; Kozlowski, Deb A.; Robinson, Clay, บ.ก. (2012). Know Soil, Know Life. Madison, Wis.: Soil Science Society of America. น. 94–5. ISBN 9780891189541.
  4. "Soil Survey". NRCS Nebraska. US Department of Agriculture. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 31 ตุลาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) Public Domain บทความนี้ประกอบด้วยข้อความจากแหล่งข้อมูลนี้ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ.

แหล่งข้อมูลอื่น