Overview
สโมสรฟุตบอลสวอนซีซิตี เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพเวลส์ที่ตั้งอยู่ที่สวอนซี ประเทศเวลส์ พวกเขาแข่งขันในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลระดับที่สองของอังกฤษ สโมสรก่อตั้งใน ค.ศ. 1912 ในชื่อ สวอนซีทาวน์ แต่ได้เปลี่ยนชื่อใน ค.ศ. 1970 เพื่อสื่อถึงการเลื่อนสถานะเป็นนครของสวอนซี สโมสรลงเล่นเกมนัดเหย้าที่สวอนซี.คอมสเตเดียม มาตั้งแต่ ค.ศ. 2005 โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลงเล่นที่เว็ตช์ฟีลด์ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสโมสร
| ชื่อเต็ม | สโมสรฟุตบอลสวอนซีซิตี | |
|---|---|---|
| ฉายา | The Swans Yr Elyrch (เวลส์)[1] The Jacks หงส์ขาว (ฉายาในไทย) | |
| ก่อตั้ง | 1912 (ในชื่อ สวอนซีทาวน์) | |
| สนาม | สวอนซี.คอมสเตเดียม | |
| ความจุ | 21,000 ที่นั่ง[2] | |
| เจ้าของ | Swansea Football LLC (71.18%)Nigel Morris (12.9%)Swansea City Supporters Society Ltd (6.98%)[3] | |
| ผู้บริหารหลัก | Tom Gorringe | |
| หัวหน้าผู้ฝึกสอน | วิตูร์ มาตุส | |
| ลีก | อีเอฟแอลแชมเปียนชิป | |
| 2025–26 | อันดับที่ 11 จาก 24 ในแชมเปียนชิป | |
| เว็บไซต์ | swanseacity | |
|
| ||
สโมสรฟุตบอลสวอนซีซิตี (อังกฤษ: Swansea City Association Football Club; เวลส์: Clwb Pêl-droed Dinas Abertawe[4]) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพเวลส์ที่ตั้งอยู่ที่สวอนซี ประเทศเวลส์ พวกเขาแข่งขันในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลระดับที่สองของอังกฤษ สโมสรก่อตั้งใน ค.ศ. 1912 ในชื่อ สวอนซีทาวน์ แต่ได้เปลี่ยนชื่อใน ค.ศ. 1970 เพื่อสื่อถึงการเลื่อนสถานะเป็นนครของสวอนซี[5] สโมสรลงเล่นเกมนัดเหย้าที่สวอนซี.คอมสเตเดียม (หรือรู้จักในชื่อเดิมว่า ลิเบอร์ตีสเตเดียม) มาตั้งแต่ ค.ศ. 2005 โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลงเล่นที่เว็ตช์ฟีลด์ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสโมสร
สวอนซีเข้าร่วมเซาเทิร์นลีกใน ค.ศ. 1912 ก่อนที่จะเข้าร่วมฟุตบอลลีกใน ค.ศ. 1920 พวกเขาชนะเลิศลีกดิวิชัน 3 โซนตอนล่างได้ใน ค.ศ. 1925 และ 1949 แต่ก็ร่วงหล่นสู่ดิวิชัน 4 หลังจากที่ตกชั้นใน ค.ศ. 1965 และ 1967 สวอนซีเลื่อนชั้นได้ถึง 3 ครั้งจาก 4 ฤดูกาล จนได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชัน 1 ใน ค.ศ. 1981 พวกเขาจบอันดับที่ 6 บนลีกสูงสุด ซึ่งถือเป็นอันดับในลีกที่ดีสุดในประวัติศาสตร์สโมสร อย่างไรก็ตาม พวกเขาตกชั้นกลับสู่ดิวิชัน 4 อีกครั้งใน ค.ศ. 1986 ก่อนที่จะชนะเลิศดิวิชัน 3 ใน ค.ศ. 2000 แต่ก็เกือบจะตกชั้นไปยังคอนเฟอเรนซ์ (นอกลีก) ใน ค.ศ. 2003 พวกเขาชนะเลิศลีกเป็นสมัยที่สี่หลังจากที่ชนะเลิศลีกวันใน ค.ศ. 2008
ค.ศ. 2011 สวอนซีเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกและชนะเลิศลีกคัพในอีกสองปีถัดมา ทำให้ได้สิทธิ์เข้าร่วมยูฟ่ายูโรปาลีก ลีกคัพใน ค.ศ. 2013 นับเป็นถ้วยรางวัลรายการหลักถ้วยแรกของสโมสร ถ้วยรางวัลอื่น ๆ อาทิ เวลช์คัพสิบสมัย, ฟุตบอลลีกโทรฟีสองสมัย และเอฟเอดับเบิลยูคัพสองสมัย สโมสรผ่านเข้ารอบยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพได้ถึงเจ็ดครั้งในช่วง ค.ศ. 1961 ถึง 1991 พวกเขาตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกใน ค.ศ. 2018 และลงเล่นในแชมเปียนชิปนับตั้งแต่ปีนั้น
การไต่เต้าของสวอนซีจากลีกฟุตบอลอังกฤษระดับที่สี่สู่พรีเมียร์ลีก ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ออกฉายใน ค.ศ. 2014 เรื่อง แจ็กทูอะคิง – เดอะสวอนซีสตอรี มีผู้เล่นหลายคนที่ได้ลงเล่นให้แก่ทีมชาติของประเทศของพวกเขาในขณะที่เล่นให้แก่สโมสร ซึ่งรวมถึงฟุตบอลทีมชาติเวลส์[6] กลุ่มสวอนซีซิตีซัพพอร์ตเตอรส์ทรัสต์ถือหุ้นบางส่วนของสโมสร[3] ความเกี่ยวข้องนี้ได้รับการยกย่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนโดยตรงใน ค.ศ. 2012 ว่า "เป็นตัวอย่างของความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่ขับเคลื่อนสโมสรให้ได้ผลประโยชน์สูงที่สุด"[7]
ประวัติ
ยุคแรก (ค.ศ. 1912–1945)

สวอนซีทาวน์เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของเมือง เกิดขึ้นจากความสนใจในกีฬาฟุตบอลของประชาชนในเมืองสวอนซี โดยได้ก่อตั้งสโมสรใน ค.ศ. 1912[8][9] จอห์น วิลเลียม ทอร์ป ทนายความท้องถิ่น ได้รับเลือกให้เป็นประธานสโมสรคนแรก[9] ต่อมามีการรับสมัครและคัดเลือกผู้เล่นจากทั่วสหราชอาณาจักร ก่อนที่ทีมจะเข้าร่วมเซาเทิร์นลีก ดิวิชัน 2 ภายใต้การคุมทีมของวอลเตอร์ วิตเทกเกอร์ ผู้เล่น-ผู้จัดการคนแรกของสโมสร[8][9] สวอนซีเข้าร่วมแข่งขันพบกับสโมสรร่วมลีก ซึ่งรวมถึงคาร์ดิฟฟ์ซิตี คู่ปรับทีมแรกของพวกเขาในลีกอาชีพ[8] การแข่งขันนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1912 ที่สนามเว็ตช์ฟีลด์ของสวอนซี ผลจบลงด้วยการเสมอ 1–1 โดยบิลลี บอลล์ ทำประตูแรกของสวอนซี[8]
ในฤดูกาลแรกของพวกเขา สวอนซีชนะเลิศเวลช์คัพ ลีกเวลส์ และจบอันดับที่สามของเซาเทิร์นลีกดิวิชัน 2[5] ฤดูกาลถัดมา สโมสรเข้าถึงรอบแรกของเอฟเอคัพและจบอันดับที่สี่ในลีก[5] จอห์น วิลเลียม บาร์ตเลตต์ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการต่อจากวิตเทกเกอร์ใน ค.ศ. 1914[5] ภายใต้การนำทีมของเขา สโมสรโค่นล้มผู้ชนะเลิศจากอังกฤษ แบล็กเบิร์นโรเวอส์ ด้วยผล 1–0 ในรอบแรกของเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1914–15 โดยสวอนซีได้ประตูจากเบน เบย์นอน[10]
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุด ลีกฟุตบอลได้รับการบูรณะใหม่ สโมสรจึงเริ่มต้นแข่งขันในดิวิชัน 3 ของฟุตบอลลีกที่จัดตั้งใหม่ใน ค.ศ. 1920[8] สวอนซีชนะเลิศลีกเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1925 ภายใต้การคุมทีมของโจ แบรดชอว์ หลังจากที่ชนะเลิศดิวิชัน 3 โซนตอนล่าง[5] ฤดูกาลถัดมา พวกเขาเข้าถึงรอบรองชนะเลิศและจบอันดับที่ห้าในลีก[5][8] หลังแบรดชอว์อำลาสโมสร สวอนซีปราศจากผู้จัดการจนกระทั่ง ค.ศ. 1927 ที่เจมส์ ทอมป์สันเข้ามาคุมทีมต่อ[5] สโมสรประสบปัญหาทางการเงินในอีก 2-3 ปีถัดมา ทำให้ต้องมีการขายผู้เล่นเพื่อลดค่าใช้จ่าย และทอมป์สันลาออกใน ค.ศ. 1931[5] อย่างไรก็ดี สวอนซีชนะเลิศเวลช์คัพอีกครั้งในฤดูกาล 1931–32[8] ปัญหาทางการเงินของสโมสรเรื้อรังขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1930 แต่ผู้จัดการ นีล แฮร์ริส กู้วิกฤติพาทีมรอดตกชั้นได้สำเร็จก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะเริ่มต้นขึ้น[5]
หลังสงคราม (ค.ศ. 1945–1970)

เมื่อฟุตบอลกลับมาแข่งขันหลังสงครามยุติ สวอนซีตกชั้นสู่ดิวิชัน 3 ใน ค.ศ. 1947 แต่ก็สามารถเลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชัน 2 ในฐานะผู้ชนะเลิศได้ใน ค.ศ. 1949[8] ในฤดูกาลดังกล่าว สโมสรผลักดันผู้เล่นจากทีมเยาวชนหลายรายขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งรวมถึง อีวอร์ ออลเชิร์ช กัปตันของทีมในเวลาต่อมา[5][8] สโมสรสร้างฐานผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่ง โดยมีผู้ชมเกมเหย้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเกมเปิดบ้านพบกับลีดส์ยูไนเต็ดเมื่อ ค.ศ. 1955 ที่ทำสถิติผู้ชมเกมลีกในบ้านที่มากที่สุด[8] สโมสรยังคงประสบปัญหาการเงิน แต่ก็เอาตัวรอดจากการตกชั้นได้ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 1957–58[8]
ค.ศ. 1960 สวอนซีเข้าร่วมแข่งขันลีกคัพเป็นครั้งแรก และในปีถัดมา พวกเขาชนะเลิศเวลช์คัพและได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันคัพวินเนอร์สคัพ ทำให้สวอนซีเป็นสโมสรแรกจากเวลส์ที่ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการระดับทวีปยุโรป[8] ผู้จัดการทีม เทรเวอร์ มอร์ริช พาทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของเอฟเอคัพใน ค.ศ. 1964 โดยในเส้นทางรอบก่อนหน้านี้ มีเกมที่พวกเขาบุกชนะลิเวอร์พูล 2–1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ[8][5] สวอนซีตกชั้นสู่ดิวิชัน 3 ในฤดูกาลถัดมาและปัญหาทางการเงินเข้าขั้นวิกฤติ[5]
แม้จะจบอันดับที่ 17 ในลีกภายใต้การคุมทีมของกลีน เดวีส์ สโมสรชนะเลิศเวลช์คัพอีกครั้งและได้ผ่านเข้ารอบไปเล่นในรายการยุโรปเป็นครั้งที่สอง[5] อย่างไรก็ตาม สโมสรตกชั้นสู่ดิวิชัน 4 ใน ค.ศ. 1967 นับเป็นการตกชั้นสู่ลีกนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร[5] แต่ใน ค.ศ. 1968 สวอนซีทำสถิติผู้ชมที่เว็ตช์ฟีลด์มากที่สุด (32,796 คน) ในเกมเอฟเอคัพที่พบกับอาร์เซนอล ซึ่งสวอนซีแพ้[8][5] สโมสรประสบโศกนาฏกรรมในเดือนมกราคม ค.ศ. 1969 เมื่อผู้เล่นอย่างรอย อีแวนส์และไบรอัน เพอร์เซลล์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะที่กำลังเดินทางไปแข่งขัน[11]
ประสบความสำเร็จและตกต่ำ (ค.ศ. 1970–1986)

หลังจากที่สวอนซีได้รับการยกฐานะเป็นนครใน ค.ศ. 1969 พวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็นสวอนซีซิตีในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1970[5] สโมสรภายใต้การคุมทีมของรอย เบนต์ลีย์ ได้ฉลองการเลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชัน 3[5] สโมสรจบอันดับกลางตารางของลีกสองฤดูกาลติดต่อกัน ก่อนที่จะเริ่มต้นได้อย่างย่ำแย่ในฤดูกาล 1972–73 ทำให้เบนต์ลีย์ต้องแยกทางกับสโมสร และถูกแทนที่โดยแฮร์รี เกรก เกรกไม่สามารถกู้วิกฤติของทีมได้และสโมสรต้องตกชั้นกลับสู่ดิวิชัน 4 ฤดูกาล 1973–74[5] แฮร์รี กริฟฟิทส์ นักกายภาพบำบัดผู้เคยเล่นให้แก่สวอนซี เข้ามาคุมทีมต่อ[5] ปัญหาทางการเงินกัดกินสโมสรอย่างมาก จนสวอนซีต้องถูกบังคับให้ลงทะเบียนสมัครเข้าแข่งขันฟุตบอลลีกใหม่อีกครั้ง[5][8]
สวอนซีไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ใน ค.ศ. 1977 กริฟฟิทส์ลาออกจากสโมสรในปีถัดมาแม้ว่าจะเริ่มต้นฤดูกาลได้ดี[5] จอห์น ทอแช็กเข้ามาคุมทีมต่อ[5] และพาสวอนซีเลื่อนชั้นได้สำเร็จใน ค.ศ. 1978 และพาสโมสรเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 2 ได้ในฤดูกาลถัดมา และเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 1 ได้ใน ค.ศ. 1981[8] ซึ่งพวกเขาเอาชนะเพรสตันนอร์ทเอนด์ 3–1 จนสามารถการันตีขึ้นชั้นได้สำเร็จ โดยได้ประตูจากทอมมี เครก, เลตัน เจมส์ และเจเรมี ชาลส์[12][13] การไต่เต้าสู่ลีกสูงสุดในเวลาเพียงสี่ปี ถือเป็นสถิติการเลื่อนชั้นที่เร็วที่สุดเทียบเท่ากับที่วิมเบิลดันเคยทำได้[14] สวอนซียังชนะเลิศเวลช์คัพในฤดูกาลนั้น และได้สิทธิ์เข้าร่วมรายการระดับทวีปยุโรปครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1965–66[15]
นัดแรกของสโมสรบนลีกสูงสุดคือการเอาชนะลีดส์ยูไนเต็ด 5–1 พวกเขายังเอาชนะทีมใหญ่อย่างทอตนัมฮอตสเปอร์, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ในฤดูกาลนั้นด้วย[16][5] สวอนซีเคยอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของลีกในขณะที่ยังเหลือการแข่งขันอีก 12 นัด แต่สุดท้ายพวกเขาจบด้วยอันดับที่ 6[16] พวกเขาชนะเลิศเวลช์คัพอีกครั้งและได้ไปเล่นในรายการยุโรป[17] แม้จะตกขั้นสู่ดิวิชัน 2 ในฤดูกาลถัดมา แต่สวอนซีทำผลงานได้ดีในรายการยุโรปด้วยการเอาชนะบรากาและเอาชนะสลีมาวอนเดอเรอส์ด้วยผลประตูรวม 12–0 นับเป็นสถิติชนะด้วยผลประตูรวมที่มากที่สุดของสโมสร[8] ก่อนที่จะตกรอบจากการพ่ายแพ้ต่อปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง[8] ท่ามกลางความกดดันทางการเงิน ทอแช็กออกจากสโมสรในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1983 ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในแปดสัปดาห์ถัดมา แต่ก็ออกจากสวอนซีอีกครั้งใน ค.ศ. 1984 ซึ่งทีมตกชั้นสู่ดิวิชัน 3[5]
ใน ค.ศ. 1985 สโมสรต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างหนักและติดหนี้ชำระบัญชี[16] พลเมืองท้องถิ่นบริจาคเงินให้แก่สโมสร และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจัดการแข่งขันกระชับมิตรกับเพื่อหารายได้ ซึ่งการแข่งขันทำรายได้ให้แก่สวอนซี 45,000 ปอนด์[8] ปีเตอร์ โฮวาร์ด, แฮร์รี ไฮด์, บ็อบบี โจนส์, เมล เนิร์ส และเดฟ ซาเวจ (ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "คนดังทั้งห้า")[16] ร่วมกับ ดั๊ก ชาร์ป นักธุรกิจท้องถิ่น ได้เข้ามาเพื่อพยายามกอบกู้สโมสร แต่สุดท้ายแล้วสโมสรต้องตกชั้นสู่ดิวิชัน 4 ใน ค.ศ. 1986[18][16]
การเลื่อนชั้น ตกชั้น และช่วงปีสุดท้ายที่เว็ตช์ฟีลด์ (ค.ศ. 1986–2005)
สวอนซีเลื่อนชั้นมาจากดิวิชัน 4 ใน ค.ศ. 1988 หลังจากชนะเพลย์ออฟ[5] สโมสรชนะเลิศเวลช์คัพอีกครั้งใน ค.ศ. 1989 และ 1991 ทำให้ผ่านเข้ารอบไปเล่นในรายการยุโรป[8] หลังจากที่สโมสรมีช่วงเวลาที่มีเสถียรภาพ สวอนซีเข้ารอบรองชนะเลิศของการเพลย์ออฟดิวิชัน 2 ใน ค.ศ. 1993 ก่อนที่จะปรากฏตัวครั้งแรกที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในปีถัดมา ซึ่งพวกเขาเอาชนะฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์และคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกโทรฟีไปครอง[5][8]
หลังแยน เมิลบีเข้ามาเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการ สโมสรตกชั้นสู่ลีกอาชีพระดับที่ต่ำที่สุด แม้ว่าจะเข้าชิงชนะเลิศเพลย์ออฟที่เวมบลีย์อีกครั้งใน ค.ศ.1997 แต่พวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้[5] ประธานชาร์ปประกาศขายสโมสร และสวอนซีเลือกใช้ผู้จัดการอีกหลายคนนับจากนั้น หลังจากล้มเหลวในนัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟเมื่อ ค.ศ. 1999 สวอนซีกลับมาชนะเลิศดิวิชัน 3 ใน ค.ศ. 2000[8] อย่างไรก็ตาม ในนัดที่เสมอกับรอเทอรัมยูไนเต็ด 1–1 ซึ่งการันตีแชมป์ดิวิชัน 3 ของสวอนซี เกิดเหตุสลดเมื่อเทร์รี โคลส์ หนึ่งในผู้สนับสนุนสโมสร เสียชีวิตจากการถูกม้าตำรวจเหยียบก่อนการแข่งขัน[19]
เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2001 หลังตกชั้นสู่ดิวิชัน 3 สโมสรถูกขายให้แก่ไมค์ เลวิส ผู้อำนวยการด้านการบริหาร ด้วยราคาเพียง 1 ปอนด์[8] หนึ่งเดือนถัดมา มีการก่อตั้งกลุ่มสวอนซีซิตีซัพพอตเตอส์ทรัสต์ขึ้น[20] เลวิสขายสโมสรอีกครั้งในราคา 1 ปอนด์ให้แก่กลุ่มนักธุรกิจจากออสเตรเลีย กลุ่มซึ่งเป็นเจ้าของทีมบริสเบนไลออนส์ โดยมีโทนี เพ็ตตีเป็นผู้นำ[20] อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สนับสนุนของสโมสรประท้วงการบริหารจัดการของเพ็ตตี เนื่องจากเขายกเลิกสัญญาผู้เล่นถึงเจ็ดรายเพื่อลดค่าใช้จ่าย สุดท้ายแล้ว เขาต้องขายสโมสรให้แก่สมาคมท้องถิ่นที่นำโดยเมล เนิร์ส[21] ฮุว์ เจนกินส์ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสโมสรในเดือนมกราคม ค.ศ. 2002[22]
สวอนซียังคงต้องดิ้นรนกับผลงานในสนาม ในขณะที่เจ้าของใหม่พยายามประคับประคองให้อยู่รอดในฟุตบอลลีกให้ได้ ไบรอัน ฟลีนน์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการคนใหม่ในปลาย ค.ศ. 2002[21][5] พร้อมกับการเซ็นสัญญาผู้เล่นใหม่หลายราย อาทิ โรเบร์โต มาร์ติเนซและเลออน บริตตัน ฟลีนน์รักษาสวอนซีไว้ในฟุตบอลลีกได้สำเร็จหลังจากที่พวกเขาเอาชนะฮัลล์ซิตีในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2002–03[22][5] แม้ว่าจะเริ่มต้นฤดูกาลถัดมาได้ดี แต่ฟลีนน์ถูกแทนที่โดยเคนนี แจ็กเก็ตใน ค.ศ. 2004[5] แจ็กเก็ตพาสวอนซีเลื่อนชั้นสู่ลีกวันได้สำเร็จในฤดูกาลสุดท้ายที่เว็ตช์ฟีลด์[5] พวกเขายังชนะเลิศเอฟเอดับเบิลยูคัพในวันสุดท้ายที่สนามเว็ตช์[5]
ย้ายไปลิเบอร์ตีสเตเดียมและกลับคืนสู่ลีกสูงสุด (ค.ศ. 2005–2016)
สโมสรย้านไปลิเบอร์ตีสเตเดียมที่สร้างใหม่ใน ค.ศ. 2005[20] โดยลงเล่นเกมลีกนัดแรกที่เอาชนะแทรนเมียร์โรเวอส์ 1–0[8] ฤดูกาลแรกที่สนามแห่งนี้ สวอนซีชนะเลิศฟุตบอลลีกโทรฟีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 1994 และชนะเลิศเอฟเอดับเบิลยูพรีเมียร์คัพเป็นปีที่สองติดต่อกัน[8][5] สโมสรเข้าชิงชนะเลิศเพลย์ออฟลีกวัน แต่พ่ายแพ้ต่อบาร์นสลีย์[5]
โรเบร์โต มาร์ติเนซ อดีตกัปตันของสวอนซี เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการแทนแจ็กเก็ตต์ในกลางฤดูกาล 2007–08[5] เขาพาสวอนซีเลื่อนชั้นสู่แชมเปียนชิปในฐานะผู้ชนะเลิศลีกวันเมื่อ ค.ศ. 2008 พร้อมกับติดตั้งระบบการเล่นที่เน้นการครองบอล[5][23] เมื่อมาร์ติเนซออกจากสโมสรใน ค.ศ. 2009 เปาโล โซซา เข้ามารับตำแหน่งแต่ก็ออกจากทีมไปใน ค.ศ. 2010[5] ช่วงก่อนที่โซซาจะแยกทาง ผู้เล่นของสวอนซี เบเซียน อิดริซาจ เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายขณะที่กำลังทำหน้าที่ให้แก่ทีมชาติ สโมสรจึงยกเลิกเสื้อหมายเลข 40 เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา[24]

เบรนดัน ร็อดเจอส์เข้ามาแทนที่โซซา และพาสโมสรเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหลังเอาชนะเรดิง 4–2 ในนัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟ โดยสกอตต์ ซินแคลร์ทำแฮตทริกได้[25] สวอนซีกลายเป็นทีมแรกจากเวลส์ที่ได้แข่งขันในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ที่ลีกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1992[26] ในฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุด สโมสรเซ็นสัญญาแดนนี เกรอัมจากวอตฟอร์ดด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์[27] พวกเขาเปิดบ้านเอาชนะอาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ซิตี ผู้ชนะเลิศลีกในฤดูกาลนั้น[28] สวอนซีจบอันดับที่ 11 ในลีก แต่ร็อดเจอส์ออกจากสโมสรเพื่อไปคุมลิเวอร์พูลหลังจบฤดูกาล[29]

ร็อดเจอส์ถูกแทนที่โดยมีเคล เลาโตรปสำหรับฤดูกาล 2012–13 ซึ่งเป็นการครบรอบ 100 ปีของสโมสร[29] เกมลีกเกมแรกของเลาโตรปจบลงด้วยชัยชนะ 5–0 เหนือควีนส์พาร์กเรนเจอส์ที่ลอฟตัสโรด[30] หลังจากนั้นสวอนซีเอาชนะเวสต์แฮมยูไนเต็ด 3–0 ที่ลิเบอร์ตีสเตเดียม โดยมิชูทำประตูที่สามจากการลงเล่นเพียงสองนัด[31] ทำให้สวอนซีขึ้นอันดับบนสุดของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1982 ที่สโมสรขึ้นจ่าฝูงของลีกสูงสุด[31][13] หลังชัยชนะในฟุตบอลถ้วยเหนือลิเวอร์พูลและเชลซี[32] สวอนซีเอาชนะแบรดฟอร์ดซิตี 5–0 ในฟุตบอลลีกคัพ 2013 นัดชิงชนะเลิศ นับเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดในนัดชิงชนะเลิศรายการนี้[33][34] นี่เป็นผลงานชิ้นสำคัญของสวอนซีในการแข่งขันของอังกฤษ และทีมได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2013–14 สวอนซีจบอันดับที่ 9 ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น[35] และมิชูเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของสโมสรในฤดูกาลนั้นด้วยจำนวน 22 ประตูจากทุกรายการ[36] ฤดูร้อนปีนั้น สโมสรซื้อผู้เล่นกองหน้ารายใหม่อย่างวีลฟรีด บอนีจากฟีเตสเซอ ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 12 ล้านปอนด์[37]

สวอนซีประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับทวีปยุโรป พวกเขาเอาชนะบาเลนเซีย สโมสรจากสเปน ที่สนามกีฬาเม็สตัลยา 3–0 เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2013[38] สองเดือนถัดมา พวกเขาพ่ายแพ้เวลส์ดาร์บีครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกต่อคาร์ดิฟฟ์ซิตี 1–0[39] แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ค. 2014 เลาโตรปถูกไล่ออกเนื่องจากผลงานอันย่ำแย่และข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเบย์รัม ตูตูมลู เอเยนต์ของเขา[40] แกรี มังก์ ผู้เล่นสวอนซีในตำแหน่งกองหลังตั้งแต่ ค.ศ. 2004 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีม[41] มังก์คุมทีมเกมแรกด้วยการเปิดลิเบอร์ตีสเตเดียมเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ 3–0[42] แม้พวกเขาจะยันเสมอกับนาโปลีของราฟาเอล เบนิเตซ 0–0 ในเลกแรกของยูฟ่ายูโรปาลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย แต่ในเลกที่สอง พวกเขาออกไปแพ้ 3–1 ที่สนามกีฬาซันปาโอโลเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ทำให้ต้องสิ้นสุดเส้นทางในเวทียุโรปเพียงเท่านี้[43]
บอนีถูกขายให้แก่แมนเชสเตอร์ซิตีด้วยค่าตัวสถิติ 25 ล้านปอนด์เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 พร้อมส่วนเสริมที่อาจเพิ่มค่าตัวเป็น 28 ล้านปอนด์[44] ข้อตกลงนี้ทำลายสถิติค่าตัวที่สวอนซีขายโจ แอลเลนให้แก่ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์[44] ณ เวลาที่ขายนั้น บอนีเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของสโมสรในฤดูกาลนั้นด้วยจำนวน 34 ประตูทุกรายการ และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของลีกในปีปฏิทิน 2014 ด้วยจำนวน 20 ประตู[44][45] สวอนซีจบอันดับที่ 8 เมื่อจบฤดูกาล 2014–15 ด้วย 56 คะแนน นับเป็นอันดับที่สูงที่สุดและคะแนนที่มากที่สุดของพวกเขาในพรีเมียร์ลีก และเป็นอันดับที่ดีที่สุดอันดับสองบนลีกสูงสุดตลอดกาล[46] ฤดูกาลนั้น พวกเขายังเอาชนะอาร์เซนอลและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในลีกได้ทั้งไปและกลับ เป็นเพียงทีมที่สามในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ทำแบบนี้ได้[47] มังก์ถูกไล่ออกในฤดูกาลถัดมาจากผลงานอันย่ำแย่และตำแหน่งถูกแทนที่โดยฟรานเชสโก กีโดลิน[5][48]
เจ้าของอเมริกันและตกชั้นสู่แชมเปียนชิป (ค.ศ. 2016–ปัจจุบัน)

เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 กลุ่มทุนอเมริกันนำโดยเจสัน เลเวียนและสตีเวน แคปลัน ได้ซื้อกิจการสโมสร[49] แต่ ฮุว์ เจนกินส์ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอยู่[49] สามเดือนถัดมา กีโดลินถูกปลดและแทนที่โดยบ็อบ แบรดลีย์ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมชาวอเมริกันคนแรกที่ได้ทำหน้าที่ในพรีเมียร์ลีก[50] แบรดลีย์ถูกปลดหลังคุมทีมได้เพียง 85 วัน โดยชนะเพียง 2 จาก 11 เกม[51] พอล เคลเมนต์ เข้ามาคุมทีมต่อ[52] และพาสวอนซีอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2017[53] แต่ผลงานอันย่ำแย่ในครึ่งแรกของฤดูกาล 2017–18 ทำให้เคลเมนต์ถูกไล่ออกและแทนที่โดยการ์ลุส การ์วัลยัล[54][55][56] แม้ทีมจะชนะเกมลีกในบ้านติดต่อกันเหนือลิเวอร์พูล (1–0),[57] อาร์เซนอล (3–1),[58] เบิร์นลีย์ (1–0)[59] และเวสต์แฮม (4–1)[60] แต่สวอนซีไม่ชนะใครเลยใน 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล (แพ้ 5 นัด) ภายใต้การคุมทีมของการ์วัลยัล สวอนซีจบอันดับที่ 18 ของตารางในวันสุดท้ายของฤดูกาล[61] และตกชั้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 เมื่อพวกเขาเปิดบ้านแพ้สโตกซิตีที่ตกชั้นไปก่อนหน้านี้ 2–1[61]
ฤดูกาลแรกที่พวกเขากลับมาในแชมเปียนชิป สวอนซีภายใต้การคุมทีมของเกรอัม พอตเตอร์ จบอันดับที่ 10[62] และเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในเอฟเอคัพ[63] เจนกินส์ลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการขายสโมสรให้แก่กลุ่มทุนอเมริกันใน ค.ศ. 2016 จนทีมต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก[64] พอตเตอร์ออกจากสโมสรเพื่อไปคุมไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน[65] สตีฟ คูเปอร์ อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ อายุไม่เกิน 17 ปี เข้ามาคุมทีมต่อ[66] เดือนกันยายน ค.ศ. 2019 สวอนซีอยู่ในอันดับบนสุดของตารางหลังไม่แพ้ใครในเดือนแรก เป็นผลงานการเริ่มต้นฤดูกาลที่ดีที่สุดในรอบ 41 ปี[67] สวอนซีเอาชนะเรดิง 4–1 ในวันสุดท้ายของฤดูกาลและจบอันดับที่ 6 เหนือกว่านอตทิงแฮมฟอเรสต์ด้วยผลต่างประตูได้เสีย พวกเขาจึงได้เข้าสิทธิ์แข่งขันเพลย์ออฟ[68] แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ่ต่อเบรนต์ฟอร์ดในเลกที่สองของรอบรองชนะเลิศ[69]
เมื่อจบฤดูกาล 2020–21 สวอนซีจบอันดับที่ 4 ในลีก และได้เข้าร่วมเพลย์ออฟเป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน[70] พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศเพลย์ออฟหลังเอาชนะบาร์นสลีย์ด้วยผลประตูรวม 2–1 แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ่ต่อเบรนต์ฟอร์ดอีกครั้งที่สนามเวมบลีย์[71] หลังคูเปอร์ออกจากสโมสร รัสเซลล์ มาร์ตินเข้ามาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนใน ค.ศ. 2021 และพาทีมจบอันดับกลางตารางก่อนที่จะย้ายไปคุมเซาแทมป์ตันใน ค.ศ. 2023[72] ฤดูกาลถัดมา สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมหลายคน ในขณะที่ทีมยังคงต้องดิ้นรนในลีก[73][74][75] การเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเลเวียนและแคปลันขายหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสรในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2024[76] และในเดือนถัดมา ลูกา มอดริช อดีตนักฟุตบอลเรอัลมาดริด และสนูป ด็อกก์ แร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน เข้าร่วมกลุ่มเจ้าของใหม่ของสโมสร[77]
สนาม
เว็ตช์ฟีลด์เคยเป็นสนามเหย้าของสวอนซีซิตีตั้งแต่ ค.ศ. 1912 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งสโมสร จนถึง ค.ศ. 2005 สนามแห่งนี้มีสถิติผู้ชมสูงสุดที่ 32,796 คนในการแข่งขันเอฟเอคัพ ค.ศ. 1968 รอบที่สี่ที่พบกับอาร์เซนอล[8] เกมนัดสุดท้ายที่เว็ตช์เป็นชัยชนะของสวอนซีเหนือเรกซัมในเอฟเอดับเบิลยูพรีเมียร์คัพ ฤดูกาล 2004–05[5]
วันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ได้เปิดการเปิดใช้งานลิเบอร์ตีสเตเดียม สนามเหย้าแห่งใหม่ของสวอนซี[78] เกมนัดแรกที่สนามแห่งนี้เป็นเกมกระชับมิตรที่สวอนซีเปิดบ้านพบกับฟูลัม[78] ลิเบอร์ตีกลายเป็นสนามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในเวลส์เมื่อสวอนซีได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก[78] นอกเหนือจากการเป็นสนามเหย้าของสวอนซีซิตีแล้ว สนามแห่งนี้ยังถูกใช้งานเป็นสนามเหย้าของฟุตบอลทีมชาติเวลส์และทีมรักบี้ออสเปรยส์[79][80] สนามเปลี่ยนชื่อสวอนซี.คอมสเตเดียมเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2021 เป็นผลจากข้อตกลง 10 ปีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ชื่อสนาม[81] ณ เดือนกันยายน ค.ศ. 2025 สนามมีความจุ 21,000 ที่นั่ง[2]
คู่ปรับ

คู่ปรับหลักของสวอนซีซิตีคือคาร์ดิฟฟ์ซิตี การแข่งขันระหว่างสองสโมสรถูกเรียกว่าเซาท์เวลส์ดาร์บี ความเป็นคู่ปรับนี้ได้รับการบรรยายว่าเป็นหนึ่งในคู่ปรับที่มีความเป็นอริมากที่สุดในบริติช[82] โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังคริสตทศวรรษ 1960[83] การแข่งขันใน ค.ศ. 2009 ไมก์ ดีน ผู้ตัดสินในนัดนั้น ถูกฝูงชนโยนเหรียญใส่คีรษะของเขาหลังจากที่ทั้งสองสโมสรเสมอกัน 2–2[84][85]
แม้คาร์ดิฟฟ์จะมีสถิติในการชนะเกมดาร์บีที่เหนือกว่า แต่ยังไม่เคยมีทีมใดที่เอาชนะอีกฝ่ายในลีกแบบไป-กลับได้จนกระทั่งในฤดูกาล 2021–22 ซึ่งฤดูกาลนั้น สวอนซีชนะ 3–0 และ 4–0 กลายเป็นทีมแรกที่สามารถเอาชนะแบบไป-กลับได้ในรอบ 110 ปีของเกมดาร์บีนี้[86][87] ฤดูกาลถัดมา สวอนซีเปิดบ้านเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ 2–0 และบุกไปเอาชนะ 3–2 ในเกมเยือน นับเป็นชัยชนะเกมดาร์บีนัดที่สี่ติดต่อกันและเป็นการชนะไป-กลับฤดูกาลที่สองติดต่อกันของสวอนซี[88]
สวอนซีซิตีและบริสตอลซิตีได้รับการบรรยายว่าเป็นคู่ปรับที่สำคัญเช่นกัน[89][90]
อัตลักษณ์
ฉายา
ผู้คนจากสวอนซีมีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่าแจ็กส์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสโมสรฟุตบอลเช่นกัน มาร์ติน จอนส์ ศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสวอนซี ให้ข้อมูลว่า แจ็ก เป็นชื่อเรียกของกลุ่มกะลาสีเรือ ที่ผู้คนในต่างเมืองจะเรียกชื่อนี้พร้อมกับชื่อเมืองบ้านเกิดของกลุ่มกะลาสีนี้ ว่า "สวอนซีแจ็ก" สุนัขยามชายฝั่งที่มีชื่อเสียงในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 ก็มีชื่อว่าสวอนซีแจ็ก ดยบังเอิญ ทำให้ชื่อเรียกนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น จอนส์กล่าวว่า ความเกี่ยวข้องระหว่างชื่อเล่น แจ็ก กับผู้คนและสโมสรฟุตบอลของสวอนซี มีหลักฐานที่ชัดเจนตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง[91]
ชุดแข่งและตราสัญลักษณ์

นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรใน ค.ศ. 1912 สวอนซีทาวน์สวมชุดแข่งเหย้าเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขาสั้นสีขาว ซึ่งมีต้นแบบมาจากสโมสรฟุตบอลรักบีสวอนซี[92] สีที่สองที่ปรากฏบนเสื้อเหย้า มักเป็นสีดำกับสีส้มในช่วงคริสตทศวรรษ 1960 และสีแดงในช่วงคริสตทศวรรษ 1990 และ 2000[93] ฤดูกาล 2012–13 สโมสรฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของการก่อตั้งด้วยชุดแข่งซึ่งมีขริบสีทองและตราสัญลักษณ์แบบพิเศษ[94]
เมื่อซิลเวอร์ ชีลด์ เจ้าของใหม่ ซื้อกิจการสโมสรใน ค.ศ. 1998 ได้มีการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของสโมสร เนื่องจากรูปนกที่ปรากฏบนตราเก่าไม่เป็นที่สังเกตว่าเป็นหงส์ และตราเก่ามีฉากหลักเป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีของคาร์ดิฟฟ์ซิตี สโมสรคู่ปรับ[95] ค.ศ. 2021 เนื่องจากในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการเลื่อนชั้นสู่ลีกสูดสุดเป็นครั้งแรกของสโมสรใน ค.ศ. 1981 สวอนซีซิตีได้นำตราสัญลักษณ์ที่เคยใช้ใน ค.ศ. 1998 กลับมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตรานี้จะไม่เคยประดับชุดแข่งขันจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1990 แต่ก็เคยประดับบนสินค้าของสโมสรในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980[96] ตราสัญลักษณ์สำหรับ ค.ศ. 1998 ถูกนำกลับมาใช้ในชุดแข่งอีกครั้งใน ค.ศ. 2023[97]
ผู้ผลิตชุดแข่งและผู้สนับสนุน
| ช่วงปี | ผู้ผลิตชุด | ผู้สนับสนุนบนเสื้อ |
|---|---|---|
| 1975–1979 | Bukta | ไม่มี |
| 1979–1981 | อาดิดาส | |
| 1981–1984 | Patrick | |
| 1984–1985 | ฮัมเมล | Diversified Products (DP) |
| 1986–1989 | Admiral Sportswear | |
| 1989–1991 | Spall Sports | |
| 1991–1992 | ไม่มี | |
| 1992–1993 | Matchwinner | ACTION |
| 1993–1995 | Gulf | |
| 1995–1996 | Le Coq Sportif | |
| 1996–1997 | South Wales Evening Post | |
| 1997–1999 | นิวบาลานซ์ | Silver Shield |
| 1999–2000 | M&P Bikes | |
| 2000–2001 | Bergoni | Stretchout |
| 2001–2004 | The Travel House | |
| 2004–2005 | RE/MAX | |
| 2005–2007 | Macron | The Travel House |
| 2007–2008 | สวอนซี.คอม | |
| 2008–2009 | อัมโบร | |
| 2009–2011 | 32Red | |
| 2011–2013 | อาดิดาส | |
| 2013–2016 | GWFX | |
| 2016–2017 | โจมา | BETEAST |
| 2017–2018 | LeTou | |
| 2018–2019 | Bet UK | |
| 2019–2020 | YOBET[98] | |
| 2020–2022 | มหาวิทยาลัยสวอนซี | |
| 2022–2023 | Westacres (ชุดเหย้า) มหาวิทยาลัยสวอนซี (ชุดเยือน) โอเวนส์ (ชุดที่สาม) | |
| 2023–2025 | Reviva (ชุดเหย้า) Westacres (ชุดเยือนและชุดที่สาม) | |
| 2025–present | Reviva (ชุดเหย้าและเยือน) Gulf (ชุดที่สาม) | |
บันทึกการแข่งขันระดับทวีปยุโรป
- ตัวเลขแสดงผลประตูของสวอนซีซิตีจะขึ้นต้นก่อน
| ฤดูกาล | การแข่งขัน | รอบ | คู่แข่ง | เหย้า | เยือน | รวม | อ้างอิง |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1961–62 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบเบื้องต้น | 2–2 | 1–5 | 3–7 | [99] | |
| 1966–67 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบแรก | 1–1 | 0–4 | 1–5 | [100] | |
| 1981–82 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบแรก | 0–1 | 1–2 | 1–3 | [101] | |
| 1982–83 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบเบื้องต้น | 3–0 | 0–1 | 3–1 | [102] | |
| รอบแรก | 12–0 | 5–0 | 17–0 | [103] | |||
| รอบที่สอง | 0–1 | 0–2 | 0–3 | [104] | |||
| 1983–84 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบเบื้องต้น | 1–1 | 0–1 | 1–2 | [105] | |
| 1989–90 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบแรก | 2–3 | 3–3 | 5–6 | [106] | |
| 1991–92 | ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ | รอบแรก | 1–2 | 0–8 | 1–10 | [107] | |
| 2013–14 | ยูฟ่ายูโรปาลีก | รอบคัดเลือกรอบที่สาม | 4–0 | 0–0 | 4–0 | [108] | |
| รอบเพลย์ออฟ | 5–1 | 1–2 | 6–3 | [109] | |||
| รอบแบ่งกลุ่ม | 1–1 | 1–1 | อันดับที่ 2 | [110] | |||
| 1–0 | 0–1 | [110] | |||||
| 0–1 | 3–0 | [110] | |||||
| รอบ 32 ทีมสุดท้าย | 0–0 | 1–3 | 1–3 | [111] | |||
ผู้เล่น
ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
- ณ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026[112]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
ผู้เล่นชุดอายุไม่เกิน 23 ปี
หมายเลขที่ถูกยกเลิก
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
เจ้าหน้าที่และทีมงานสโมสร
เจ้าหน้าที่สโมสร
ผู้ถือหุ้นซึ่งถือสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 10 ของทุนหลัก ประกอบด้วย บริษัท สวอนซีฟุตบอล จำกัด (ควบคุมโดย Brett Cravatt และ Jason Cohen) และไนเจล มอร์ริช ในขณะบริษัท สมาคมผู้สนับสนุนสวอนซีซิตี จำกัด ก็ถือหุ้นส่วนร่วมด้วย[3] ลูกา มอดริชและสนูป ด็อกก์เป็นเจ้าของและนักลงทุนร่วมกัน[115][116]
| ตำแหน่ง | ชื่อ |
|---|---|
| ประธานสโมสรทรงเกียรติ | Alan Curtis |
| เจ้าหน้าที่บริหารหลัก (ซีอีโอ) | Tom Gorringe |
| ฝ่ายบริหาร | Andy Coleman Brett Cravatt Jason Cohen George Popstefanov Chris Sznewajs Tyler Morse Nigel Morris Todd Marcelle Keith English Martin Morgan Paul Meller (Supporter Director) Diane Hughes |
เจ้าหน้าที่ทีมชุดแรก

| ตำแหน่ง | ชื่อ |
|---|---|
| หัวหน้าผู้ฝึกสอน | วิตูร์ มาตุส |
| ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน | Ryan Maye |
| ผู้ฝึกสอนทีมชุดแรก | โจ แอลเลน Leon Britton Diogo Medeiros Tozé Mendes Kristian O'Leary |
| ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู | Martyn Margetson |
| นักวิเคราะห์ทีมชุดแรก | Goncalo Ricca |
| หัวหน้าทีมแพทย์ | Dr. Jez McCluskey |
| หัวหน้าทีมกายภาพบำบัด | Thomas Gittoes |
| ผู้จัดการชุดแข่งทีมชุดแรก | Michael Eames |
เจ้าหน้าที่ทีมเยาวชน
- ณ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2025[118]
| ตำแหน่ง | ชื่อ |
|---|---|
| ผู้จัดการทีมเยาวชน | Ryan Davies |
| หัวหน้าฝ่ายดำเนินการ | Rebecca Gigg |
| หัวหน้าฝ่ายฝึกสอน | Liam McGarry |
| ผู้ฝึกสอนทีมรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี | Anthony Wright[118] |
| ผู้ฝึกสอนทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี | Jon Beale |
| หัวหน้าฝ่ายงานพัฒนาเยาวชน | Matthew Layton |
ผู้จัดการ

ผู้จัดการทีมอาชีพคนแรกของสวอนซีซิตีคือ วอลเตอร์ วิตเทกเกอร์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งใน ค.ศ. 1912[5][119] ในฤดูกาลแรกของสโมสร วิตเทกเกอร์พาสวอนซีชนะเลิศเวลช์คัพเป็นสมัยแรก[5] ในขณะที่ผู้จัดการที่ทำหน้าที่ยาวที่สุดของสโมสรคือ เฮยดน์ กรีน ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 8 ปี 4 เดือน 14 วัน โดยนับรวมช่วงที่การแข่งขันว่างเว้นไปจากสงครามโลกครั้งที่สอง[120] เทรเวอร์ มอร์ริช ผู้คุมสวอนซีเป็นจำนวนเกมมากที่สุด ก็เป็นผู้จัดการคนแรกที่พาสโมสรจากเวลส์เข้าร่วมแข่งขันรายการระดับทวีปยุโรป โดยเขาพาทีมเข้ารอบคัพวินเนอร์สคัพ ฤดูกาล 1961–62[5][121]
จอห์น ทอแช็ก เป็นผู้จัดการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสโมสร เขาพาทีมเลื่อนชั้นได้ถึงสามลีก และพาทีมชนะเลิศเวลช์คัพสามสมัย อีกทั้งยังพาทีมจบอันดับในลีกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร คือ อันดับที่หกในดิวิชัน 1 ฤดูกาล 1981–82[5] ยาน เมิลบี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 กลายเป็นผู้จัดการชาวต่างชาติคนแรกของสวอนซี โดยเขาพาทีมเข้าชิงชนะเลิศเพลย์ออฟดิวิชัน 3 ฤดูกาล 1996–97 ซึ่งสุดท้ายพวกเขาพ่ายแพ้ไป[5][122] ค.ศ. 2011 สวอนซีสามารถเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จภายใต้การคุมทีมของเบรนดัน ร็อดเจอส์ ทำให้เป็นทีมแรกจากเวลส์ที่ได้ลงเล่นบนลีกสูงสุดนี้นับตั้งแต่ก่อตั้งลีกใน ค.ศ. 1992[123] ในฤดูกาลฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของสโมสร (2012–13) พวกเขาชนะเลิศฟุตบอลลีกคัพเป็นสมัยแรกภายใต้การคุมทีมของมีเคล เลาโตรป นับเป็นถ้วยรางวัลหลักของอังกฤษใบแรกในประวัติศาสตร์หนึ่งร้อยปีของสวอนซี[124]
บันทึกและสถิติ

วิลฟรีด มิลเน ครองสถิติลงเล่นให้แก่สวอนซีมากที่สุดตลอดกาล เขาลงเล่น 586 นัดในช่วง ค.ศ. 1920 ถึง 1937 ตามมาด้วยโรเจอร์ ฟรีสโตน ซึ่งลงเล่น 563 นัดระหว่าง ค.ศ. 1991 ถึง 2004[125] ผู้เล่นที่ลงเล่นให้แก่ทีมชาติมากที่สุดในขณะที่กำลังเล่นให้แก่สโมสรคือแอชลีย์ วิลเลียมส์ ซึ่งลงเล่นให้แก่ทีมชาติเวลส์ 50 นัด
สถิติผู้ทำประตูสูงสุดถือครองโดยอิวอร์ ออลเชิร์ชที่ 166 ประตู โดยเขาทำประตูในช่วง ค.ศ. 1947 – 1958 และ ค.ศ. 1965 – 1968[126] ไคริล เพียร์ส ครองสถิติเป็นผู้ที่ทำประตูมากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลในฤดูกาล 1931–32 โดยทำได้ 35 ประตูในดิวิชัน 2[127][128]
ชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดของสโมสรคือ 12–0 ซึ่งพวกเขาทำได้หนึ่งครั้งในการพบกับสลีมาในการแข่งขันยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพ ค.ศ. 1982[128][129] พวกเขาเคยพ่ายแพ้ด้วยผลต่างประตูแปดลูกถึงสองครั้ง ได้แก่ แพ้ต่อลิเวอร์พูล 0–8 ในเอฟเอคัพ ค.ศ. 1990 และแพ้ต่ออาแอ็ส มอนาโก 0–8 ในยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพ ค.ศ. 1991[130] ในขณะที่ชัยชนะ 8–1 ที่มีเหนือต่อนอตส์เคาน์ตีในเอฟเอคัพ ค.ศ. 2018 เป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดของพวกเขาในรายการนี้ และยังเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดในลิเบอร์ตีสเตเดียม สนามเหย้าของพวกเขา[131]
สถิติผู้ชมในบ้านที่สูงที่สุดของสวอนซีเกิดขึ้นในรอบที่สี่ของเอฟเอคัพที่พบกับอาร์เซนอลเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1968 ด้วยจำนวนแฟนบอล 32,796 คนที่เข้ามารับชมเกมในเว็ตช์ฟีลด์[132] สโมสรทำลายสถิติการซื้อผู้เล่นราคาแพงที่สุดด้วยการซื้ออานเดร อายูว์จากเวสต์แฮมยูไนเต็ดเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2018 ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์[133] ส่วนสถิติการขายผู้เล่นที่แพงที่สุดคือ กิลวี ซีกืร์ดซอน ผู้ซึ่งย้ายไปเอฟเวอร์ตันเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 คาดการณ์ค่าตัวไว้ที่ 45 ล้านปอนด์[134][135]
เกียรติประวัติ

ถ้วยรางวัลใบแรกของสวอนซีซิตีคือเวลช์คัพ ซึ่งพวกเขาชนะเลิศในชื่อสวอนซีทาวน์เมื่อ ค.ศ. 1913 ส่วนเกียรติประวัติในระดับลีกเกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1925 เมื่อพวกเขาชนะเลิศดิวิชัน 3 โซนตอนล่างในฤดูกาล 1924–25 หลังจากนั้น สวอนซีชนะเลิศลีกคัพหนึ่งสมัย ฟุตบอลลีกโทรฟีสองสมัย และเวลช์คัพอีกเก้าสมัย พวกเขายังเคยผ่านเข้ารอบไปเล่นในยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพเจ็ดครั้งและยูฟ่ายูโรปาลีกอีกหนึ่งครั้ง
เกียรติประวัติของสวอนซีซิตีมีดังต่อไปนี้:[136]
ลีก
- ดิวิชัน 2 / แชมเปียนชิป (ระดับ 2)
- เลื่อนชั้น: 1980–81
- ชนะเลิศเพลย์ออฟ: 2011
- ดิวิชัน 3 โซนตอนล่าง / ดิวิชัน 3 / ลีกวัน (ระดับ 3)
- ชนะเลิศ: 1924–25, 1948–49, 2007–08
- เลื่อนชั้น: 1978–79
- ดิวิชัน 4 / ดิวิชัน 3 / ลีกทู (ระดับ 4)
- ชนะเลิศ: 1999–2000
- เลื่อนชั้น: 1969–70, 1977–78, 2004–05
- ชนะเลิศเพลย์ออฟ: 1988
ถ้วย
- ฟุตบอลลีกคัพ
- ชนะเลิศ: 2012–13
- ฟุตบอลลีกโทรฟี
- ชนะเลิศ: 1993–94, 2005–06
- เวลช์คัพ
- ชนะเลิศ (10): 1912–13, 1931–32, 1949–50, 1960–61, 1965–66, 1980–81, 1981–82, 1982–83, 1988–89, 1990–91
- เอฟเอดับเบิลยูพรีเมียร์คัพ
- ชนะเลิศ: 2004–05, 2005–06
อ้างอิง
- ↑ "Yr un hen stori i'r Elyrch". BBC Cymru Fyw (ภาษาเวลส์). 14 มกราคม 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Our stadium". Swansea City Events. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 "Ownership statement". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Ystafell arbennig yn rhoi cyfle i bobl ag anghenion ychwanegol wylio pêl-droed byw". newyddion.s4c.cymru (ภาษาเวลส์). 22 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 "Our managers". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "The Cymru connection – Swans on the biggest stage". FAW Cymru. 21 สิงหาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City fans a major influence as government encourages role of supporters' trusts". WalesOnline. 19 กุมภาพันธ์ 2012. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 กรกฎาคม 2012.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 "A history of the club". Swans100.com. 27 มีนาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "On this day Swansea City is formed". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Jenkins, John M.; และคณะ (1991). Who's Who of Welsh International Rugby Players. Wrexham: Bridge Books. น. 20. ISBN 978-1-872424-10-1.
- ↑ "Nigel's WebSpace – English Football Cards, Player death notices".
- ↑ "On this day: Promotion at Preston". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Swansea City's 1981 promotion glory: Toshack, Shankly, Deepdale drama and a giant headline". BBC Sport. 2 พฤษภาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "The wait ends for Lyon and Hull". fifa.com. Fédération Internationale de Football Association. 28 พฤษภาคม 2008. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2012. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2012.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Burgum, John (2 พฤษภาคม 1981). "Now to take Cup to Europe as well". South Wales Evening Post. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 มกราคม 2015. สืบค้นเมื่อ 13 มกราคม 2015.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 "When Swansea City were relegated through all four divisions in four years". The Guardian. 12 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "JD Welsh Cup – the Legends who Lifted the Trophy". FAW Cymru. 1 มีนาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Moseley, Roy (ธันวาคม 30, 1985). "More will follow Swansea down drain". Chicago Tribune.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City remember Terry Coles". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "History of the Swans Trust". Swansea City Supporters' Trust. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Tony Petty era 'galvanised' Swansea's rise to Premier". BBC. 15 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Swansea chairman Huw Jenkins took job because he was 'dull'". BBC Sport. 22 กุมภาพันธ์ 2013. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "CHRIS DAVIES". Coaches' Voice. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Ten years on...Swansea City pay tribute to Besian Idrizaj". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ McCarra, Kevin (30 พฤษภาคม 2011). "Swansea reach Premier League thanks to Scott Sinclair hat-trick". The Guardian. London. สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2011.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City rise from rags to Premier League riches". BBC Sport. 31 พฤษภาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea complete signing of Danny Graham". The Independent. 7 มิถุนายน 2011. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 พฤษภาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City Results 2011/12". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Michael Laudrup named new Swansea City manager". BBC Sport. 15 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "QPR 0–5 Swansea". BBC Sport. 18 สิงหาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Swansea 3–0 West Ham". BBC Sport. 25 สิงหาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "History Makers 2013 League Cup The Final". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ McNulty, Phil (25 กุมภาพันธ์ 2013). "Bradford 0–5 Swansea". Wembley: BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City romp to record win". BBC News. 25 กุมภาพันธ์ 2013. สืบค้นเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2013.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "On this day: Laudrup becomes boss". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Swansea City AFC statistics". Premier League. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bony's the boy for Swans". Swansea City. 11 กรกฎาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City humbled 10-man Valencia as the Welsh club began their Europa League group campaign in style". BBC Sport. 19 กันยายน 2013. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Cardiff City 1–0 Swansea City". BBC Sport. 3 พฤศจิกายน 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Laudrup's agent 'profited from Swansea deals'". 5 ธันวาคม 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea sack Michael Laudrup and place Garry Monk in charge". BBC Sport. 4 กุมภาพันธ์ 2014. สืบค้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2014.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 3–0 Cardiff City". BBC Sport. 8 กุมภาพันธ์ 2014.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Napoli 3–1 Swansea". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "Wilfried Bony: Man City complete signing of Swansea striker". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea's Wilfried Bony joins Al-Arabi on loan until end of the season". Sky Sports. 31 มกราคม 2019. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "10 things we learned from Swansea City's brilliant record-breaking Premier League season". Wales Online. 25 พฤษภาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Arsenal 0–1 Swansea". BBC Sport. 11 พฤษภาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City part company with Garry Monk".
- 1 2 "Steve Kaplan and Jason Levien: Meet Swansea City's US Owners". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2016.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea sack Francesco Guidolin and appoint Bob Bradley manager". BBC Sport. 3 ตุลาคม 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea sack manager Bob Bradley after 11 games in charge". Sky Sports.
- ↑ "Paul Clement: Bayern Munich assistant agrees deal to be Swansea City boss". BBC News. 2 มกราคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City survive in Premier League after Hull lose at Crystal Palace". BBC News. 14 พฤษภาคม 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Carvalhal named Swans boss". Swansea City. 28 ธันวาคม 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Paul Clement: Swansea sack manager after less than a year in charge". BBC Sport. 20 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Muddled moves and a woeful window – how Swansea landed back in trouble". The Guardian. 3 พฤศจิกายน 2017. สืบค้นเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 1–0 Liverpool". BBC Sport. 22 มกราคม 2018. สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 3–1 Arsenal". BBC Sport. 30 มกราคม 2018. สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 1–0 Burnley". BBC Sport. 10 กุมภาพันธ์ 2018. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 4–1 West Ham United". BBC Sport. 3 มีนาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Swansea City 1–2 Stoke City". BBC Sport. 13 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Graham Potter named new Swansea City manager". BBC Sport. 11 มิถุนายน 2018. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 2-3 Manchester City". BBC Sport. 16 มีนาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City chairman Huw Jenkins resigns". BBC Sport. 2 กุมภาพันธ์ 2019. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Graham Potter appointed new Brighton manager after leaving Swansea". BBC Sport. 20 พฤษภาคม 2019.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "England under-17 coach Steve Cooper named Swansea City boss". BBC Sport. 13 มิถุนายน 2019. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Steve Cooper: That was our best performance yet". Swansea City. 15 สิงหาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Pritchard, Dafydd (22 กรกฎาคม 2020). "Reading 1–4 Swansea". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Doyle, Paul (2020-07-29). "Brentford v Swansea: Championship play-off semi-final, second leg – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2020-07-29.
- ↑ "Watford 2–0 Swansea". BBC Sport. 8 พฤษภาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2021.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Brentford 2-0 Swansea City". BBC Sport. 29 พฤษภาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 19 มิถุนายน 2021.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Russell Martin: Southampton name Swansea City boss as new manager". BBC Sport. 21 มิถุนายน 2023. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Vincent, Gareth (7 พฤษภาคม 2024). "Big summer after hard year - Swansea season review". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Luke Williams: Head coach leaves Swansea City after slump in form". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2025-02-17. สืบค้นเมื่อ 2025-02-17.
- ↑ "Sheehan sacked as Swansea City head coach". BBC Sport. 11 พฤศจิกายน 2025. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea chairman hails 'new era' as takeover completed". BBC Sport. 23 พฤศจิกายน 2024. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Snoop Dogg becomes Swansea co-owner and investor". BBC Sport. 17 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "On this day: The Liberty era begins". swanseacity.com. Swansea City. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea has previous for hosting Wales internationals". Belfast Telegraph. 27 มีนาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Ospreys choose St Helen's as new stadium home". BBC Sport. 8 กรกฎาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "SWANSEA.COM BECOME STADIUM NAMING RIGHTS PARTNER". Swansea City. 9 สิงหาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2021.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Welsh rivals are upwardly mobile". BBC Sport. 2 เมษายน 2009. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2009.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ HanesCymru (26 กรกฎาคม 2017). "A Supporters' History of the South Wales Derby". 100 Years of Swansea City FC. สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Cardiff 2–2 Swansea". BBC Sport. 5 เมษายน 2009. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2009.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Cardiff v Swansea: Mike Dean to referee derby game". BBC Sport. 28 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 3–0 Cardiff City". BBC Sport. 17 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2022.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Cardiff City 0–4 Swansea City". BBC Sport. 2 เมษายน 2022. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2022.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Cardiff City 2-3 Swansea City: Ben Cabango's late goal seals Swans' fourth-straight derby win". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 1 เมษายน 2023. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bristol City predicted team vs Swansea City: Manning to face selection headache over decisions". 29 กันยายน 2024. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "How Ryan Reynolds and Wrexham could make Welsh 'rivalry' with Swansea City stronger than ever". 12 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Bannon, Christie (24 ธันวาคม 2018). "The real meanings behind the Welsh nicknames we all use". Wales Online. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City FC: What do you know about the club?". BBC News. 23 กุมภาพันธ์ 2013. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Rogers, Gareth (20 มิถุนายน 2014). "Swansea City's kit through the years". Wales Online. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City channel Real Madrid with centenary home shirt". Wales Online. 11 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Williams, Nino (20 กันยายน 2018). "The story of how Swansea City got their club logo and the man who designed it". Wales Online. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City unveil new crest celebrating top-flight anniversary". BBC Sport. 30 มิถุนายน 2021. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ James, Ben (16 มิถุนายน 2023). "New Swansea City kits and badge unveiled for 2023/24 season". Wales Online. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "YOBET debuts as Swansea City's new front of shirt sponsor". swanseacity.com. 2 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "1961–62 UEFA Cup Winners' Cup Preliminary Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2010. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "1966–67 UEFA Cup Winners' Cup First Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 30 มิถุนายน 2010. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "1981–82 UEFA Cup Winners' Cup First Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "1982–83 UEFA Cup Winners' Cup Preliminary Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "1982–83 UEFA Cup Winners' Cup First Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "1982–83 UEFA Cup Winners' Cup Second Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "1983–84 UEFA Cup Winners' Cup Preliminary Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "1989–90 UEFA Cup Winners' Cup First Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "1991–92 UEFA Cup Winners' Cup First Round Results". UEFA. UEFA. 16 มกราคม 2009. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "2013–14 UEFA Europa League third qualifying round results". UEFA. UEFA. 8 สิงหาคม 2013. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 มิถุนายน 2013. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "2013–14 UEFA Europa League play-off results". UEFA. UEFA. 22 สิงหาคม 2013. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 มิถุนายน 2013. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "2013–14 UEFA Europa League group stage results". UEFA. UEFA. 7 กันยายน 2013. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 มิถุนายน 2013. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "2013–14 UEFA Europa League Round of 32". UEFA. UEFA. 20 กุมภาพันธ์ 2014. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2014. สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2014.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "First team". Swansea City A.F.C. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City retire number 40 shirt". Swansea City A.F.C. 17 พฤษภาคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2012.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Swansea City Contact List". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Real Madrid's Luka Modric becomes part-owner at 'incredible' Swansea". The Guardian. เมษายน 14, 2025.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Snoop Dogg becomes Swansea co-owner and investor". BBC Sport. 17 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2025.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City: First Team Staff". Swansea City. 20 กรกฎาคม 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Academy Staff". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 31 ตุลาคม 2023.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Jones, Colin (2012). Swansea Town & City Football Club: The Complete Record, 1912–2012. From Southern League to Premier League (พิมพ์ครั้งที่ 1st). Dinefwr Press Ltd. น. 1–8. ISBN 978-1904323-26-6.
- ↑ Jones, Colin (2012). Swansea Town & City Football Club: The Complete Record, 1912–2012. From Southern League to Premier League (พิมพ์ครั้งที่ 1st). Dinefwr Press Ltd. น. 109–137. ISBN 978-1904323-26-6.
- ↑ "Trevor Morris". soccerbase.com. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Jan Molby". soccerbase.com. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Reading 2–4 Swansea". BBC Sport. 30 พฤษภาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 14 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ James, Stuart (24 กุมภาพันธ์ 2013). "Michael Laudrup acclaims Swansea League Cup win as a career pinnacle". The Guardian. London. สืบค้นเมื่อ 14 กรกฎาคม 2013.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Jones, Colin (2005). Swansea Town/City FC: The First Comprehensive Player A-Y. Parthian Books. ISBN 978-1902638751.
- ↑ Rollin, Glenda; Rollin, Jack (1999). Rothmans Football Yearbook 1999–2000. Headline Book Publishing. น. 354–355. ISBN 0-7472-7627-7.
- ↑ "Centenary feature: 1931-1939". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 "Facts and figures". Swansea City. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City AFC Club Record in UEFA Competitions". UEFA. UEFA. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea Statto.com Records Competitions". statto.com. 28 พฤษภาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City 8–1 Notts County". BBC Sport. 6 กุมภาพันธ์ 2018. สืบค้นเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Jones, Colin (2012). Swansea Town & City Football Club: The Complete Record, 1912–2012. From Southern League to Premier League (พิมพ์ครั้งที่ 1st). Dinefwr Press Ltd. น. 245. ISBN 978-1904323-26-6.
- ↑ "Andre Ayew: Swansea City re-sign Ghana forward from West Ham". BBC Sport. 31 มกราคม 2018. สืบค้นเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2018.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Swansea City midfielder Gylfi Sigurdsson has completed a club-record transfer to Everton". Swansea City. 16 สิงหาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 16 สิงหาคม 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Gylfi Sigurdsson: Everton sign Swansea midfielder for £45m". BBC Sport. 16 สิงหาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Honours". swanseacity.com. Swansea City A.F.C. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
แหล่งข้อมูลอื่น
- เว็บไซต์ทางการ
- Swans Academy (เก็บถาวร 6 กุมภาพันธ์ 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน) – Official Swansea City academy site
- Swans Commercial – Official Swansea City commercial site
แหล่งข้อมูลอิสระ
- Swansea City Supporters' Trust
- Planet Swans
- Swansea City at the Premier League official website
- Forza Swansea
- Latest Swansea City News and Video. เก็บถาวร 15 กรกฎาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- Swans100: 100 Years of Swansea City AFC