Overview
เสียงในหู (อังกฤษ: Tinnitus) เป็นเสียงที่ได้ยินแต่ไม่มีจริง ๆ นอกร่างกาย แม้มักจะระบุอาการว่า หูอื้อหรือมีเสียงดังเหมือนโทรศัพท์/กระดิ่ง/นาฬิกาปลุก แต่ก็อาจเป็นเสียงกรอบแกรบ เสียงฟ่อ เสียงหึ่ง หรือเสียงก้อง โดยน้อยครั้งมากที่เป็นเสียงคนหรือเสียงดนตรี เสียงอาจค่อยหรือดัง ต่ำหรือสูง อาจมาจากเพียงหูข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยปกติแล้ว อาการจะค่อย ๆ เกิด สำหรับบางคน เสียงจะสัมพันธ์กับความซึมเศร้าหรือความกังวล และสามารถกวนสมาธิ เกือบทุกคนจะประสบกับเสียงในหูเบา ๆ ในห้องที่เงียบสนิท แต่จะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อก่อความรำคาญ ขัดขวางการได้ยินตามปกติ หรือสร้างปัญหาอื่น ๆ
| เสียงในหู (Tinnitus) | |
|---|---|
| เสียงในหูมักมีอาการได้ยินเสียงดังกริ๊ง ๆ เหมือนนาฬิกาปลุก/โทรศัพท์ | |
| การออกเสียง |
|
| สาขาวิชา | โสต ศอ นาสิกวิทยา, โสตวิทยา, โสตสัมผัสวิทยา, ประสาทวิทยา |
| อาการ | ได้ยินเสียงทั้ง ๆ ที่ไม่มีเสียงภายนอกร่างกายจริง ๆ[1] |
| ภาวะแทรกซ้อน | ซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่มีสมาธิ[2] |
| การตั้งต้น | ค่อย ๆ เกิด[3] |
| สาเหตุ | การเสียการได้ยินเหตุเสียงดัง การติดเชื้อในหู โรคระบบหัวใจหลอดเลือด โรคเมนิแยร์ เนื้องอกในสมอง เนื้องอกหูชั้นใน เครียด บาดเจ็บที่สมอง ขี้หูมากเกิน[2][4] |
| วิธีวินิจฉัย | ขึ้นอยู่กับอาการ การตรวจการได้ยิน การตรวจประสาท[1][3] |
| การรักษา | ให้คำแนะนำ/ปรึกษา ใช้เครื่องสร้างเสียง ใช้เครื่องช่วยฟัง[2][5] |
| ความชุก | ~12.5%[5] |
เสียงในหู[6] (อังกฤษ: Tinnitus) เป็นเสียงที่ได้ยินแต่ไม่มีจริง ๆ นอกร่างกาย[1][7] แม้มักจะระบุอาการว่า หูอื้อหรือมีเสียงดังเหมือนโทรศัพท์/กระดิ่ง/นาฬิกาปลุก แต่ก็อาจเป็นเสียงกรอบแกรบ เสียงฟ่อ เสียงหึ่ง หรือเสียงก้อง[2] โดยน้อยครั้งมากที่เป็นเสียงคนหรือเสียงดนตรี[3] เสียงอาจค่อยหรือดัง ต่ำหรือสูง อาจมาจากเพียงหูข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง[2] เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นอย่างต่อเนื่อง[8] โดยปกติแล้ว อาการจะค่อย ๆ เกิด[3] สำหรับบางคน เสียงจะสัมพันธ์กับความซึมเศร้าหรือความกังวล และสามารถกวนสมาธิ[2] เกือบทุกคนจะประสบกับเสียงในหูเบา ๆ ในห้องที่เงียบสนิท แต่จะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อก่อความรำคาญ ขัดขวางการได้ยินตามปกติ หรือสร้างปัญหาอื่น ๆ[9]
เสียงในหูมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยินและการเข้าใจคำพูดที่ลดลงในที่ที่มีเสียงดัง[2] ประชากรประมาณ 10–15% มีเสียงในหู ส่วนมากอดทนได้โดยเป็นปัญหาสำคัญสำหรับเพียงแค่ 1–2% ของประชากร[5] เสียงอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองโดยสู้หรือหนี เพราะสมองอาจรับรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญและมีอันตราย[10][11][12]
การมีเสียงในหูไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการที่อาจมีเหตุได้หลายอย่าง และเกิดขึ้นได้ในระบบการได้ยินทุกระดับ รวมทั้งนอกระบบ[2] เหตุสามัญที่สุดรวมทั้งการได้ยินเสียหาย การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง การสูญเสียการได้ยินที่เกี่ยวกับอายุ คือ หูตึงเหตุสูงอายุ[2] เหตุอื่น ๆ รวมทั้งการติดเชื้อในหู โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคเมนิแยร์ เนื้องอกในสมอง เนื้องอกเส้นประสาทหู ไมเกรน ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร ยาบางชนิด การบาดเจ็บศีรษะในอดีต และขี้หู อาจอยู่ดี ๆ ก็ปรากฏในช่วงที่เครียด[4][3][2][13][14] เป็นอาการที่สามัญมากกว่าในผู้ที่ซึมเศร้า[3]
การวินิจฉัยมักขึ้นอยู่กับอาการที่ผู้ป่วยระบุว่ามี โดยมักทำอาศัยการตรวจการได้ยิน การตรวจทางแพทย์หูคอจมูก และการตรวจระบบประสาท[1][3] เสียงในหูรบกวนชีวิตประจำวันแค่ไหนอาจวัดได้ด้วยแบบสอบถาม[3] ถ้าพบปัญหาอะไร แพทย์อาจตรวจโดยดูภาพเช่นที่ทำโดยเอ็มอาร์ไอ อาจมีการตรวจอื่น ๆ เมื่อเสียงเกิดขึ้นกับจังหวะการเต้นหัวใจ ในกรณีน้อย แพทย์ที่ใช้หูฟังตรวจอาจได้ยินเสียงจริง ๆ นี่จึงเป็นเสียงในหูชนิดที่มีจริง ๆ[3] บางครั้ง เสียงจากหูเองอาจก่ออาการเสียงในหู[15]
วิธีการป้องกันการเกิดเสียงในหูคือการเลี่ยงเสียงดังแบบเกิดเรื่อย ๆ หรือแบบต่อเนื่อง และไม่ใช้ยาและสารที่เป็นพิษต่อหู[2][16] หากมีเหตุที่เป็นมูลฐาน การรักษาสาเหตุนั้นอาจทำให้ดีขึ้น[3] มิฉะนั้น การรักษาปกติจะเป็นการให้ความรู้ทางจิตวิทยาหรือการให้คำปรึกษา เช่น การบำบัดโดยสนทนา[5] เพื่อหาวิธีลดการใส่ใจ/การสำนึกถึงเสียงในหู[17] แม้การเล่นดนตรีเพื่อกลบเสียง[18] หรือเครื่องสร้างเสียงกลบ หรือเครื่องช่วยฟัง ก็อาจช่วยบางกรณี[2] จนถึงปี 2018 ยังไม่มียาที่รักษาเสียงในหูโดยตรง[3][19][20]
คำภาษาอังกฤษว่า tinnitus มาจากภาษาละติน คือ tinnīre ซึ่งหมายความว่า ตีระฆัง/ทำเสียงกริ่ง[3]
อาการ
เสียงในหูอาจได้ยินจากหูข้างเดียว ทั้งสองข้าง หรือว่าจากภายในศีรษะ คำภาษาอังกฤษว่า tinnitus เป็นคำบ่งลักษณะของเสียงภายในศีรษะของบุคคลเมื่อไม่มีตัวกระตุ้นทางหูจริง ๆ มีเสียงหลายอย่างแต่ที่ระบุมากที่สุดก็คือเป็นเสียงสูงต่ำเสียงเดียว แม้ปกติจะระบุว่าเป็นเสียงเหมือนเสียงกริ่ง/โทรศัพท์ แต่ในคนอื่น ๆ อาจจะเป็นเสียงสูงวิ๊ง ๆ เสียงหึ่ง ๆ เหมือนในสายไฟ เสียงฟู่ เสียงฮัม เสียงเหมือนลูบแก้วคริสตัล เสียงผิวปาก เสียงนาฬิกา เสียงแก๊ก ๆ เสียงดังกระหึ่ม เสียงจิ้งหรีด เสียงกบต้นไม้ เสียงตั๊กแตน เสียงจักจั่น ทำนองเพลง เสียงปี๊ป ๆ เสียงแฉ่ ๆ เหมือนกระทะร้อน เสียงคล้าย ๆ เสียงคน เสียงสูงต่ำเดียวยาว ๆ เช่นดังที่ใช้เพื่อทดสอบการได้ยิน ยังมีการระบุด้วยว่าเป็นเสียงลมหรือเสียงคลื่น[21][22][23][5]
เสียงในหูอาจจะได้ยินเป็นครั้งเป็นคราวหรืออาจจะได้ยินอย่างต่อเนื่อง ในกรณีหลัง นี่อาจทำให้เป็นทุกข์มาก สำหรับบางคน เสียงอาจเปลี่ยนไปเมื่อขยับไหล่ คอ ศีรษะ ลิ้น ขากรรไกร หรือตา[24]
คนไข้โดยมากที่ได้ยินเสียงในหูจะเสียการได้ยินไปแล้วเป็นบางส่วน[25] คือมักจะไม่สามารถได้ยินเสียงจริง ๆ ภายนอกร่างกายอย่างชัดเจนที่อยู่ในพิสัยความถี่เดี่ยวกันกับเสียงในหู[26] จึงมีการเสนอว่า เหตุอย่างหนึ่งของเสียงในหูอาจเป็นการตอบสนองเพื่อธำรงดุลของเซลล์ประสาทการได้ยินในก้านสมองส่วน dorsal cochlear nucleus ซึ่งทำให้มันทำงานมากเกินเพื่อชดเชยเสียงที่ขาดหายไปเพราะไม่ได้ยิน[27]
เสียงอาจดังเป็นเพียงเสียงพื้นหลังค่อย ๆ จนกระทั่งเป็นเสียงที่ยังได้ยินแม้เมื่อเสียงภายนอกดังมาก เสียงในหูแบบหนึ่งที่เรียกว่าเสียงในหูเต้นเป็นจังหวะ (pulsatile tinnitus) เป็นการได้ยินเสียงชีพจรหรือการหดเกร็งกล้ามเนื้อของตนเอง ปกติเป็นเสียงจากการขยับกล้ามเนื้อใกล้ ๆ หู หรือการเปลี่ยนแปลงในช่องหู หรือเสียงเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดในคอหรือใบหน้า[28]
การดำเนินของโรค
เพราะการศึกษาออกแบบต่าง ๆ กัน ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินของโรคจึงไม่ค่อยคงเส้นคงวา โดยทั่วไป ความชุกของโรคจะเพิ่มขึ้นตามวัยในผู้ใหญ่ โดยจะรู้สึกรำคาญยิ่งขึ้นถ้ายังมีอาการเมื่อติดตามผล[29][30][31]
ผลกระทบทางจิตใจ
แม้จะเป็นอาการที่น่ารำคาญซึ่งคนส่วนใหญ่ปรับตัวได้ แต่เสียงในหูแบบเรื้อรังอาจทำให้วิตกกังวลและซึมเศร้า[32][33] สภาพจิตใจเป็นปัจจัยให้รำคาญเสียงยิ่งกว่าความดังและความถี่เสียงที่ได้ยิน[32][34][35] ปัญหาทางจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การนอนหลับผิดปกติ และการขาดสมาธิ เป็นเรื่องสามัญสำหรับผู้รำคาญเสียงในหูอย่างมาก[32][36][37] [38] 45% ของคนไข้ที่มีเสียงในหู จะมีโรควิตกกังวลในช่วงหนึ่งของชีวิต[39]
งานวิจัยทางจิตวิทยาได้ตรวจดูปฏิกิริยาการเกิดความทุกข์ต่อเสียงในหู เพื่ออธิบายว่า ทำไมคนไข้จึงมีอาการรุนแรงไม่เท่ากัน[36][40][41][42] งานวิจัยชี้ว่า เมื่อได้ยินเสียงในหูตอนต้น ๆ จะมีการวางเงื่อนไขที่เชื่อมเสียงในหูเข้ากับอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัวและความวิตกกังวล ซึ่งเพิ่มการทำงานของระบบลิมบิกและระบบประสาทอิสระ แล้วจึงเพิ่มความสำนึกและความรำคาญต่อเสียงในหู[43]
ประเภท
มีเสียงในหูสองแบบคือแบบไม่มีเสียงจริง (คือเป็นอัตวิสัย) และแบบมีเสียงจริง (คือที่เป็นปรวิสัย)[3] แต่โดยปกติจะเป็นแบบไม่มีเสียงจริง (subjective tinnitus) คือคนอื่นไม่สามารถได้ยินได้[3] ซึ่งอาจเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษอื่น ๆ รวมทั้ง tinnitus aurium, nonauditory tinnitus และ nonvibratory tinnitus
ในบางกรณีซึ่งน้อยมาก คนอื่นอาจจะได้ยินเสียงในหูของผู้มีอาการโดยใช้อุปกรณ์ เช่น หูฟังแพทย์เป็นต้น ที่น้อยยิ่งกว่านั้นคือสามารถวัดได้โดยเป็นเสียงจากหูที่เกิดเอง (SOAE) ในช่องหู นี่ก็จะเป็นแบบมีเสียงจริง (objective tinnitus)[3] ซึ่งเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษอื่น ๆ รวมทั้ง pseudo-tinnitus และ vibratory tinnitus
แบบไม่มีเสียงจริง (subjective)
เสียงในหูแบบไม่มีเสียงจริงเกิดบ่อยสุด ซึ่งมีเหตุหลายอย่าง แต่ที่สามัญที่สุดก็เพราะเสียการได้ยิน เมื่อเกิดจากโรคในหูชั้นในหรือประสาทหู (auditory nerve) นี่จะเรียกว่า otic tinnitus โดย otic มาจากคำภาษากรีกที่หมายถึงหู[44] ซึ่งเป็นภาวะทางโสตวิทยาหรือทางประสาทวิทยาที่อาจจุดชนวนโดยการติดเชื้อหรือยา[22] แต่เหตุเสียการได้ยินที่เกิดบ่อยสุดก็คือ การได้รับเสียงดังเกินซึ่งทำลายเซลล์ขนในหูชั้นในแล้วก่อเสียงในหู
เมื่อไม่เกี่ยวกับโรคในหูชั้นในหรือประสาทหู ก็จะเรียกได้ว่า nonotic tinnitus ในคนไข้ 30% ระบบรับความรู้สึกทางกายจะมีอิทธิพลต่อเสียงในหู เช่น สามารถเพิ่มหรือลดเสียงโดยขยับใบหน้า ศีรษะ ขากรรไกรหรือคอ[45] จึงเรียกชนิดนี้ได้ว่า somatic tinnitus หรือหากขยับศีรษะและคอเท่านั้นจึงมีผลก็จะเรียกว่า craniocervical tinnitus[44]
เสียงในหูบางชนิดอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพลาสติก (neuroplastic change) ของระบบประสาทหูส่วนกลาง ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการเสียการได้ยิน[46] คือ การเสียการได้ยินจะเปลี่ยนการตอบสนองเพื่อธำรงดุล (homeostatic response) ในระบบประสาทกลาง แล้วก่อเสียงในหู[47] เมื่อสูญเสียการได้ยินความถี่เสียงบางช่วงไป ระบบประสาทหูก็จะชดเชยโดยขยายเสียงความถี่เหล่านั้น จนในที่สุดก็จะสร้างความรู้สึกว่าได้ยินเสียงที่ความถี่นั้นอย่างต่อเนื่อง แม้จริง ๆ จะไม่มีเสียงนั้นภายนอก
การเสียการได้ยิน
เหตุสามัญที่สุดของเสียงในหูก็คือการเสียการได้ยิน ซึ่งแม้จะมีเหตุหลายประการ แต่สาเหตุหลักคือการบาดเจ็บของหูชั้นใน[46] ในหลายกรณี ก็จะไม่สามารถระบุเหตุได้[2][48]
ยาที่เป็นพิษต่อหูสามารถเป็นเหตุให้เกิดเสียงในหูที่ไม่มีจริง เพราะมันสามารถทำให้เสียการได้ยิน หรือเพิ่มความเสียหายที่เกิดจากเสียงดัง โดยอาจเกิดแม้เมื่อใช้ยาในขนาดที่จัดว่าไม่เป็นพิษต่อหู[49] มียามากกว่า 260 ชนิดที่รายงานว่ามีผลข้างเคียงเป็นเสียงในหู[50]
เสียงในหูยังอาจเกิดเมื่อหยุดใช้ยาเบ็นโซไดอาเซพีนแม้ในขนาดที่ใช้รักษาโรค ซึ่งบางครั้งเป็นอาการยืดเยื้อของการขาดยา โดยอาจคงยืนเป็นเวลาหลายเดือน[51][52] ยาอื่น ๆ เช่น ยาแก้ซึมเศร้า บูโพรพิออน ก็อาจก่อเสียงในหูได้เช่นกัน[53]
อย่างไรก็ดี เสียงในหูในกรณีจำนวนมากก็หาสาเหตุไม่ได้[2]
ปัจจัย
ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีส่วนให้เกิดเสียงในหูรวมทั้ง[54]
- ปัญหาหูและการเสียการได้ยิน
- เพราะการนำเสียง
- การบาดเจ็บเหตุเสียง เป็นอาการที่เกิดเมื่อได้ยินเสียงดังแบบไม่คาดหวัง
- เพราะเสียงหรือดนตรีดัง[55]
- หูชั้นกลางอักเสบ
- หูอักเสบ (otitis)
- โรคกระดูกหูชั้นกลาง (otosclerosis)
- การทำงานผิดปกติของท่อหู
- เพราะการนำเสียง
- sensorineural hearing loss เป็นการเสียการได้ยินเนื่องกับอวัยวะหรือโครงสร้างในหูชั้นใน หรือเส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 หรือระบบประสาทส่วนอื่น ๆ
- เสียงดัง
- หูตึงเหตุสูงอายุ
- โรคเมนิแยร์
- การบวมน้ำเอ็นโดลิมฟ์ (endolymphatic hydrops)
- superior canal dehiscence เป็นอาการมีน้อยที่มีผลต่อการได้ยินและการทรงตัว เกิดจากการกร่อนหรือการไม่มีกระดูกขมับเหนือหลอดกึ่งวงกลมส่วนบนของระบบการทรงตัว
- acoustic neuroma เป็นเนื้องอกไม่ร้ายของเซลล์ปลอกไมอีลินที่เส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 (Vestibular schwannoma) ซึ่งทำให้เสียการได้ยิน เกิดอาการนี้ ทรงตัวได้ไม่ดี มีปัญหาความดันในหู อัมพฤกษ์อัมพาตที่ใบหน้า
- ปรอทหรือตะกั่วเป็นพิษ
- ยาที่เป็นพิษต่อหู
- Arnold-Chiari malformation เป็นความผิดปกติทางโครงสร้างของสมองน้อย
- โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
- การบาดเจ็บที่ศีรษะ
- หลอดเลือดแดงอักเสบแบบไจแอนต์เซลล์ เป็นการอักเสบของเส้นเลือดขนาดใหญ่และขนาดกลางในศีรษะ โดยเฉพาะที่สาขา external carotid artery
- หลอดเลือดอักเสบ เป็นกลุ่มโรคที่ทำลายเส้นเลือดโดยการอักเสบ
- สารก่ออาการโรคจิต/ประสาทหลอน ที่ก่อเสียงในหูชั่วคราวโดยเป็นผลข้างเคียง
- กลุ่มอาการขาดยาเบ็นโซไดอาเซพีน[51][52]
- ความดันในกะโหลกศีรษะที่ต่ำหรือสูงเกินโดยมีเหตุต่าง ๆ เช่น สมองอักเสบหรือน้ำหล่อสมองไขสันหลังรั่ว
แบบมีเสียงจริง ๆ (objective)
เสียงในหูแบบปรวิสัย เป็นการได้ยินเสียงการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหรือชีพจรของตนเองที่มีจริง ๆ ปกติเป็นเสียงจากการขยับกล้ามเนื้อขากรรไกร หรือเสียงไหลเวียนของเลือดบริเวณคอหรือใบหน้า[59] บางครั้งเกิดจากการกระตุกกล้ามเนื้อหรือกลุ่มกล้ามเนื้อโดยไม่สมัครใจ (คือกล้ามเนื้อกระตุกรัว) หรือจากภาวะของหลอดเลือด ในบางกรณีจะเกิดจากการชักกระตุกของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หูชั้นกลาง[59]
เสียงจากหูที่เกิดเอง (SOAEs) เป็นเสียงความถี่สูงและเบาซึ่งเกิดขึ้นที่หูชั้นในและวัดได้ในช่องหูด้วยไมโครโฟนที่มีความไวสูง นี่อาจก่อเสียงในหู[15] ประเมินว่า อัตราเสียงในหูที่เนื่องกับ SOAE อยู่ที่ 4%[15]
เสียงในหูในเด็ก
เด็กอาจมีเสียงในหูแบบเต้นเป็นจังหวะหรือแบบต่อเนื่อง โดยเกี่ยวกับความผิดปกติและรูปแบบต่าง ๆ ของหลอดเลือด[60] ที่ส่งผลต่อโครงสร้างหูชั้นกลาง/หูชั้นใน การตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์อาจใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงสร้าง และเอ็มอาร์ไออาจใช้ประเมินเส้นประสาท ก้อนเนื้อ หรือรูปผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถป้องกันความบกพร่องทางพัฒนาการในระยะยาวได้[61]
แบบเป็นจังหวะ (pulsatile)
บางคนอาจได้ยินเสียงแบบเต้นเป็นจังหวะตามชีพจรของตน ซึ่งเรียกในภาษาอังกฤษว่า pulsatile tinnitus หรือ vascular tinnitus[62] ซึ่งปกติจะเป็นเสียงที่มีจริง เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนไปหรือการไหลเวียนที่ปั่นป่วนเพิ่มขึ้นใกล้ ๆ หู เช่น จากภาวะหลอดเลือดแข็งหรือเสียงจากหลอดเลือดดำ[63] แต่ก็ยังอาจเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นอัตวิสัย คือไม่ใช่เสียงจริง เป็นการรับรู้เพิ่มขึ้นถึงการไหลเวียนของเลือดในหู[62]
การวินิจฉัยแยกโรคสำหรับเสียงในหูชนิดเต้นเป็นจังหวะนั้นหลากหลาย รวมถึงสาเหตุทางหลอดเลือด เนื้องอก ความผิดปกติของหูชั้นกลางหรือหูชั้นใน และพยาธิสภาพในสมองอื่น ๆ[64] สาเหตุทางหลอดเลือดรวมสาเหตุจากหลอดเลือดดำ (เช่น jugular bulb ที่วิ่งขึ้นสูงผิดปกติ) สาเหตุจากหลอดเลือดแดง (เช่น ภาวะหลอดเลือดแข็งที่คอ ภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างหลอดเลือดโป่งพองที่หลอดเลือดแดงแคโรทิด[65] หรือ carotid artery dissection) หรือทางทะลุระหว่างหลอดเลือดแดงและดำที่เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก หรือรูปผิดปกติของหลอดเลือดแดงและดำ[66]
เสียงในหูแบบดังเป็นจังหวะอาจชี้ภาวะหลอดเลือดอักเสบ (vasculitis) หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดเลือดแดงอักเสบแบบไจแอนต์เซลล์ หรืออาจเกิดจากเนื้องอก เช่น paraganglioma[A] (เช่น glomus tympanicum, glomus jugulare) หรือ hemangioma[B] (เช่น ที่เส้นประสาทเฟเชียล) สาเหตุที่หูชั้นกลาง ได้แก่ Patulous Eustachian tube, otosclerosis หรือกล้ามเนื้อกระตุกในหูชั้นกลาง สาเหตุในหูชั้นในที่พบบ่อยที่สุดคือ superior semicircular canal dehiscence คือหลอดกึ่งวงกลมด้านบนเปิดโล่งทั้งหมดหรือเป็นบางส่วน[C][67] เสียงในหูชนิดดังเป็นจังหวะอาจบ่งชี้ความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ[68] อาจเป็นอาการของความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง ซึ่งควรตรวจสอบเมื่อมีเสียงที่ผิดปกติของการไหลเวียนเลือด (bruit)[69]
พยาธิสรีรวิทยา
เสียงในหูอาจเกิดจากการทำงานเพิ่มขึ้นของเซลล์ประสาทในก้านสมองส่วนการได้ยิน เป็นบริเวณที่สมองประมวลเสียง มีผลให้เซลล์ประสาทการได้ยินบางส่วนถูกกระตุ้นมากเกินไป พื้นฐานของทฤษฎีนี้ก็คือ คนที่มีเสียงในหูจำนวนมากมีปัญหาการได้ยินด้วย[25]
งานทบทวนปี 2016 สามงานเน้นพยาธิสภาพที่หลากหลายโดยอาจเป็นแบบผสมผสานที่เกี่ยวข้องกับเสียงในหู ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการหลากหลายและมีการรักษาที่ต้องปรับเฉพาะแบบ[70][71][72][73]
การวินิจฉัย
แนวทางการวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับประวัติการมีอาการและการตรวจร่างกายบริเวณศีรษะ คอ และระบบประสาท[48] ปกติจะตรวจการได้ยิน (audiogram) และบางครั้งอาจถ่ายภาพทางการแพทย์หรือตรวจด้วย "อิเลคโทรนิสแทกโมกราฟฟีย์"[D][48] ภาวะที่สามารถรักษาได้อาจรวมถึงการติดเชื้อที่หูชั้นกลาง เนื้องอกประสาทหู (Vestibular schwannoma) สมองกระแทกกระเทือน และโรคกระดูกหูแข็ง (otosclerosis)[74]
ข้อกำหนดว่าอะไรเป็นเสียงในหูแบบเรื้อรัง เทียบกับประสบการณ์ที่มีตามธรรมชาติ ก็คือการมีเสียงในหูอย่างน้อย 5 นาทีอย่างน้อย 2 ครั้งต่ออาทิตย์[75] แต่ผู้ที่มีเสียงในหูเรื้อรังมักจะประสบปัญหาบ่อยกว่านี้ โดยอาจเป็นตลอดหรือเป็น ๆ หาย ๆ บางคนที่มีอาการอย่างต่อเนื่องอาจไม่ได้รู้เสียงอยู่ตลอดเวลา แต่อาจรับรู้ในเวลากลางคืนเมื่อมีเสียงจากสิ่งแวดล้อมน้อยลงเท่านั้น อาการเรื้อรังนิยามได้ว่าเป็นอาการที่นานกว่าหกเดือนขึ้นไป[76]
โสตวิทยา
เนื่องจากคนที่มีเสียงในหูมักเสียการได้ยินด้วย การตรวจการได้ยินด้วยโทนเสียงบริสุทธิ์ซึ่งแสดงผลเป็นกราฟการได้ยิน (ออดิโอแกรม) อาจช่วยวินิจฉัยสาเหตุได้ ถึงแม้ก็มีผู้ที่ไม่เสียการได้ยินด้วยเหมือนกันที่มีเสียงในหู ออดิโอแกรมยังอาจช่วยในการปรับแต่งเครื่องช่วยฟังในกรณีที่เสียการได้ยินอย่างมีนัยสำคัญ ระดับสูงต่ำของเสียงในหูมักจะอยู่ในช่วงที่เสียการได้ยิน
จิตสวนศาสตร์

การตรวจลักษณะเสียงในหูรวมความถี่ในกรณีที่เสียงในหูมีโทนเดียว หรือช่วงความถี่ในกรณีที่เสียงในหูมีโทนเสียงในช่วงแคบ ๆ, ความดังของเสียงเหนือขีดเริ่มได้ยินที่ความถี่นั้น ๆ (เป็นเดซิเบล) และระดับเสียงต่ำสุดที่กลบเสียงในหูนั้นได้เป็นต้น[78] ในกรณีโดยมาก พิสัยความถี่ของเสียงในหูจะอยู่ในระหว่าง 5–10 กิโลเฮิรตซ์[79] และดังระหว่าง 5–15 เดซิเบลเหนือขีดเริ่มได้ยิน[80]
ตัวแปรที่สำคัญอีกอย่างก็คือการระงับเสียงแบบตกค้าง (residual inhibition) ซึ่งเป็นการหายไปอย่างชั่วคราวของเสียงในหูหลังจากใช้เสียงกลบ (masking) เพราะค่าวัดนี้อาจบ่งชี้ว่า เครื่องสร้างเสียงกลบ (tinnitus masker) จะใช้รักษาได้ดีแค่ไหน[81][82]
แพทย์อาจตรวจภาวะหูไวเกิน (hyperacusis) ซึ่งมักเกิดกับเสียงในหู[83][84] เป็นภาวะเกี่ยวกับการมีปฏิกิริยาเชิงลบกับเสียง ซึ่งอาจปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ค่าที่วัดได้คือระดับความไม่สบายจากเสียงดัง (LDL) โดยมีหน่วยเป็นเดซิเบล เป็นระดับความดังเสียงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายในช่วงความถี่ที่สามารถได้ยิน เป็นความต่างระหว่างขีดเริ่มได้ยินกับความดังที่ทำให้ไม่สบายที่ความถี่นั้น ๆ
ช่วงความต่างที่ลดลงในช่วงความถี่หนึ่ง ๆ อาจสัมพันธ์กับภาวะหูไวเกิน ระดับเริ่มได้ยินปกติอยู่ระหว่าง 0–20 เดซิเบล ระดับความไม่สบายจากเสียงดังปกติอยู่ที่ระหว่าง 85–90+ เดซิเบลโดยมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่ระบุถึง 100 เดซิเบล[85][86] ความต่างที่ 55 เดซิเบลหรือน้อยกว่าเป็นช่วงบ่งชี้ภาวะหูไวเกิน
ความรุนแรง
เสียงในหูจัดเป็นตั้งแต่ "เล็กน้อย" จนถึง "รุนแรง" ตามผลกระทบที่มี เช่น รบกวนการนอนหลับ การพักผ่อน หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน[87] ในกรณีสุด ๆ กรณีหนึ่ง ชายผู้หนึ่งฆ่าตัวตายหลังจากหมอบอกว่า รักษาให้หายไม่ได้[88]
การประเมินทางจิตวิทยารวมการวัดความรุนแรงของอาการและความทุกข์ที่เกิด (เช่น ลักษณะและความมากน้อยของปัญหาเนื่องกับเสียงในหู) ที่วัดโดยแบบคำถามซึ่งได้ประเมินความสมเหตุสมผลแล้ว[89] เป็นการวัดความทุกข์ทางใจและความพิการที่เกิดเนื่องจากเสียงในหู รวมทั้งผลต่อการได้ยิน วิถีชีวิต สุขภาพ และอารมณ์[90][91][92] อนึ่ง การประเมินการใช้ชีวิตทั่วไปรวมทั้งระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความเครียด สิ่งที่ทำให้เครียด และปัญหาการนอน ก็สำคัญด้วย เพราะเสียงในหูอาจมีผลลบต่อปัญหาเหล่านี้ หรือปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เสียงในหูแย่ลง[93]
การประเมินทั้งหมดก็เพื่อกำหนดระดับความทุกข์และการรบกวนชีวิต กำหนดการตอบสนองและการรับรู้/ความสำนึกต่อเสียงในหู เพื่อปรับวิธีการรักษาและการเฝ้าสังเกตผล อย่างไรก็ดี เพราะวิธีการประเมินผลที่ใช้ต่าง ๆ กัน บางครั้งก็ไม่สอดคล้องกัน และไม่มีมติร่วมกัน ดังที่พบในวรรณกรรมการแพทย์ต่าง ๆ จึงจำกัดการเปรียบเทียบประสิทธิผลของวิธีการรักษาต่าง ๆ[94]
แบบเกิดเป็นจังหวะ
หากแพทย์ตรวจพบเสียงผิดปกติเพราะเลือดไหลปั่นป่วน (bruit) ก็อาจต้องตรวจด้วยภาพ เช่น การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูงผ่านกะโหลกศีรษะ (TCD) หรือการสร้างภาพหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA)[95][96][97]
การวินิจฉัยแยกโรค
แหล่งเสียงอื่น ๆ ที่ฟังคล้ายกับเสียงในหูจะต้องกันออก ตัวอย่างเช่นเสียงสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดเนื่องกับสายไฟ ตลอดจนการส่งสัญญาณเสียงวิธีต่าง ๆ เสียงที่มักวินิจฉัยผิดเพราะคล้ายเสียงในหูอย่างหนึ่งก็คือ เสียงคลื่นวิทยุ คือผู้ป่วยได้ยินการส่งคลื่นวิทยุจริง ๆ[98][99]
การป้องกัน

การได้รับเสียงดังนาน ๆ อาจทำให้เกิดเสียงในหู[19] ดังนั้น การใช้อุปกรณ์อุดหูเป็นต้น ก็อาจช่วยได้ ในบางพื้นที่ นายจ้างอาจใช้บริการของโปรแกรมป้องกันการสูญเสียการได้ยินเพื่อช่วยให้ความรู้แก่ลูกจ้างและป้องกันระดับเสียงที่อันตราย องค์กรของรัฐอาจมีกฎเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงาน หากปฏิบัติตามกฎ จะมีความเสี่ยงต่ำน้อยในการเสียการได้ยินอย่างถาวร[100]
มีกลุ่มที่แนะนำให้สวมที่อุดหูเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเกิดเสียงในหู เช่น ที่เกิดจากการฟังเสียงดังมากเกินไป เช่น เสียงลมสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์[101] รวมถึงทหาร[102] นักดนตรี[103] ดีเจ[104] เกษตรกร[105] และคนงานก่อสร้าง[106] เนื่องจากอาชีพเหล่านี้เสี่ยงมากกว่าประชากรทั่วไป
ยาหลายอย่างมีพิษต่อหู โดยอาจเพิ่มความเสียหายที่เกิดจากเสียงดัง หากต้องใช้ยาที่เป็นพิษต่อหู ถ้าแพทย์ใส่ใจระมัดระวังการให้ยา เช่น ขนาดยาและช่วงเวลาระหว่างมื้อยา ก็จะสามารถลดความเสียหายได้[107][108][109]
การรักษา
ถ้ามีเหตุที่เป็นมูลฐาน การรักษาเหตุอาจทำให้อาการดีขึ้น[3] ไม่เช่นนั้นแล้ว วิธีรักษาหลักจะเป็นการปรึกษาจิตแพทย์หรือคุยกับนักจิตวิทยา[5] การบำบัดด้วยเสียง หรือเครื่องช่วยฟัง ไม่มียาที่สามารถรักษาเสียงในหู แต่อาจบรรเทาอาการรุนแรงได้[3][110][111]
จิตวิทยา
การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมเป็นการรักษาที่มีหลักฐานดีที่สุดสำหรับเสียงในหู[5][112] โดยลดความเครียดของผู้ป่วย[113] ซึ่งได้ผลไม่ว่าจะมีผลหรือไม่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล[112] ส่วนการรักษาด้วยการยอมรับและการให้สัญญา (ACT) ก็ดูจะมีผลในการรักษาเสียงในหูด้วย[114] เทคนิคการผ่อนคลายอาจช่วยได้เช่นกัน[3] กระทรวงการทหารผ่านศึกสหรัฐได้พัฒนาระเบียบการรักษาอาการเสียงในหูที่เรียกว่า Progressive Tinnitus Management[115]
การบำบัดด้วยเสียง
การบำบัดด้วยเสียงโดยเครื่องช่วยฟังหรือเครื่องส่งเสียงกลบเสียงในหู อาจช่วยให้สมองเลิกสนใจช่วงความถี่ของเสียงในหูได้ แม้วิธีเหล่านี้จะมีหลักฐานสนับสนุนน้อย แต่ก็ไม่มีผลลบ[3][116][117] มีแนวทางการบำบัดเสียงในหูด้วยเสียงหลายวิธี แนวทางแรกคือการปรับเสียงเพื่อชดเชยการสูญเสียการได้ยินของแต่ละบุคคล แนวทางที่สองคือการบำบัดด้วยเสียงดนตรีที่ปรับเฉพาะบุคคล โดยตัดเสียงที่ความถี่ของเสียงในหู ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลเป็นการยับยั้งเซลล์ประสาทข้าง ๆ (lateral inhibition) ในบริเวณประสาทส่วนที่ก่อเสียงในหู จึงเท่ากับระงับเสียงในหู[118][119]
มีหลักฐานเบื้องต้นบางส่วนที่สนับสนุนการบำบัดโดยฝึกเสียงในหูใหม่ (tinnitus retraining therapy) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการทำงานของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวกับเสียงในหู[3][120][119] อีกวิธีใช้แอปมือถือซึ่งรวมวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสียงกลบ การบำบัดด้วยเสียง และการฝึกผ่อนคลาย[121][122] แอปสามารถเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แยกต่างหาก หรือเป็นส่วนของระบบควบคุมเครื่องช่วยฟัง[123]
นิวโรโมนิคส์ (neuromonics) เป็นวิธีการรักษาด้วยเสียงอีกวิธีหนึ่ง มีโพรโทคอลที่เป็นไปตามหลักลดความไวต่อเสียงในหูอย่างเป็นระบบ เป็นโปรแกรมฟื้นฟูที่ทำอย่างเป็นระบบโดยใช้เวลา 12 เดือน นิวโรโมนิคส์ใช้สัญญาณเสียงที่ปรับแต่งแล้วส่งผ่านอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยสวมใส่ มีเป้าหมายที่ช่วงความถี่เสียงในหูที่ผู้ป่วยได้ยิน[124]
กายภาพบำบัด
กายภาพบำบัดสำหรับเสียงในหูมุ่งเน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อขากรรไกรและคอ ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดอาการ ความตึงของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะในกล้ามเนื้อขากรรไกร เช่นกล้ามเนื้อ masseter และ medial pterygoid สามารถกระจายไปที่หู ทำให้เกิดเสียงในหูชนิดเนื่องกับร่างกาย (somatic tinnitus) นักกายภาพบำบัดเฉพาะทางอาจใช้เทคนิคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาความตึงเครียดในบริเวณเหล่านี้ ซึ่งอาจลดความรุนแรงของเสียงในหูและอาการปวดที่เกี่ยวข้องในบริเวณที่เชื่อมต่อกัน เช่น ขากรรไกร ฟัน และหู[125]
ยา
จนถึงปี 2018 ยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพสำหรับเสียงในหูที่ไม่ทราบสาเหตุ[3][19][20] ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ายาแก้ซึมเศร้า[126] หรือยาช่วยรักษาโรคพิษสุรา acamprosate มีประโยชน์หรือไม่[127] มีการศึกษาที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน[3][20][128][129]
จนถึง ปี 2015 ประโยชน์ของเมลาโทนินยังไม่ชัดเจน[130] ไม่ชัดเจนว่ายากันชักมีประโยชน์ในการรักษาหรือไม่[3][131] การฉีดสเตียรอยด์เข้าที่หูชั้นกลางก็ดูเหมือนจะไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน[132][133] ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการใช้เบต้าฮิสทีน ยารักษาอาการรู้สึกหมุน มีประสิทธิภาพในการรักษาเสียงในหู[134]
การฉีดชีวพิษโบทูลินัมได้ผลสำหรับเสียงในหูชนิดมีเสียงจริงบางกรณีที่เกิดจากอาการสั่นของเพดานปาก[135]
บางประเทศใช้ ยาแก้เกร็ง caroverine เพื่อรักษาเสียงในหู[136] แต่หลักฐานว่ามีประโยชน์ก็อ่อนมาก[137]
การปรับระบบประสาท
ในปี 2020 ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกชี้ว่า การปรับระบบประสาทด้วยตัวกระตุ้นสองแบบ (bimodal neuromodulation) อาจช่วยลดอาการเสียงในหู เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องเจาะต้องผ่า ทำโดยใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นลิ้นควบคู่ไปกับการส่งเสียง[138]
ในเดือนมีนาคม 2023 องค์การอาหารและยาสหรัฐ ได้อนุมัติอุปกรณ์ Lenire ของบริษัท Neuromod เพื่อรักษาเสียงในหู[139][140][141] ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2024 กระทรวงการทหารผ่านศึกสหรัฐประกาศว่าจะเริ่มให้การรักษาแก่อดีตทหารที่มีเสียงในหู[141]
หลักฐานบางส่วนสนับสนุนเทคนิคการปรับระบบประสาท เช่น การกระตุ้นด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ (TMS)[3][142] การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าตรงผ่านกะโหลกศีรษะ (tDCS) และ neurofeedback
แพทย์ทางเลือก
ใบแปะก๊วยดูเหมือนจะไม่มีประสิทธิภาพ[20][143] บัณฑิตยสถานหูคอจมูกอเมริกันแนะนำไม่ให้ใช้อาหารเสริมเป็นเมลาโทนินหรือสังกะสีเพื่อบรรเทาอาการเสียงในหู และรายงานว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพของอาหารเสริมหลายชนิด (เช่น lipoflavonoid, กระเทียม, สมุนไพรแผนจีน/เกาหลี, ตัวอ่อนผึ้ง รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ตลอดจนยาโฮมีโอพาธี)[19] การทบทวนของคอเครนปี 2016 ยังสรุปด้วยว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนให้กินธาตุสังกะสีเพื่อลดอาการเสียงในหู[144]
พยากรณ์โรค
แม้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ ผู้ที่มีเสียงในหูปกติจะชินไปเอง คนไข้ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ[5]
ความระบาด
ผู้ใหญ่
เสียงในหูเกิดกับ 10–15% ของประชากร[5] ประมาณ ⅓ ของคนอเมริกาเหนือที่มีอายุเกิน 55 ปีประสบกับอาการนี้[145] มีผลกระทบต่อ ⅓ ของผู้ใหญ่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต ขณะที่ 10–15% มีปัญหาพอที่จะไปหาแพทย์[146]
เด็ก
เชื่อว่า เสียงในหูเป็นโรคของผู้ใหญ่ จึงมักมองข้ามในเด็ก เด็กที่เสียการได้ยินมีอัตราการเกิดเสียงในหูสูง แม้จะไม่พูดถึงอาการหรือผลที่มีต่อชีวิต[147][148] เด็กโดยทั่วไปจะไม่รายงานอาการด้วยตนเอง และสิ่งที่พูดก็อาจไม่ได้รับความสนใจ[149]
เด็กที่บอกว่ามีเสียงในหู จะมีโอกาสสูงขึ้นในการมีโรคทางหูหรือทางประสาทที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ไมเกรน โรคเมนิแยร์วัยเด็ก และหูชั้นกลางอักเสบแบบมีหนองเรื้อรัง[150] เด็กที่มีขีดเริ่มได้ยินปกติมีความชุกโรคระหว่าง 12–36% แต่สูงถึง 66% ในเด็กที่เสียการได้ยิน เด็กประมาณ 3–10% มีปัญหากับเสียงในหู[151]
ดูเพิ่ม
- ภาวะหูไวเกิน
- ผลต่อสุขภาพจากเสียง
- นักโสตสัมผัสวิทยา
- ผลต่อสุขภาพจากเสียง
- Noise-induced hearing loss
- อาการหลอนคิดว่ามือถือสั่น
- Zwicker tone
เชิงอรรถ
- ↑ paraganglioma คือเนื้องอกทางระบบประสาทและต่อมไร้ท่อที่พบได้น้อย ซึ่งอาจเกิดที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย (รวมถึงบริเวณศีรษะ คอ ทรวงอก และช่องท้อง)
- ↑ hemangioma คือเนื้องอกของหลอดเลือดที่มักจะไม่ร้าย ซึ่งเกิดจากเซลล์หลอดเลือด
- ↑ superior semicircular canal dehiscence (SSCDS) เป็นกลุ่มอาการทางการได้ยินและการทรงตัวที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติที่มีน้อยของหลอดกึ่งวงกลมด้านบน อาการเหล่านี้เกิดจากการบางลงหรือการไม่มีส่วนกระดูกขมับที่ปกติอยู่เหนือหลอดกึ่งวงกลมด้านบนของระบบการทรงตัว มีหลักฐานว่าความผิดปกตินี้ หรือความเสี่ยงการเกิด มีมาตั้งแต่กำเนิด
- ↑ อิเลคโทรนิสแทกโมกราฟฟีย์ (ENG) เป็นการตรวจวินิจฉัยที่บันทึกการเคลื่อนไหวของตาที่ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจจิตใจซึ่งเรียกว่า อาการตากระตุก (nystagmus) สามารถใช้เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของอาการรู้สึกหมุน อาการมึนหัว หรือความผิดปกติของการทรงตัว เป็นการทดสอบระบบการทรงตัว ยังใช้ประเมินการเคลื่อนไหวของตาทั้งแบบที่สามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ โดยประเมินเส้นประสาทคอเคลียและเส้นประสาทกล้ามเนื้อตา ยังสามารถใช้กำหนดเหตุของความผิดปกติต่าง ๆ ทางตาและหูได้ด้วย
อ้างอิง
- 1 2 3 4 Levine, Robert A.; Oron, Yahav (2015). "Tinnitus". The Human Auditory System - Fundamental Organization and Clinical Disorders. Handbook of Clinical Neurology. เล่มที่ 129. น. 409–431. doi:10.1016/B978-0-444-62630-1.00023-8. ISBN 978-0-444-62630-1. PMID 25726282.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 "Tinnitus". NIH – National Institute on Deafness and Other Communication Disorders (NIDCD). 2017-03-06. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-04-03. สืบค้นเมื่อ 2019-09-20.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 Baguley, David; McFerran, Don; Hall, Deborah (พฤศจิกายน 2013). "Tinnitus". The Lancet. 382 (9904): 1600–1607. doi:10.1016/S0140-6736(13)60142-7. PMID 23827090.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Han, BI; Lee, HW; Kim, TY; Lim, JS; Shin, KS (มีนาคม 2009). "Tinnitus: characteristics, causes, mechanisms, and treatments". Journal of Clinical Neurology. 5 (1): 11–19. doi:10.3988/jcn.2009.5.1.11. PMC 2686891. PMID 19513328.
About 75% of new cases are related to emotional stress as the trigger factor rather than to precipitants involving cochlear lesions.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Langguth, Berthold; Kreuzer, Peter M; Kleinjung, Tobias; De Ridder, Dirk (2013). "Tinnitus: causes and clinical management". The Lancet Neurology. 12 (9): 920–930. doi:10.1016/S1474-4422(13)70160-1.
- ↑ "Tinnitus", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕,
(แพทยศาสตร์) เสียงในหู
- ↑ Snow (2008), 3.18.1 Definition of Tinnitus, p. 303
- ↑ Diamond, BJ; Mosley, JE (2011). "Arteriovenous Malformation (AVM)". ใน Kreutzer, JS; DeLuca, J; Caplan, B (บ.ก.). Encyclopedia of Clinical Neuropsychology. Springer. น. 249–252. doi:10.1007/978-0-387-79948-3. ISBN 978-0-387-79947-6.
- ↑ "Tinnitus – noises in the ears or head". ENT kent. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-09-28. สืบค้นเมื่อ 2021-01-20.
- ↑ "Taming tinnitus".
- ↑ "Why Does My Tinnitus Get Worse when I'm Stressed?". 2021-05-17.
- ↑ House, Patricia R. (2008). "Personality of the Tinnitus Patient". Ciba Foundation Symposium 85 – Tinnitus. Novartis Foundation Symposia. เล่มที่ 85. น. 193–203. doi:10.1002/9780470720677.ch11. ISBN 978-0-470-72067-7. PMID 7035099.
- ↑ Esmaili, Aaron A; Renton, John (2018-04-01). "A review of tinnitus". Australian Journal of General Practice. 47 (4): 205–208. doi:10.31128/AJGP-12-17-4420. PMID 29621860.
- ↑ Mazurek, B; Haupt, H; Olze, H; Szczepeck, A (2022). "Stress and tinnitus—from bedside to bench and back". Frontiers in Systems Neuroscience. 6 (47): 47. doi:10.3389/fnsys.2012.00047. PMC 3371598. PMID 22701404.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - 1 2 3 Henry, James A.; Dennis, Kyle C.; Schechter, Martin A. (ตุลาคม 2005). "General Review of Tinnitus: Prevalence, Mechanisms, Effects, and Management". Journal of Speech, Language, and Hearing Research. 48 (5): 1204–1235. doi:10.1044/1092-4388(2005/084). PMID 16411806.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Rizk, HG; Lee, JA; Liu, YF; Endriukaitis, L; Isaac, JL; Bullington, WM (ธันวาคม 2020). "Drug-Induced Ototoxicity: A Comprehensive Review and Reference Guide". Pharmacotherapy. 40 (12): 1265–1275. doi:10.1002/phar.2478. PMID 33080070. S2CID 224828345.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Braunwald, Eugene; Fauci, Anthony S; Kasper, Dennis L; Hauser, Stephen L; Longo, Dan L; Jameson, J Larry, บ.ก. (2001). "29. DISORDERS OF SMELL, TASTE, AND HEARING". Harrison's principles of internal medicine (พิมพ์ครั้งที่ 15th). McGraw-Hill. HEARING: DISORDERS OF THE SENSE OF HEARING: Sensorineural Hearing Loss: Tinnitus. ISBN 0-07-007272-8.
{{cite book}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Harrison's Principles of Internal Medicine (2001), HEARING: TREATMENT
- 1 2 3 4 Tunkel, DE; Bauer, CA; Sun, GH; Rosenfeld, RM; Chandrasekhar, SS; Cunningham, ER; และคณะ (2014). "Clinical practice guideline: tinnitus". Otolaryngology–Head and Neck Surgery. 151 (2 Suppl): S1–40. doi:10.1177/0194599814545325. PMID 25273878. S2CID 206468767.
- 1 2 3 4 Bauer, CA (มีนาคม 2018). "Tinnitus". New England Journal of Medicine. 378 (13): 1224–1231. doi:10.1056/NEJMcp1506631. PMID 29601255.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Signs of tinnitus". Action on Hearing Loss. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-07-25. สืบค้นเมื่อ 2018-08-19.
- 1 2 Chan, Y (2009). "Tinnitus: etiology, classification, characteristics, and treatment". Discovery Medicine. 8 (42): 133–36. PMID 19833060.
- ↑ "Tinnitus". MedlinePlus: NIH US National Library of Medicine. 2016-05-18. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-07-28.
- ↑ Simmons, R; Dambra, C; Lobarinas, E; Stocking, C; Salvi, R (2008). "Head, Neck, and Eye Movements That Modulate Tinnitus". Seminars in Hearing. 29 (4): 361–70. doi:10.1055/s-0028-1095895. PMC 2633109. PMID 19183705.
- 1 2 Nicolas-Puel, C; Faulconbridge, RL; Guitton, M; Puel, JL; Mondain, M; Uziel, A (2002). "Characteristics of tinnitus and etiology of associated hearing loss: a study of 123 patients". The International Tinnitus Journal. 8 (1): 37–44. PMID 14763234.
- ↑ Knig, O; Schaette, R; Kempter, R; Gross, M (2006). "Course of hearing loss and occurrence of tinnitus". Hearing Research. 221 (1–2): 59–64. doi:10.1016/j.heares.2006.07.007. PMID 16962270.
- ↑ Schaette, R; Kempter, R. (2006). "Development of tinnitus-related neuronal hyperactivity through homeostatic plasticity after hearing loss: a computational model". Eur J Neurosci. 23 (11): 3124–38. doi:10.1111/j.1460-9568.2006.04774.x. PMID 16820003.
- ↑ "Tinnitus (Ringing in the Ears) Causes, Symptoms, Treatments". Webmd.com. 2010-02-12. สืบค้นเมื่อ 2013-02-03.
- ↑ Baguley, D; Andersson, G; McFerran, D; McKenna, L (2013). Tinnitus: A Multidisciplinary Approach (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Blackwell Publishing Ltd. น. 16–17. ISBN 978-1-118-48870-6.
- ↑ Gopinath, B; McMahon, CM; Rochtchina, E; Karpa, MJ; Mitchell, P (2010). "Incidence, persistence, and progression of tinnitus symptoms in older adults: the Blue Mountains Hearing Study". Ear and Hearing. 31 (3): 407–412. doi:10.1097/AUD.0b013e3181cdb2a2. PMID 20124901. S2CID 23601127.
- ↑ Shargorodsky, J; Curhan, GC; Farwell, WR (2010). "Prevalence and characteristics of tinnitus among US adults". The American Journal of Medicine. 123 (8): 711–718. doi:10.1016/j.amjmed.2010.02.015. PMID 20670725.
- 1 2 3
"Psychological aspects of tinnitus and the application of cognitive-behavioral therapy". Clinical Psychology Review. 22 (7): 977–90. 2002. doi:10.1016/s0272-7358(01)00124-6. PMID 12238249.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑
"Some psychological aspects of tinnitus". Perceptual and Motor Skills. 88 (3 Pt 1): 790–92. 1999. doi:10.2466/pms.1999.88.3.790. PMID 10407886.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Baguley, DM (2002). "Mechanisms of tinnitus". British Medical Bulletin. 63: 195–212. doi:10.1093/bmb/63.1.195. PMID 12324394.
- ↑
"Pulsed versus continuous tones for evaluating the loudness of tinnitus". Journal of the American Academy of Audiology. 10 (5): 261–72. 1999. PMID 10331618.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - 1 2 Henry, JA; Dennis, KC; Schechter, MA (2005). "General review of tinnitus: Prevalence, mechanisms, effects, and management". Journal of Speech, Language, and Hearing Research. 48 (5): 1204–1235. doi:10.1044/1092-4388(2005/084). PMID 16411806.
- ↑ Davies, A; Rafie, EA (2000). "Epidemiology of Tinnitus". ใน Tyler, RS (บ.ก.). Tinnitus Handbook. San Diego: Singular. น. 1–23. OCLC 42771695.
- ↑
Tyler, RS, บ.ก. (2000). "Epidemiology of Tinnitus". Tinnitus Handbook. San Diego: Singular. น. 1–23. OCLC 42771695.
{{cite book}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ "Tinnitus and anxiety disorders: A review". Hear. Res. 333: 255–65. 2015. doi:10.1016/j.heares.2015.08.014. PMID 26342399.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Henry, JA; Wilson, P (2000). "Psychological management of tinnitus". ใน Tyler, RS (บ.ก.). Tinnitus Handbook. San Diego: Singular. น. 263–279. OCLC 42771695.
- ↑ Andersson, G; Westin, V (2008). "Understanding tinnitus distress: Introducing the concepts of moderators and mediators". International Journal of Audiology. 47 (Suppl. 2): S106–111. doi:10.1080/14992020802301670. PMID 19012118. S2CID 19389202.
- ↑ Weise, C; Hesser, H; Andersson, G; Nyenhuis, N; Zastrutzki, S; Kröner-Herwig, B; Jäger, B (2013). "The role of catastrophizing in recent onset tinnitus: its nature and association with tinnitus distress and medical utilization". International Journal of Audiology. 52 (3): 177–188. doi:10.3109/14992027.2012.752111. PMID 23301660. S2CID 24297897.
- ↑ Jastreboff, PJ; Hazell, JWP (2004). Tinnitus Retraining Therapy: Implementing the neurophysiological model. Cambridge: Cambridge University Press. OCLC 237191959.
- 1 2 Robert Aaron Levine (1999). "Somatic (craniocervical) tinnitus and the dorsal cochlear nucleus hypothesis". American Journal of Otolaryngology. 20 (6): 351–62. doi:10.1016/S0196-0709(99)90074-1. PMID 10609479.
- ↑ Rubinstein, B; Axelsson, A; Carlsson, GE (1990). "Prevalence of Signs and Symptoms of Craniomandibular Disorders in Tinnitus Patients". Journal of Craniomandibular Disorders. 4 (3): 186–92. PMID 2098394.
- 1 2 Schecklmann, Martin; Vielsmeier, Veronika; Steffens, Thomas; Landgrebe, Michael; Langguth, Berthold; Kleinjung, Tobias; Andersson, Gerhard (2012-04-18). "Relationship between Audiometric Slope and Tinnitus Pitch in Tinnitus Patients: Insights into the Mechanisms of Tinnitus Generation". PLoS ONE. 7 (4): e34878. doi:10.1371/journal.pone.0034878.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - 1 2 3 Yew, KS (2014-01-15). "Diagnostic approach to patients with tinnitus". American Family Physician. 89 (2): 106–113. PMID 24444578.
- ↑ แม่แบบ:Cite journ
- ↑ Bekman, Stas. "6) What are some ototoxic drugs?". Stason.org. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-10-19. สืบค้นเมื่อ 2012-10-26.
- 1 2 Riba, Michelle B.; Ravindranath, Divy (2010-04-12). Clinical manual of emergency psychiatry. Washington, DC: American Psychiatric Publishing Inc. น. 197. ISBN 978-1-58562-295-5.
- 1 2 Delanty, Norman (2001-11-27). Seizures: medical causes and management. Totowa, N.J.: Humana Press. น. 187. ISBN 978-0-89603-827-1.[ลิงก์เสีย]
- ↑ Fornaro, M; Martino, M (2010). "Tinnitus psychopharmacology: A comprehensive review of its pathomechanisms and management". Neuropsychiatric Disease and Treatment. 6: 209–218. doi:10.2147/ndt.s10361. PMC 2898164. PMID 20628627.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ "Diagnostic approach to tinnitus". Am Fam Physician. 69 (1): 120–06. 2004. PMID 14727828.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Passchier-Vermeer, W; Passchier, WF (2000). "Noise exposure and public health". Environ. Health Perspect. 108 Suppl 1 (Suppl 1): 123–31. doi:10.2307/3454637. JSTOR 3454637. PMC 1637786. PMID 10698728.
- ↑ Stover, Janos Zempleni, John W. Suttie, Jesse F. Gregory, III, Patrick J. (2014). Handbook of vitamins (พิมพ์ครั้งที่ 5th). Hoboken: CRC Press. น. 477. ISBN 9781466515574.
{{cite book}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์) - ↑ Shulgin, Alexander; Shulgin, Ann (1997). "#36. 5-MEO-DET". TiHKAL: the continuation. Berkeley, CA, USA: Transform Press. ISBN 9780963009692. OCLC 38503252. สืบค้นเมื่อ 2012-10-27.
- ↑ "Erowid Experience Vaults: DiPT - More Tripping & Revelations - 26540".
- 1 2 "MEM, Tinnitus and Ear Drum Spasms". Tinnitus And You. 2021-08-18. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-08-20. สืบค้นเมื่อ 2022-05-24.
- ↑ Kerr, Rhorie; Kang, Elise; Hopkins, Brandon; Anne, Samantha (ธันวาคม 2017). "Pediatric tinnitus: Incidence of imaging anomalies and the impact of hearing loss". International Journal of Pediatric Otorhinolaryngology. 103: 147–149. doi:10.1016/j.ijporl.2017.10.027. PMID 29224758.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Salman, Rida; Chong, Insun; Amans, Matthew; Hui, Ferdinand; Desai, Nilesh; Huisman, Thierry A. G. M.; Tran, Brandon (พฤษภาคม 2022). "Pediatric tinnitus: The role of neuroimaging". Journal of Neuroimaging. 32 (3): 400–411. doi:10.1111/jon.12986. PMID 35307901. S2CID 247584230.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 McFerran, Don; Magdalena, Sereda. "Pulsatile tinnitus" (PDF). Action on Hearing Loss. Royal National Institute for Deaf People (RNID). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2018-07-22. สืบค้นเมื่อ 2018-07-22.
- ↑ Chandler, JR (1983). "Diagnosis and cure of venous hum tinnitus". The Laryngoscope. 93 (7): 892–895. doi:10.1288/00005537-198307000-00009. PMID 6865626. S2CID 33725476.
- ↑ Pegge, Sjoert A. H.; Steens, Stefan C. A.; Kunst, Henricus P. M.; Meijer, Frederick J. A. (2017). "Pulsatile Tinnitus: Differential Diagnosis and Radiological Work-Up". Current Radiology Reports. 5 (1): 5. doi:10.1007/s40134-017-0199-7. ISSN 2167-4825. PMC 5263210. PMID 28203490.
- ↑ Moonis, G; Hwang, CJ; Ahmed, T; Weigele, JB; Hurst, RW (2005). "Otologic manifestations of petrous carotid aneurysms". American Journal of Neuroradiology. 26 (6): 1324–1327. PMC 8149044. PMID 15956490.
- ↑ Selim, Magdy; Caplan, Louis R. (มิถุนายน 2004). "Carotid artery dissection". Current Treatment Options in Cardiovascular Medicine. 6 (3): 249–253. doi:10.1007/s11936-996-0020-z. PMID 15096317. S2CID 7503852.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Ward, Bryan K.; Carey, John P.; Minor, Lloyd B. (2017-04-28). "Superior Canal Dehiscence Syndrome: Lessons from the First 20 Years". Frontiers in Neurology. 8: 177. doi:10.3389/fneur.2017.00177. ISSN 1664-2295. PMC 5408023. PMID 28503164.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Sismanis, Aristides; Butts, Frank M.; Hughes, Gordon B. (มกราคม 1990). "Objective Tinnitus in Benign Intracranial Hypertension: An Update". The Laryngoscope. 100 (1): 33–36. doi:10.1288/00005537-199001000-00008. PMID 2293699. S2CID 20886638.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Diamond, BJ; Mosley, JE (2011). "Arteriovenous Malformation (AVM)". ใน Kreutzer, JS; DeLuca, J; Caplan, B (บ.ก.). Encyclopedia of Clinical Neuropsychology. Springer. น. 249–252. doi:10.1007/978-0-387-79948-3. ISBN 978-0-387-79947-6.
- ↑
Møller, AR (2016). "Sensorineural Tinnitus: Its Pathology and Probable Therapies". International Journal of Otolaryngology. 2016: 1–13. doi:10.1155/2016/2830157. PMC 4761664. PMID 26977153.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Sedley, W; Friston, KJ; Gander, PE; Kumar, S; Griffiths, TD (2016). "An Integrative Tinnitus Model Based on Sensory Precision". Trends in Neurosciences. 39 (12): 799–812. doi:10.1016/j.tins.2016.10.004. PMC 5152595. PMID 27871729.
- ↑ Shore, SE; Roberts, LE; Langguth, B (2016). "Maladaptive plasticity in tinnitus – triggers, mechanisms and treatment". Nature Reviews Neurology. 12 (3): 150–160. doi:10.1038/nrneurol.2016.12. PMC 4895692. PMID 26868680.
- ↑ Park, Jung Mee; Kim, Woo Jin; Han, Jae Sang; Park, So Young; Park, Shi Nae (2020-07-02). "Management of palatal myoclonic tinnitus based on clinical characteristics: a large case series study". Acta Oto-Laryngologica. 140 (7): 553–557. doi:10.1080/00016489.2020.1749724. PMID 32406274. S2CID 218635840.
- ↑ Crummer, RW; Hassan, GA (2004). "Diagnostic Approach to Tinnitus". American Family Physician. 69 (1): 120–126. PMID 14727828.
- ↑ Davis, A (1989). "The prevalence of hearing impairment and reported hearing disability among adults in Great Britain". International Journal of Epidemiology. 18 (4): 911–17. doi:10.1093/ije/18.4.911.
- ↑ Henry, James A. (2016). ""Measurement" of Tinnitus". Otology & Neurotology. 37 (8): e276–e285. doi:10.1097/MAO.0000000000001070. ISSN 1531-7129.
- ↑ "Audiometric characteristics of hyperacusis patients". Frontiers in Neurology. 6: 105. 2015. doi:10.3389/fneur.2015.00105. PMC 4432660. PMID 26029161.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Henry, JA (2000). "Psychoacoustic Measures of Tinnitus". J Am Acad Audiol. 11: 138–55.
- ↑ "The Relevance of the High Frequency Audiometry in Tinnitus Patients with Normal Hearing in Conventional Pure-Tone Audiometry". BioMed Research International. 2015: 302515. 2015. doi:10.1155/2015/302515. PMC 4637018. PMID 26583098.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ "Psychoacoustic assessment to improve tinnitus diagnosis". PLOS One. 8 (12): e82995. 2013. Bibcode:2013PLoSO...882995B. doi:10.1371/journal.pone.0082995. PMC 3861445. PMID 24349414.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑
"Residual inhibition". Progress in Brain Research. Progress in Brain Research. 166: 487–95. 2007. doi:10.1016/S0079-6123(07)66047-6. ISBN 978-0444531674. PMID 17956813.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑
"Residual inhibition functions overlap tinnitus spectra and the region of auditory threshold shift". Journal of the Association for Research in Otolaryngology. 9 (4): 417–35. 2008. doi:10.1007/s10162-008-0136-9. PMC 2580805. PMID 18712566.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Knipper, Marlies; Van Dijk, Pim; Nunes, Isidro; Rüttiger, Lukas; Zimmermann, Ulrike (2013). "Advances in the neurobiology of hearing disorders: Recent developments regarding the basis of tinnitus and hyperacusis". Progress in Neurobiology. 111: 17–33. doi:10.1016/j.pneurobio.2013.08.002.
- ↑ Tyler, Richard S.; Pienkowski, Martin; Roncancio, Eveling Rojas; Jun, Hyung Jin; Brozoski, Tom; Dauman, Nicolas; Coelho, Claudia Barros; Andersson, Gerhard; Keiner, Andrew J.; Cacace, Anthony T.; Martin, Nora; Moore, Brian C. J. (2014). "A review of hyperacusis and future directions: part I. Definitions and manifestations" (PDF). American Journal of Audiology. 23 (4): 402–19. doi:10.1044/2014_AJA-14-0010. PMID 25104073. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-05-09. สืบค้นเมื่อ 2017-09-23.
- ↑ Sherlock, LaGuinn P.; Formby, Craig (กุมภาพันธ์ 2005). "Estimates of Loudness, Loudness Discomfort, and the Auditory Dynamic Range: Normative Estimates, Comparison of Procedures, and Test-Retest Reliability". Journal of the American Academy of Audiology. 16 (2): 85–100. doi:10.3766/jaaa.16.2.4. PMID 15807048.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Pienkowski, Martin; Tyler, Richard S.; Roncancio, Eveling Rojas; Jun, Hyung Jin; Brozoski, Tom; Dauman, Nicolas; Coelho, Claudia Barros; Andersson, Gerhard; Keiner, Andrew J.; Cacace, Anthony T.; Martin, Nora; Moore, Brian C. J. (ธันวาคม 2014). "A Review of Hyperacusis and Future Directions: Part II. Measurement, Mechanisms, and Treatment". American Journal of Audiology. 23 (4): 420–436. doi:10.1044/2014_AJA-13-0037. PMID 25478787.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Guidelines for the grading of tinnitus severity: the results of a working group commissioned by the British Association of Otolaryngologists, Head and Neck Surgeons, 1999" (PDF). Clinical Otolaryngology and Allied Sciences. 26 (5): 388–93. 2001. doi:10.1046/j.1365-2273.2001.00490.x. PMID 11678946. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-09-24.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ "James Jones's 80ft death jump after tinnitus 'torture'". BBC News. 2015-12-02. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-12-04. สืบค้นเมื่อ 2015-12-02.
- ↑
- ↑ Langguth, B.; Goodey, R.; Azevedo, A.; Bjorne, A.; Cacace, A.; Crocetti, A.; Del Bo, L.; De Ridder, D.; Diges, I.; Elbert, T.; Flor, H.; Herraiz, C.; Ganz Sanchez, T.; Eichhammer, P.; Figueiredo, R.; Hajak, G.; Kleinjung, T.; Landgrebe, M.; Londero, A.; Lainez, M.J.A.; Mazzoli, M.; Meikle, M.B.; Melcher, J.; Rauschecker, J.P.; Sand, P.G.; Struve, M.; Van de Heyning, P.; Van Dijk, P.; Vergara, R. (2007). "Consensus for tinnitus patient assessment and treatment outcome measurement: Tinnitus Research Initiative meeting, Regensburg, July 2006". Progress in Brain Research. เล่มที่ 166. Elsevier. น. 525–536. doi:10.1016/s0079-6123(07)66050-6. ISBN 978-0-444-53167-4. PMC 4283806. PMID 17956816. สืบค้นเมื่อ 2025-02-27.
- ↑ Meikle, M.B.; Stewart, B.J.; Griest, S.E.; Martin, W.H.; Henry, J.A.; Abrams, H.B.; McArdle, R.; Newman, C.W.; Sandridge, S.A. (2007). "Assessment of tinnitus: measurement of treatment outcomes" (PDF). Progress in Brain Research. Progress in Brain Research. 166: 511–21. doi:10.1016/S0079-6123(07)66049-X. ISBN 978-0444531674. PMID 17956815. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-09-25.
- ↑ Meikle, Mary B.; Henry, James A.; Griest, Susan E.; Stewart, Barbara J.; Abrams, Harvey B.; McArdle, Rachel; Myers, Paula J.; Newman, Craig W.; Sandridge, Sharon; Turk, Dennis C.; Folmer, Robert L.; Frederick, Eric J.; House, John W.; Jacobson, Gary P.; Kinney, Sam E.; Martin, William H.; Nagler, Stephen M.; Reich, Gloria E.; Searchfield, Grant; Sweetow, Robert; Vernon, Jack A. (2012). "The tinnitus functional index: development of a new clinical measure for chronic, intrusive tinnitus" (PDF). Ear and Hearing. 33 (2): 153–76. doi:10.1097/AUD.0b013e31822f67c0. PMID 22156949. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-01-25.
- ↑ Henry, JL; Wilson, PH (2000). The Psychological Management of Chronic Tinnitus: A Cognitive Behavioural Approach. Allyn and Bacon.
{{cite book}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์) - ↑ Landgrebe, M; Azevedo, A; Baguley, D; Bauer, C; Cacace, A; Coelho, C; และคณะ (2012). "Methodological aspects of clinical trials in tinnitus: A proposal for international standard". Journal of Psychosomatic Research. 73 (2): 112–21. doi:10.1016/j.jpsychores.2012.05.002. PMC 3897200. PMID 22789414.
- ↑
"Pulsatile Tinnitus: Differential Diagnosis and Radiological Work-Up". Current Radiology Reports. 5 (1): 5. 2017. doi:10.1007/s40134-017-0199-7. PMC 5263210. PMID 28203490.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑
"Pulsatile tinnitus: imaging and differential diagnosis". Deutsches Arzteblatt International. 110 (26): 451–58. 2013. doi:10.3238/arztebl.2013.0451. PMC 3719451. PMID 23885280.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑
"Pulsatile tinnitus: contemporary assessment and management" (PDF). Current Opinion in Otolaryngology & Head and Neck Surgery. 19 (5): 348–57. 2011. doi:10.1097/MOO.0b013e3283493fd8. PMID 22552697. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-09-25.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Elder, JA; Chou, CK (2003). "Auditory response to pulsed radiofrequency energy". Bioelectromagnetics. Suppl 6: S162-73. doi:10.1002/bem.10163. PMID 14628312.
- ↑
"Hearing of microwave pulses by humans and animals: effects, mechanism, and thresholds". Health Physics. 92 (6): 621–28. 2007. doi:10.1097/01.HP.0000250644.84530.e2. PMID 17495664.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ "NIOSH Program Portfolio : Hearing Loss Prevention : Program Description". www.cdc.gov – CDC (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2019-02-05. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
- ↑ "Bike news". www.carolenash.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2021-06-28.
- ↑ Theodoroff, SM; Konrad-Martin, D (สิงหาคม 2020). "Noise: Acoustic Trauma and Tinnitus, the US Military Experience". Otolaryngologic Clinics of North America. 53 (4): 543–553. doi:10.1016/j.otc.2020.03.004. PMC 9015011. PMID 32334867.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Burns-O'Connell, Georgina; Stockdale, David; Cassidy, Oscar; Knowles, Victoria; Hoare, Derek J. (2021-08-27). "Surrounded by Sound: The Impact of Tinnitus on Musicians". International Journal of Environmental Research and Public Health. 18 (17): 9036. doi:10.3390/ijerph18179036. PMC 8431046. PMID 34501628.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Boles, Benjamin (2016-08-09). "DJs Shouldn't Have to Live With Constant Ringing in Their Ears". VICE. สืบค้นเมื่อ 2024-07-22.
- ↑ Couth, Samuel; Mazlan, Naadia; Moore, David R.; Munro, Kevin J.; Dawes, Piers (มกราคม 2019). "Hearing Difficulties and Tinnitus in Construction, Agricultural, Music, and Finance Industries: Contributions of Demographic, Health, and Lifestyle Factors". Trends in Hearing. 23. doi:10.1177/2331216519885571. PMC 6868580. PMID 31747526.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Construction Statistics – Occupational Hearing Loss Surveillance | NIOSH | CDC". 2021-11-12.
- ↑
Cianfrone, G; Pentangelo, D; Cianfrone, F; Mazzei, F; Turchetta, R; Orlando, MP; Altissimi, G (มิถุนายน 2011). "Pharmacological drugs inducing ototoxicity, vestibular symptoms and tinnitus: a reasoned and updated guide". European Review for Medical and Pharmacological Sciences. 15 (6): 601–36. PMID 21796866.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑
Palomar García, V; Abdulghani Martínez, F; Bodet Agustí, E; Andreu Mencía, L; Palomar Asenjo, V (กรกฎาคม 2001). "Drug-induced otoxicity: current status". Acta Oto-Laryngologica. 121 (5): 569–572. doi:10.1080/00016480121545. PMID 11583387. S2CID 218879738.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Seligmann, H; Podoshin, L; Ben-David, J; Fradis, M; Goldsher, M (1996). "Drug-induced tinnitus and other hearing disorders". Drug Safety. 14 (3): 198–212. doi:10.2165/00002018-199614030-00006. PMID 8934581. S2CID 23522352.
- ↑
"Drug Therapies". American Tinnitus Association (ภาษาอังกฤษ). 2015-03-20. สืบค้นเมื่อ 2022-03-03.
There are presently no FDA-approved drugs specifically for tinnitus, and no medications that have been shown to reverse the neural hyperactivity at the root of tinnitus. Drugs cannot cure tinnitus, but they may provide relief from some severe tinnitus symptoms.
- ↑
Kleinjung, Tobias; Langguth, Berthold (สิงหาคม 2020). "Avenue for Future Tinnitus Treatments". Otolaryngologic Clinics of North America. 53 (4): 667–683. doi:10.1016/j.otc.2020.03.013. PMID 32381341.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Hoare, D; Kowalkowski, V; Knag, S; Hall, D (2011). "Systematic review and meta-analyses of randomized controlled trials examining tinnitus management". The Laryngoscope. 121 (7): 1555–1564. doi:10.1002/lary.21825. PMC 3477633. PMID 21671234.
- ↑ Hesser, H; Weise, C; V, Zetterquist Westin; Andersson, G (2011). "A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials of cognitive–behavioral therapy for tinnitus distress". Clinical Psychology Review. 31 (4): 545–553. doi:10.1016/j.cpr.2010.12.006. PMID 21237544.
- ↑ Ost, LG (ตุลาคม 2014). "The efficacy of Acceptance and Commitment Therapy: an updated systematic review and meta-analysis". Behaviour Research and Therapy. 61: 105–121. doi:10.1016/j.brat.2014.07.018. PMID 25193001.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Henry, J; Zaugg, T; Myers, P; Kendall, C (2012). "Chapter 9 – Level 5 Individualized Support". Progressive Tinnitus Management: Clinical Handbook for Audiologists. US Department of Veterans Affairs, National Center for Rehabilitative Auditory Research. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-12-20. สืบค้นเมื่อ 2013-12-20.
- ↑ Hoare, DJ; Searchfield, GD; A, El Refaie; Henry, JA (2014). "Sound therapy for tinnitus management: practicable options". Journal of the American Academy of Audiology. 25 (1): 62–75. doi:10.3766/jaaa.25.1.5. PMID 24622861.
- ↑
Sereda, Magdalena; Xia, Jun; El Refaie, Amr; Hall, Deborah A; Hoare, Derek J (2018-12-27). "Sound therapy (using amplification devices and/or sound generators) for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. 2018 (12): CD013094. doi:10.1002/14651858.CD013094.pub2. PMC 6517157. PMID 30589445.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Shore, Susan E.; Roberts, Larry E.; Langguth, Berthold (มีนาคม 2016). "Maladaptive plasticity in tinnitus – triggers, mechanisms and treatment". Nature Reviews Neurology. 12 (3): 150–160. doi:10.1038/nrneurol.2016.12. PMC 4895692. PMID 26868680.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Hesse, Gerhard (2016-12-15). "Evidence and evidence gaps in tinnitus therapy". GMS Current Topics in Otorhinolaryngology – Head and Neck Surgery; 15:Doc04. 15: Doc04. doi:10.3205/cto000131. PMC 5169077. PMID 28025604.
- ↑ Phillips, JS; McFerran, D (2010). "Tinnitus Retraining Therapy (TRT) for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. 2010 (3): CD007330. doi:10.1002/14651858.CD007330.pub2. PMC 7209976. PMID 20238353.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑
Casale, Manuele; Costantino, Andrea; Rinaldi, Vittorio; Forte, Antonio; Grimaldi, Marta; Sabatino, Lorenzo; Oliveto, Giuseppe; Aloise, Fabio; Pontari, Domenico; Salvinelli, Fabrizio (ธันวาคม 2018). "Mobile applications in otolaryngology for patients: An update: Otolaryngology Apps for Patients". Laryngoscope Investigative Otolaryngology. 3 (6): 434–438. doi:10.1002/lio2.201. PMC 6302723. PMID 30599026.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑
Mosa, Abu Saleh Mohammad; Yoo, Illhoi; Sheets, Lincoln (ธันวาคม 2012). "A Systematic Review of Healthcare Applications for Smartphones". BMC Medical Informatics and Decision Making. 12 (1): 67. doi:10.1186/1472-6947-12-67. PMC 3534499. PMID 22781312.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Kalle, Sven; Schlee, Winfried; Pryss, Rüdiger C.; Probst, Thomas; Reichert, Manfred; Langguth, Berthold; Spiliopoulou, Myra (2018-08-20). "Review of Smart Services for Tinnitus Self-Help, Diagnostics and Treatments". Frontiers in Neuroscience. 12: 541. doi:10.3389/fnins.2018.00541. PMC 6109754. PMID 30177869.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Hobson, Jonathan; Chisholm, Edward; El Refaie, Amr (2012-11-14). "Sound therapy (masking) in the management of tinnitus in adults". Cochrane Database of Systematic Reviews. doi:10.1002/14651858.CD006371.pub3. PMC 7390392. PMID 23152235.
- ↑ Yu, Hong-Zhe; Gong, Jia-Min; Hong, Guo-Wei; Zhou, Ruo-Qiao; Fu, Xin-Ping; Fan, Ting; Zheng, Yu-Qing; Peng, Ying-Qiu; Li, Jian; Wang, Yun-Feng (2024-06-14). "The Effect of Physical Therapy on Somatosensory Tinnitus". Journal of Clinical Medicine. 13 (12): 3496. doi:10.3390/jcm13123496. ISSN 2077-0383. PMC 11204550. PMID 38930025.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Baldo, P; Doree, C; Molin, P; McFerran, D; Cecco, S (2012-09-12). "Antidepressants for patients with tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. 2012 (9): CD003853. doi:10.1002/14651858.CD003853.pub3. PMC 7156891. PMID 22972065.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Savage, J; Cook, S; Waddell, A (2009-11-12). "Tinnitus". BMJ Clinical Evidence. 2009. PMC 2907768. PMID 21726476.
- ↑ Savage, J; Waddell, A (ตุลาคม 2014). "Tinnitus". BMJ Clinical Evidence. 2014: 0506. PMC 4202663. PMID 25328113.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Kim, SH; Kim, D; Lee, JM; Lee, SK; Kang, HJ; Yeo, SG (มิถุนายน 2021). "Review of Pharmacotherapy for Tinnitus". Healthcare. 9 (6): 779. doi:10.3390/healthcare9060779. PMC 8235102. PMID 34205776.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Miroddi, M; Bruno, R; Galletti, F; Calapai, F; Navarra, M; Gangemi, S; Calapai, G (มีนาคม 2015). "Clinical pharmacology of melatonin in the treatment of tinnitus: a review". European Journal of Clinical Pharmacology. 71 (3): 263–270. doi:10.1007/s00228-015-1805-3. PMID 25597877. S2CID 16466238.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Hoekstra, Carlijn EL; Rynja, Sybren P; van Zanten, Gijsbert A; Rovers, Maroeska M (2011-07-06). "Anticonvulsants for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. 2011 (7): CD007960. doi:10.1002/14651858.CD007960.pub2. PMC 6599822. PMID 21735419.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Pichora-Fuller, M. Kathleen; Santaguida, Pasqualina; Hammill, Amanda; Oremus, Mark; Westerberg, Brian; Ali, Usman; Patterson, Christopher; Raina, Parminder (2013). "Evaluation and Treatment of Tinnitus: Comparative Effectiveness". Comparative Effectiveness Reviews. AHRQ Comparative Effectiveness Reviews (122). PMID 24049842.
- ↑ Lavigne, P; Lavigne, F; Saliba, I (2015-06-23). "Intratympanic corticosteroids injections: a systematic review of literature". European Archives of Oto-Rhino-Laryngology. 273 (9): 2271–2278. doi:10.1007/s00405-015-3689-3. PMID 26100030. S2CID 36037973.
- ↑ Hall, Deborah A; Wegner, Inge; Smit, Adriana Leni; McFerran, Don; Stegeman, Inge (2018). Cochrane ENT Group (บ.ก.). "Betahistine for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews (ภาษาอังกฤษ). 12 (8): CD013093. doi:10.1002/14651858.CD013093. PMC 6513648. PMID 30908589.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Slengerik-Hansen, J; Ovesen, T (2016). "Botulinum Toxin Treatment of Objective Tinnitus Because of Essential Palatal Tremor: A Systematic Review". Otology & Neurotology. 37 (7): 820–828. doi:10.1097/MAO.0000000000001090. PMID 27273401. S2CID 23675169.
- ↑ Sweetman, Sean C., บ.ก. (2009). Martindale (พิมพ์ครั้งที่ 36th). Pharmaceutical Press. น. 2277. ISBN 978-0-85369-840-1.
- ↑ Langguth, B; Salvi, R; Elgoyhen, AB (ธันวาคม 2009). "Emerging pharmacotherapy of tinnitus". Expert Opinion on Emerging Drugs. 14 (4): 687–702. doi:10.1517/14728210903206975. PMC 2832848. PMID 19712015.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Kwon, Diana (2020-10-07). "New Tinnitus Treatment Alleviated Annoying Ringing in the Ears". Scientific American. 2 (6). Springer Nature America, Inc.: None. doi:10.1038/scientificamerican122020-2VzL6BO1nViUY4ozIqWxY8.
- ↑ George, Judy (2023-03-08). "First Bimodal Neuromodulation Device for Tinnitus Gets FDA Nod". MedPage Today. สืบค้นเมื่อ 2024-07-23.
- ↑ Everts, Quinn (2023-03-14). "FDA Grants De Novo Approval to Non-Invasive Tinnitus Treatment Device". Drug Topics. สืบค้นเมื่อ 2024-07-23.
- 1 2 Philpott, Jenna (2024-06-18). "Neuromod inks contract to treat US veterans with tinnitus device". Medical Device Network. สืบค้นเมื่อ 2024-07-23.
- ↑ Meng, Z; Liu, S; Zheng, Y; Phillips, JS (2011-10-05). "Repetitive transcranial magnetic stimulation for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews (10): CD007946. doi:10.1002/14651858.CD007946.pub2. PMID 21975776.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Hilton, MP; Zimmermann, EF; Hunt, WT (2013-03-28). "Ginkgo biloba for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. 3 (3): CD003852. doi:10.1002/14651858.CD003852.pub3. PMID 23543524. S2CID 205171459.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Person, Osmar C; Puga, Maria ES; da Silva, Edina MK; Torloni, Maria R (2016-11-23). "Zinc supplements for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. 2016 (11): CD009832. doi:10.1002/14651858.cd009832.pub2. PMC 6464312. PMID 27879981.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Sanchez, TG; Rocha, CB (2011). "Diagnosis and management of somatosensory tinnitus: review article". Clinics. 66 (6): 1089–1094. doi:10.1590/S1807-59322011000600028. PMC 3129953. PMID 21808880.
- ↑ Heller, AJ (2003). "Classification and epidemiology of tinnitus". Otolaryngologic Clinics of North America. 36 (2): 239–248. doi:10.1016/S0030-6665(02)00160-3. PMID 12856294.
- ↑ Celik, N; Bajin, MD; Aksoy, S (2009). "Tinnitus incidence and characteristics in children with hearing loss". Journal of International Advanced Otology. 5 (3): 363–369. hdl:11655/17046. OCLC 695291085.
- ↑ Lee, Doh Young; Kim, Young Ho (มิถุนายน 2018). "Risk factors of pediatric tinnitus: Systematic review and meta-analysis". The Laryngoscope. 128 (6): 1462–1468. doi:10.1002/lary.26924. PMID 29094364. S2CID 24633085.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Mills, RP; Albert, D; Brain, C (1986). "Tinnitus in childhood". Clinical Otolaryngology and Allied Sciences. 11 (6): 431–434. doi:10.1111/j.1365-2273.1986.tb02033.x. PMID 3815868.
- ↑ Ballantyne, JC (2009). Graham, J; Baguley, D (บ.ก.). Ballantyne's Deafness (พิมพ์ครั้งที่ 7th). Chichester: Wiley-Blackwell. OCLC 275152841.
- ↑ "Tinnitus in children: an uncommon symptom?" (PDF). Archives of Disease in Childhood. 95 (8): 645–48. 2010. doi:10.1136/adc.2009.168252. PMID 20371585. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-09-29.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)
แหล่งอ้างอิงอื่น
แหล่งข้อมูลอื่น
- Baguley, David; Andersson, Gerhard; McFerran, Don; McKenna, Laurence (2013) [2004]. Tinnitus: A Multidisciplinary Approach (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Indianapolis, IN: Wiley-Blackwell. ISBN 978-1-4051-9989-6. LCCN 2012032714. OCLC 712915603.
- Langguth, B; Hajak, G; Kleinjung, T; Cacace, A; Møller, AR, บ.ก. (2007). Tinnitus: pathophysiology and treatment. Progress in brain research no. 166 (พิมพ์ครั้งที่ 1st). Amsterdam; Boston: Elsevier. ISBN 978-0-444-53167-4. LCCN 2012471552. OCLC 648331153. สืบค้นเมื่อ 2012-11-05. Alt URL
- Møller, Aage R; Langguth, Berthold; Ridder, Dirk; และคณะ, บ.ก. (2011). Textbook of Tinnitus. New York: Springer. doi:10.1007/978-1-60761-145-5. ISBN 978-1-60761-144-8. LCCN 2010934377. OCLC 695388693 , 771366370 and 724696022.
- American Tinnitus Association
- Tinnitus.org UK