ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

Overview

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นการแข่งขันฟุตบอลสโมสรประจำปีจัดโดยสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) โดยแข่งขันระหว่างสโมสรฟุตบอลจากลีกสูงสุดในยุโรป การแข่งขันเริ่มต้นด้วยรอบลีกแบบพบกันหมด ผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกแบบพบกันเหย้าเยือนสองนัดและรอบชิงชนะเลิศนัดเดียว ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นการแข่งขันระดับสโมสรที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกและเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับสามโดยรวม รองจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปและฟุตบอลโลก และเป็นหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกและเป็นการแข่งขันระดับสโมสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในฟุตบอลยุโรป ซึ่งแข่งขันโดยแชมป์ลีกระดับประเทศ (และรองชนะเลิศอย่างน้อยหรือมากกว่าหนึ่งสโมสรสำหรับบางประเทศ) ของสมาคมระดับชาติของพวกเขา

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
ผู้จัดยูฟ่า
ก่อตั้งค.ศ. 1955; 71 ปีที่แล้ว (1955)
(เปลี่ยนชื่อในปี ค.ศ. 1992)
ภูมิภาคยุโรป
จำนวนทีม
  • 36 (รอบลีก)
  • 81 (ทั้งหมด)
ผ่านเข้าไปเล่นใน
การแข่งขันที่เกี่ยวข้อง
ทีมชนะเลิศปัจจุบันประเทศฝรั่งเศส ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
(สมัยที่ 2)
ทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดประเทศสเปน เรอัลมาดริด
(15 สมัย)
ผู้แพร่ภาพโทรทัศน์รายชื่อผู้ถ่ายทอดสด
เว็บไซต์เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025–26

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (อังกฤษ: UEFA Champions League) เป็นการแข่งขันฟุตบอลสโมสรประจำปีจัดโดยสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) โดยแข่งขันระหว่างสโมสรฟุตบอลจากลีกสูงสุดในยุโรป การแข่งขันเริ่มต้นด้วยรอบลีกแบบพบกันหมด ผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกแบบพบกันเหย้าเยือนสองนัดและรอบชิงชนะเลิศนัดเดียว ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นการแข่งขันระดับสโมสรที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกและเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับสามโดยรวม รองจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปและฟุตบอลโลก และเป็นหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกและเป็นการแข่งขันระดับสโมสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในฟุตบอลยุโรป ซึ่งแข่งขันโดยแชมป์ลีกระดับประเทศ (และรองชนะเลิศอย่างน้อยหรือมากกว่าหนึ่งสโมสรสำหรับบางประเทศ) ของสมาคมระดับชาติของพวกเขา

การแข่งขันเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1955 ในชื่อ ยูโรเปียนแชมเปียนคลับส์คัพ (ฝรั่งเศส: Coupe des Clubs Champions Européens) และเรียกกันทั่วไปว่า ยูโรเปียนคัพ โดยเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออกระหว่างสโมสรที่เป็นแชมป์ลีกในประเทศของยุโรป โดยทีมที่ชนะเลิศถือเป็นแชมป์สโมสรยุโรป การแข่งขันเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อปัจจุบันเมื่อปี ค.ศ. 1992 เพิ่มการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มแบบพบกันหมดเมื่อปี ค.ศ. 1991 และอนุญาตให้มีหลายสโมสรจากบางประเทศเข้าแข่งขันตั้งแต่ฤดูกาล 1997–1998[1] นับตั้งแต่นั้นมาก็มีการขยายให้มีหลายสโมสรเข้ามาแข่งขันมากขึ้น และในขณะที่ลีกระดับชาติของยุโรปส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าผ่านตำแหน่งแชมป์ได้เท่านั้น แต่ลีกที่แข็งแกร่งที่สุดตอนนี้สามารถเข้าแข่งขันได้ถึงสี่ทีม[2][3] สโมสรที่จบอันดับรองลงมาจากลีกระดับชาติของพวกเขาและไม่ได้ผ่านเข้าไปแข่งขันในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มีสิทธิ์เข้าแข่งขันใน ยูฟ่ายูโรปาลีก ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลยุโรประดับที่สอง และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 สโมสรที่ไม่ได้ผ่านเข้าไปแข่งขันในยูฟ่ายูโรปาลีก จะมีสิทธิ์เข้าแข่งขันใน ยูฟ่าคอนเฟอเรนซ์ลีก ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลยุโรประดับที่สาม[4]

ในรูปแบบปัจจุบัน แชมเปียนส์ลีกจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนกรกฎาคม โดยมีรอบคัดเลือกสามรอบและรอบเพลย์ออฟ โดยทั้งหมดเล่นแบบสองนัด เจ็ดทีมที่ผ่านเข้ารอบจะเข้าสู่รอบลีก โดยเข้าร่วมกับ 29 ทีมที่ผ่านเข้ารอบล่วงหน้า ทั้ง 36 ทีมจะลงเล่นเจอคู่แข่งแปดทีม โดยเหย้าสี่ทีม และเยือนสี่ทีม ทีมที่มีอันดับสูงสุด 24 ทีมจะผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออก และจะแข่งขันนัดชิงชนะเลิศในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน[5] ผู้ชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกจะได้แข่งขันในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลถัดไป, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ, ฟีฟ่าอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ[6][7]

สโมสรจากสเปนเป็นผู้ชนะเลิศมากที่สุด (20 ครั้ง) ตามมาด้วยอังกฤษ (15 ครั้ง) และอิตาลี (12 ครั้ง) อังกฤษมีจำนวนสโมสรที่ชนะเลิศมากที่สุด (6 สโมสร) การแข่งขันมี 24 สโมสรเป็นผู้ชนะเลิศ โดย 13 สโมสรชนะเลิศมากกว่าหนึ่งครั้ง และ 8 สโมสรสามารถป้องกันตำแหน่งได้สำเร็จ[8] เรอัลมาดริด เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน โดยชนะเลิศ 15 ครั้งและเป็นสโมสรเดียวที่ชนะเลิศห้าครั้งติดต่อกัน (ในห้าฤดูกาลแรกของการแข่งขัน) และห้าครั้งจากสิบครั้งล่าสุด[9] ไบเอิร์นมิวนิก เป็นสโมสรเดียวที่ชนะทุกนัดของการแข่งขันจนถึงนัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2019–20[10] ผู้ชนะเลิศปัจจุบันคือ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง หลังชนะ อินเตอร์มิลาน 5–0 ในนัดชิงชนะเลิศ 2025 ชนะเลิศเป็นสมัยแรก

ประวัติ

ครั้งแรกที่แชมป์ลีกยุโรปทั้งสองพบกันคือ เวิลด์แชมเปียนชิป 1895 เมื่อ ซันเดอร์แลนด์ แชมป์ลีกอังกฤษชนะ ฮาร์ต แชมป์ลีกสกอตแลนด์ 5–3[11] การแข่งขันทั่วยุโรปครั้งแรกคือ แชลลินจ์คัพ การแข่งขันระหว่างสโมสรจากจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี[12] สามปีต่อมาใน ค.ศ. 1900 แชมป์ลีกจากเบลเยียม, เนเธอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการแข่งขันลีกอยู่ในทวีปยุโรปในขณะนั้น เข้าร่วมใน คูเป ฟาน เดอร์ สเตรเทน ปอนโทซ ถูกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นขนานนามว่าเป็น "แชมป์สโมสรแห่งทวีป"[13][14]

มิโตรปาคัพ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1927 โดย ฮูโก ไมเซิล ชาวออสเตรีย โดยนำรูปแบบการแข่งขันมาจากแชลลินจ์คัพ และแข่งขันระหว่างสโมสรยุโรปกลาง[15] เซอร์เวตต์ จัดการแข่งขันและลงเล่นใน คูเป เด เนชันส์ ใน ค.ศ. 1930 คือความพยายามครั้งแรกในการสร้างการแข่งขันชิงถ้วยชนะเลิศให้กับสโมสรแชมป์ระดับชาติของยุโรป[16] จัดขึ้นในเจนีวา เป็นรวบรวมแชมป์สิบสโมสรจากทั่วทั้งทวีปมารวมกัน อูจเปสต์ จากฮังการี เป็นผู้ชนะเลิศการแข่งขัน[16] ประเทศลาตินยุโรปรวมตัวกันเพื่อก่อตั้ง ลาตินคัพ ใน ค.ศ. 1949[17]

กาเบรียล ฮาโนต์ บรรณาธิการของ เลกิป เริ่มเสนอให้มีการจัดการแข่งขันทั่วทั้งทวีป หลังจากได้รับรายงานจากนักข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จอย่างสูงของ แชมเปียนชิปออฟแชมเปียนส์แห่งอเมริกาใต้ ใน ค.ศ. 1948[18] ในการสัมภาษณ์ ฌาคส์ เฟอร์ราน (หนึ่งในผู้ก่อตั้งยูโรเปียนแชมเปียนคัพร่วมกับกาเบรียล ฮาโนต์)[19] กล่าวว่าแชมเปียนชิปออฟแชมเปียนส์แห่งอเมริกาใต้เป็นแรงบันดาลใจให้กับยูโรเปียนแชมเปียนคัพ[20] หลัง สแตน คัลลิส ประกาศว่า วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ เป็น "แชมเปียนส์ของโลก" หลังจากประสบความสำเร็จในการแข่งขันกระชับมิตรในทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดที่ชนะบูดาเปสต์ฮอนเวด 3–2 ในที่สุด ฮาโนต์ก็สามารถโน้มน้าวให้ยูฟ่านำการแข่งขันดังกล่าวไปใช้จริง ได้รับการออกแบบในปารีสใน ค.ศ. 1955 โดยใช้ชื่อว่า ยูโรเปียนแชมเปียนคลับส์คัพ[1]

1955–1967: จุดเริ่มต้น

อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน (ภาพถ่ายใน ค.ศ. 1959) นำเรอัลมาดริดชนะเลิศยูโรเปียนคัพห้าสมัยติดต่อกันระหว่าง ค.ศ. 1956 ถึง 1960

การแข่งขันยูโรเปียนคัพครั้งแรกจัดขึ้นในฤดูกาล 1955–56[21][22] โดยมีสโมสรเข้าร่วมสิบหกสโมสร (บางสโมสรได้รับเชิญ) ได้แก่ เอซี มิลาน (อิตาลี), เอจีเอฟ ออร์ฮุส (เดนมาร์ก), อันเดอร์เลคต์ (เบลเยียม), เยอร์กอร์เดน (สวีเดน), กวาร์เดียวอร์ซาวา (โปแลนด์), ฮิเบอร์เนียน (สกอตแลนด์), ปาร์ติซาน (ยูโกสลาเวีย), เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน (เนเธอร์แลนด์), ราพีทวีน (ออสเตรีย), เรอัลมาดริด (สเปน), ร็อต-ไวส์ เอสเซน (เยอรมนีตะวันตก), ซาร์บรึคเคิน (ซาร์), เซอร์เวตต์ (สวิตเซอร์แลนด์), สปอร์ติงลิสบอน (โปรตุเกส), แร็งส์ (ฝรั่งเศส) และ โวโรส โลโบโก (ฮังการี)[21][22]

การแข่งขันยูโรเปียนคัพนัดแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1955 และจบลงด้วยการเสมอ 3–3 ระหว่างสปอร์ติงลิสบอนและปาร์ติซาน[21][22] ประตูแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันยูโรเปียนคัพทำโดย ฌูเวา บัพติสตา มาร์ตินส์ ให้กับสปอร์ติงลิสบอน[21][22] นัดชิงชนะเลิศครั้งแรกจัดขึ้นที่ ปาร์กเดแพร็งส์ ระหว่างสตาดเดอแร็งส์และเรอัลมาดริดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1956[21][22][23] ทีมจากสเปนตามหลังแต่สามารถกลับมาชนะได้ด้วยผลประตู 4–3 โดย อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน, มาร์กีโตส และสองประตูจาก เฮกตอร์ รีอัล[21][22][23] เรอัลมาดริดป้องกันแชมป์ได้สำเร็จในฤดูกาลถัดไปในสนามเหย้าของพวกเขา ซานเตียโก เบร์นาเบว โดยชนะฟีออเรนตีนา[24][25] หลังในครึ่งแรกไม่มีประตู เรอัลมาดริดทำสองประตูในหกนาทีจึงชนะทีมจากอิตาลี[23][24][25] ใน ค.ศ. 1958 มิลานล้มเหลวในการคว้าแชมป์หลังจากขึ้นนำสองประตู แต่เรอัลมาดริดตีเสมอได้[26][27] นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่สนามกีฬาเฮย์เซล โดยแข่งขันถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อ ฟรานซิสโก เกนโต ทำประตูชัยให้กับเรอัลมาดริด ส่งผลให้ชนะเลิศเป็นสมัยที่สามติดต่อกัน[23][26][27]

เรอัลมาดริดพบกับสตาดเดอแร็งส์อีกครั้งใน นัดชิงชนะเลิศ 1959 ที่เนคคาร์สตาดิโอน และชนะ 2–0[23][28][29] ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท จากเยอรมันตะวันตก กลายเป็นทีมแรกที่ไม่ได้แข่งขันในลาตินคัพเพื่อเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพ[17][30][31] นัดชิงชนะเลิศ 1960 ครองสถิติเป็นนัดที่มีการทำประตูมากที่สุด เรอัลมาดริดชนะไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท 7–3 ที่แฮมป์เดนพาร์ก จากการทำประตูโดย แฟแร็นตส์ ปุชกาช สี่ประตูและแฮตทริกโดย อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน[23][30][31] และเป็นการชนะเลิศสมัยที่ห้าติดต่อกันของเรอัลมาดริด และสถิตินี้ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน[8]

ยุคสมัยของเรอัลมาดริดสิ้นสุดลงในฤดูกาล 1960–61 เมื่อ บาร์เซโลนา คู่แข่งที่ขมขื่นกำจัดพวกเขาออกไปในรอบแรก[32][33] บาร์เซโลนาแพ้ ไบฟีกา จากโปรตุเกส 3–2 ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามกีฬาวานค์ดอร์ฟ[32][33][34] ไบฟีกาที่มี เอวแซบียู ชนะเรอัลมาดริด 5–3 ที่สนามกีฬาโอลิมปิกในอัมสเตอร์ดัม และรักษาแชมป์สองสมัยติดต่อกัน[34][35][36] ไบฟีกาต้องการทำตามความสำเร็จของเรอัลมาดริดในช่วงทศวรรษ 1950 หลังเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 1962–63 แต่จากการทำสองประตูโดย โฌแซ อัลตาฟีนี จากมิลานที่เวมบลีย์ ทำให้ถ้วยรางวัลออกจากคาบสมุทรไอบีเรียเป็นครั้งแรก[37][38][39]

อินเตอร์มิลาน ชนะเรอัลมาดริด 3–1 ที่สนามกีฬาแอ็นสท์ ฮัพเพิล ในฤดูกาล 1963–64 และเลียนแบบความสำเร็จของคู่แข่งในท้องถิ่น[40][41][42] แชมป์อยู่ในมิลานสามปีติดต่อกัน หลังอินเตอร์ชนะไบฟีกา 1–0 ที่ซานซีโร สนามเหย้าของพวกเขา[43][44][45] เซลติก สโมสรจากสกอตแลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ จ็อก สไตน์ ชนะอินเตอร์มิลาน 2–1 ในนัดชิงชนะเลิศ 1967 กลายเป็นสโมสรอังกฤษทีมแรกที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ[46][47] ผู้เล่นเซลติกในวันนั้น ซึ่งทุกคนเกิดภายในรัศมี 48 กิโลเมตรจากกลาสโกว์ ต่อมากลายเป็นที่รู้จักในนาม "สิงโตลิสบอน"[48]

1968–1982

โยฮัน ไกรฟฟ์ (ภาพใน ค.ศ. 1972) ชนะเลิศยูโรเปียนคัพสามสมัยติดต่อกันกับอายักซ์

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นทีมจากอังกฤษทีมแรกที่ชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาล 1967–68 โดยชนะแชมป์สองสมัย ไบฟีกา ด้วยผลประตู 4–1 ในนัดชิงชนะเลิศ[49] ซึ่งเกิดขึ้นสิบปีหลังจากภัยพิบัติทางอากาศมิวนิก ทำให้ผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเสียชีวิตแปดราย และผู้จัดการทีม แมตต์ บัสบี ต้องต่อสู้เพื่อชีวิตของเขา[50] อายักซ์ เป็นทีมดัตช์ทีมแรกที่เข้าถึงนัดชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาล 1968–69 แต่พวกเขาแพ้ให้กับมิลานด้วยผลประตู 4–1 ด้วยการทำแฮต-ทริกของ ปิเอริโน ปราติ และทำให้มิลานชนะเลิศยูโรเปียนคัพเป็นสมัยที่สอง[51]

ไฟเยอโนร์ด เป็นทีมดัตช์ทีมแรกที่ชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาล 1969–70 โดยไฟเยอโนร์ดชนะมิลาน ซึ่งเป็นแชมป์เก่าในรอบสอง[52] ก่อนจะชนะเซลติกในนัดชิงชนะเลิศ[53] อายักซ์ชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาล 1970–71 โดยชนะ ปานาซีไนโกส จากกรีซในนัดชิงชนะเลิศ[54] ในฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ได้แก่ การนำการดวลลูกโทษมาใช้ และกฎประตูทีมเยือน ถูกเปลี่ยนแปลงให้นำมาใช้ในทุกรอบยกเว้นนัดชิงชนะเลิศ[55] นับเป็นครั้งแรกที่ทีมจากกรีซเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ และยังเป็นครั้งแรกที่เรอัลมาดริดไม่ผ่านเข้ารอบ หลังจากที่ฤดูกาลก่อนหน้านี้จบอันดับที่หกในลาลิกา[56] อายักซ์ชนะเลิศยูโรเปียนคัพสามปีติดต่อกัน ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 ถึง 1973 ต่อมา ไบเอิร์นมิวนิก ก็ชนะเลิศสามปีติดต่อกันเช่นกัน ตั้งแต่ ค.ศ. 1974 ถึง 1976ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะชนะเลิศสองสมัยแรกใน ค.ศ. 1977 และ 1978[57]

นอตทิงแฮมฟอเรสต์ ของไบรอัน คลัฟ ชนะเลิศยูโรเปียนคัพสองสมัยติดต่อกันในฤดูกาล 1978–79 และ 1979–80 ปีต่อมา ลิเวอร์พูลชนะเลิศเป็นสมัยที่สาม ก่อนที่แอสตันวิลลาจะยังคงครองความยิ่งใหญ่ของอังกฤษต่อไปในฤดูกาล 1981–82

1982–1992: การครอบงำของอังกฤษถูกทำลาย

ฮัมบัวร์เกอร์ เอ็สเฟา ทำลายการครอบงำของอังกฤษในฤดูกาล 1982–83 ลิเวอร์พูลชนะเลิศเป็นสมัยที่สี่ในในฤดูกาล 1983–84 ก่อนจะแพ้ให้กับยูเวนตุสในนัดชิงชนะเลิศฤดูกาล 1984–85 สเตอัว บูคาเรสต์ ชนะเลิศในฤดูกาล 1985–86, โปร์ตู ชนะเลิศในฤดูกาล 1986–87, เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน ชนะเลิศในฤดูกาล 1987–88 มิลาน (2), เรดสตาร์เบลเกรด และบาร์เซโลนา เป็นผู้ชนะเลิศก่อนการแข่งขันจะเปลี่ยนชื่อเป็น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หลังเกิดภัยพิบัติเฮย์เซลในยูโรเปียนคัพ นัดชิงชนะเลิศ 1985 ทำให้สโมสรอังกฤษทั้งหมดถูกแบนเป็นเวลาห้าปี (ลิเวอร์พูลหกปี)

เพลงสรรเสริญ

เวทมนตร์... เวทมนตร์เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคุณได้ยินเพลงสรรเสริญ คุณจะหลงใหลทันที

ซีเนดีน ซีดาน[58]

ทั้งสองทีมจะเข้าแถวเพื่อฟังเพลงสรรเสริญยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกก่อนการแข่งขันในแต่ละนัด โดยมีธงโลโก้ "สตาร์บอล" ของแชมเปียนส์ลีกโบกสะบัดอยู่ในวงกลมตรงกลาง

เพลงสรรเสริญยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มีชื่ออย่างเป็นทางการเพียงแค่ว่า "แชมเปียนส์ลีก" แต่งโดย โทนี บริตเทน และดัดแปลงจากเพลงสรรเสริญ เซดอกเดอะพรีสต์ ของ จอร์จ ฟริดริก แฮนเดิล เมื่อ ค.ศ. 1727 (หนึ่งในเพลงสรรเสริญพระบารมีของเขา)[59][60] ยูฟ่าได้มอบหมายให้บริตเทนเรียบเรียงเพลงสรรเสริญใน ค.ศ. 1992 และเพลงนี้ได้รับการบรรเลงโดยวง รอยัลฟิลฮาร์โมนิกออร์เคสตรา ของลอนดอน และขับร้องโดย อะคาเดมีออฟเซนต์มาร์ตินอินเดอะฟิลส์[59] เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของยูฟ่าระบุว่า "เพลงสรรเสริญนี้แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์เทียบเท่ากับถ้วยรางวัลแล้ว" และยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า "เป็นที่รู้กันว่าทำให้บรรดานักเตะชั้นนำของโลกหลายคนหัวใจเต้นแรง"[59]

เนื้อเพลงประกอบด้วยภาษาทางการสามภาษาที่ยูฟ่าใช้ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส[61] เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ 'ดี ไมส์เตอร์! ดี เบสติน! เลส์ กรองด์ เอกิปส์! เดอะ แชมเปียนส์!'[62] เพลงสรรเสริญจะบรรเลงก่อนเกมการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกแต่ละเกม โดยทั้งสองทีมจะยืนเรียงแถวกัน รวมถึงในช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดการถ่ายทอดสดการแข่งขันทางโทรทัศน์ นอกจากเพลงสรรเสริญแล้ว ยังมีเพลงเปิดการแข่งขันซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนจากเพลงสรรเสริญ ซึ่งจะบรรเลงเมื่อทีมต่าง ๆ เข้าสู่สนาม[63] เพลงสรรเสริญฉบับเต็มมีความยาวประมาณ 3 นาที ประกอบด้วยเนื้อเพลงสองท่อนสั้น ๆ และคอรัส[61]

มีการแสดงสดในนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก โดยมีการร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงเป็นภาษาอื่น ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นภาษาของประเทศเจ้าภาพสำหรับท่อนคอรัส โดยการแสดงสดรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ อันเดรอา โบเชลลี (อิตาลี; โรม 2009, มิลาน 2016 และคาร์ดิฟฟ์ 2017), ฮวน ดิเอโก ฟลอเรส (สเปน; มาดริด 2010), ออลแอนเจิลส์ (เวมบลีย์ 2011), โจนาส คอฟมันน์ และเดวิด การ์เร็ตต์ (มิวนิก 2012) และมาริซา (ลิสบอน 2014) ในนัดชิงชนะเลิศ 2013 ที่เวมบลีย์ มีการร้องท่อนคอรัสสองครั้ง ในนัดชิงชนะเลิศ 2018 และ 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่เคียฟ และมาดริด ตามลำดับ มีการบรรเลงของท่อนคอรัสเล่นโดย 2เชลโลส์ (2018) และอัสตูเรียเกิร์ลส์ (2019)[64][65] ในนัดชิงชนะเลิศ 2023 ที่จัดขึ้นในอิสตันบูล อาดัม ยอร์กี นักเปียโนชาวฮังการีได้แสดงเพลงสรรเสริญในรูปแบบเปียโน[66] เพลงสรรเสริญได้รับการเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ในรูปแบบดั้งเดิมบน ไอทูนส์ และสปอติฟาย ในชื่อว่า แชมเปียนส์ลีกธีม ใน ค.ศ. 2018 นักแต่งเพลง ฮันส์ ซิมเมอร์ ได้มิกซ์เพลงสรรเสริญใหม่ร่วมกับแร็ปเปอร์ วินซ์ สเตเปิลส์ สำหรับวิดีโอเกม ฟีฟ่า 19 ของ อีเอสปอร์ตส์ ซึ่งเพลงดังกล่าวยังปรากฏในตัวอย่างเปิดตัวเกมด้วย[67]

การสร้างแบรนด์

โลโก้ "สตาร์บอล" ถูกนำมาใช้ในการออกแบบลูกบอล อาดิดาส ฟินาเล ที่ใช้แข่งขันอย่างเป็นทางการ

เมื่อ ค.ศ. 1991 ยูฟ่าได้ขอให้พันธมิตรทางการค้า เทเลวิชันอีเวนต์แอนด์มีเดียมาร์เก็ตติง (ทีม) ช่วยสร้างแบรนด์ให้กับแชมเปียนส์ลีก ส่งผลให้มีเพลงสรรเสริญ "สีประจำการแข่งขัน" เป็นสีดำและขาวหรือเงิน และโลโก้ รวมถึง "สตาร์บอล" สร้างโดยดีไซน์บริดจ์ ซึ่งเป็นบริษัทในลอนดอนที่ได้รับการคัดเลือกจากทีมหลังจากการแข่งขัน[68] ทีมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับรายละเอียดเกี่ยวกับสีและสตาร์บอลที่ปรากฏในการแข่งขันต่าง ๆ ทีมกล่าวว่า "ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชมในมอสโกหรือมิลาน คุณก็จะเห็นสนามกีฬาที่ตกแต่งในแบบเดียวกัน พิธีเปิดสนามแบบเดียวกันที่ใช้ 'สตาร์บอล' เป็นจุดศูนย์กลาง และได้ยินเพลงสรรเสริญยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกแบบเดียวกัน" จากผลการวิจัยที่ทีมได้ดำเนินการสรุปว่าในปี ค.ศ. 1999 "โลโก้สตาร์บอลได้รับอัตราการจดจำจากแฟน ๆ สูงถึงร้อยละ 94"[69]

รูปแบบ

แผนที่สมาชิกยูฟ่าที่ทีมไปถึงรอบลีกหรือรอบแบ่งกลุ่มของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
  สมาชิกยูฟ่าที่ได้เข้ารอบลีกหรือรอบแบ่งกลุ่ม
  สมาชิกยูฟ่าที่ยังไม่เคยเข้ารอบลีกหรือรอบแบ่งกลุ่ม

การคัดเลือก

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเคยเริ่มต้นด้วยการแข่งขันแบบพบกันหมดเหย้าเยือนในรอบแบ่งกลุ่มโดยมี 32 ทีม จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการแข่งขันแบบลีกซึ่งมี 36 ทีม ซึ่งก่อนหน้านั้นจะมีการแบ่งรอบคัดเลือกออกเป็น 2 กลุ่มสำหรับทีมที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันโดยตรง ได้แก่ ทีมที่ผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์ลีก และทีมที่ผ่านเข้ารอบด้วยการจบอันดับที่สอง, อันดับที่สาม หรืออันดับที่สี่ในลีกระดับประเทศ

จำนวนทีมที่แต่ละสมาคมส่งเข้าแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนั้นขึ้นอยู่กับค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่าของสมาชิกสมาคม ค่าสัมประสิทธิ์เหล่านี้ได้มาจากผลงานของสโมสรที่เป็นตัวแทนของแต่ละสมาคมในช่วง 5 ฤดูกาลก่อนหน้าของแชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และคอนเฟอเรนซ์ลีก ยิ่งค่าสัมประสิทธิ์ของสมาคมสูงขึ้นเท่าใด ทีมต่าง ๆ ก็ยิ่งเป็นตัวแทนของสมาคมในแชมเปียนส์ลีกมากขึ้นเท่านั้น และทีมต่าง ๆ ของสมาคมจะต้องแข่งขันในรอบคัดเลือกน้อยลง

ห้าจากเจ็ดตำแหน่งจะมอบให้กับผู้ชนะการแข่งขันรอบคัดเลือกสี่รอบ ระหว่างแชมป์ลีกจาก 43 หรือ 44 สมาคม ซึ่งแชมป์ลีกจากสมาคมที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงกว่าจะได้รับบายในรอบต่อ ๆ ไป ส่วนอีกสองตำแหน่งจะมอบให้กับผู้ชนะการแข่งขันคัดเลือกสามรอบ ระหว่างสิบถึงสิบเอ็ดสโมสรจากสมาคมที่อยู่ในอันดับ 5–6 ถึง 15 ซึ่งผ่านเข้ารอบโดยขึ้นอยู่กับอันดับที่สอง สาม หรือสี่ในลีกของพวกเขา

นอกจากเกณฑ์ด้านกีฬาแล้ว สโมสรจะต้องได้รับใบอนุญาตจากสมาคมระดับชาติเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก สโมสรจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสนามกีฬา โครงสร้างพื้นฐาน และการเงินบางประการเพื่อขอใบอนุญาต

ในฤดูกาล 2005–06 ลิเวอร์พูลและอาร์ตมีเดีย บราติสลาวา กลายเป็นทีมแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หลังจากผ่านรอบคัดเลือกครบทั้งสามรอบ เรอัลมาดริดและบาร์เซโลนา ครองสถิติการผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มมากที่สุดจำนวน 25 ครั้ง ตามมาด้วย โปร์ตูและไบเอิร์นมิวนิก จำนวน 24 ครั้ง[70]

รอบลีกและรอบแพ้คัดออก

เริ่มต้นตั้งแต่ฤดูกาล 2024–25 ยูฟ่าเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันระดับสโมสรทั้งสามรายการ โดยยกเลิกรอบแบ่งกลุ่มแล้วเปลี่ยนเป็นรอบลีกที่ขยายใหญ่ขึ้น[71] ทำให้สโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากเดิม 32 เป็น 36 ทีม และไม่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ ละสี่ทีมอีกต่อไป แต่จะได้รับการจัดอันดับในตารางเดียว แต่ละทีมจะลงเล่นแปดนัดกับคู่แข่งแปดทีมที่แตกต่างกัน สำหรับการจับสลากรอบลีก ทีมต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกเป็นสี่โถตามค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่าของแต่ละทีม แต่ละทีมจะพบกับสองทีมจากแต่ละโถ แบ่งเป็นหนึ่งทีมเหย้าและอีกหนึ่งทีมเยือน รอบลีกจะเล่นตั้งแต่เดือนกันยายนถึงมกราคม ในขณะที่รอบแพ้คัดออกจะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ โดยนัดต่าง ๆ มักจะเล่นในคืนวันอังคารและวันพุธ

หลังจากจบรอบลีกแล้ว จะมีการแข่งขันรอบแพ้คัดออกเพลย์ออฟสองนัดระหว่างทีมที่จบอันดับที่ 9–16 (ทีมวาง) และ 17–24 (ไม่ได้เป็นทีมวาง) ในรอบลีก ทีมที่จบแปดอันดับแรกของรอบลีกจะได้รับบายเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะทีมวาง ในขณะที่แปดทีมที่ชนะจากรอบแพ้คัดออกเพลย์ออฟจะเข้าสู่การจับฉลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะไม่ได้เป็นทีมวาง ทีมที่จบอันดับที่ 25–36 ในรอบลีกและแปดทีมที่แพ้จากรอบแพ้คัดออกเพลย์ออฟจะตกรอบจากการแข่งขันและฟุตบอลยุโรป เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมยูโรปาลีกได้ตั้งแต่รอบลีกเป็นต้นไป

หลังจากรอบ 16 ทีมสุดท้าย การแข่งขันจะดำเนินไปตามรูปแบบแพ้คัดออกแบบดั้งเดิม โดยมีรอบก่อนรองชนะเลิศ รอบรองชนะเลิศ (ทั้งสองรอบแข่งขันสองนัดและสโมสรจากสมาคมเดียวกันสามารถเจอกันได้) และนัดชิงชนะเลิศที่สนามกีฬาที่เลือกไว้ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล โดยปกติแล้วนัดชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน

การจัดสรร

รายชื่อผู้เข้าแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024–25[72]
สโมสรที่เข้าสู่รอบนี้ สโมสรที่มาจากรอบก่อนหน้า
รอบคัดเลือกรอบแรก
(32 สโมสร)
  • 32 สโมสรที่ชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 23–55 (ยกเว้นลิชเตนสไตน์)
รอบคัดเลือกรอบสอง เส้นทางแชมเปียน
(24 สโมสร)
  • 8 สโมสรที่ชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 15–22
  • 16 สโมสรชนะในรอบคัดเลือกรอบแรก
เส้นทางลีก
(6 สโมสร)
  • 6 สโมสรที่จบรองชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 10–15
รอบคัดเลือกรอบสาม เส้นทางแชมเปียน
(12 สโมสร)
  • 12 สโมสรที่ชนะจากรอบคัดเลือกรอบสอง (เส้นทางแชมเปียน)
เส้นทางลีก
(8 สโมสร)
  • 3 สโมสรที่จบรองชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 7–9
  • 1 สโมสรที่จบอันดับที่สามในลีกจากสมาคมอันดับที่ 6
  • 1 สโมสรที่จบอันดับที่สี่ในลีกจากสมาคมอันดับที่ 5
  • 3 สโมสรที่ชนะจากรอบคัดเลือกรอบสอง (เส้นทางลีก)
รอบเพลย์ออฟ เส้นทางแชมเปียน
(10 สโมสร)
  • 4 สโมสรที่ชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 11–14
  • 6 สโมสรที่ชนะจากรอบคัดเลือกรอบสาม (เส้นทางแชมเปียน)
เส้นทางลีก
(4 สโมสร)
  • 4 สโมสรที่ชนะจากรอบคัดเลือกรอบสาม (เส้นทางลีก)
รอบลีก
(36 สโมสร)
  • แชมป์เก่ายูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
  • แชมป์เก่ายูฟ่ายูโรปาลีก
  • 10 สโมสรที่ชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 1–10
  • 6 สโมสรที่จบรองชนะเลิศในลีกจากสมาคมอันดับที่ 1–6
  • 5 สโมสรที่จบอันดับที่สามในลีกจากสมาคมอันดับที่ 1–5
  • 4 สโมสรที่จบอันดับที่สี่ในลีกจากสมาคมอันดับที่ 1–4
  • 2 สโมสรจากสมาคมที่มีค่าสัมประสิทธิ์ 1 ปีสูงที่สุด
  • 5 สโมสรที่ชนะจากรอบเพลย์ออฟ (เส้นทางแชมเปียน)
  • 2 สโมสรที่ชนะจากรอบเพลย์ออฟ (เส้นทางลีก)
รอบแพ้คัดออกเบื้องต้น
(16 สโมสร)
  • 16 สโมสรที่จบอันดับ 9−24 ในรอบลีก
รอบแพ้คัดออก
(16 สโมสร)
  • 8 สโมสรที่ชนะจากรอบแพ้คัดออกก่อนหน้านี้
  • 8 สโมสรที่จบอันดับ 1−8 ในรอบลีก

รางวัล

ถ้วยรางวัลและเหรียญ

ถ้วยรางวัล

เงินรางวัล

เริ่มต้นตั้งแต่ฤดูกาล 2024–25 การแจกจ่ายเงินรางวัลมีดังต่อไปนี้[73]

  • รอบเพลย์ออฟ: €4,290,000
  • ค่าธรรมเนียมพื้นฐานสำหรับรอบลีก: €18,620,000
  • ชนะในรอบลีก: €2,100,000
  • เสมอในรอบลีก: €700,000
  • จบแปดอันดับแรกในรอบลีก: €2,000,000
  • จบอันดับเก้าถึงสิบหกในรอบลีก: €1,000,000
  • รอบแพ้คัดออกเพลย์ออฟ: €1,000,000
  • รอบ 16 ทีมสุดท้าย: €11,000,000
  • รอบก่อนรองชนะเลิศ: €12,500,000
  • รอบรองชนะเลิศ: €15,000,000
  • รองชนะเลิศ: €18,500,000
  • ผู้ชนะเลิศ: €25,000,000

รายได้ที่แจกจ่ายจากยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับ "ตลาดรวม" โดยการกระจายนั้นถูกกำหนดโดยมูลค่าของตลาดโทรทัศน์ในแต่ละประเทศ ในฤดูกาล 2019–20 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งซึ่งเป็นรองชนะเลิศ ได้รับเงินรวมเกือบ 126.8 ล้านยูโร โดย 101.3 ล้านยูโรเป็นเงินรางวัล เมื่อเทียบกับ 125.46 ล้านยูโรที่ไบเอิร์นมิวนิกได้รับ ซึ่งเป็นผู้ชนะเลิศการแข่งขันและได้รับเงินรางวัล 112.96 ล้านยูโร[74]

บันทึกและสถิติของทีม

ผลงานแบ่งตามสโมสร

ผลงานในยูโรเปียนคัพและยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกแบ่งตามสโมสร
สโมสร
ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ปีที่ชนะเลิศ ปีที่ได้รองชนะเลิศ
ประเทศสเปน เรอัลมาดริด 15 3 1956, 1957, 1958, 1959, 1960, 1966, 1998, 2000, 2002, 2014, 2016, 2017, 2018, 2022, 2024 1962, 1964, 1981
ประเทศอิตาลี มิลาน 7 4 1963, 1969, 1989, 1990, 1994, 2003, 2007 1958, 1993, 1995, 2005
ประเทศเยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก 6 5 1974, 1975, 1976, 2001, 2013, 2020 1982, 1987, 1999, 2010, 2012
ประเทศอังกฤษ ลิเวอร์พูล 6 4 1977, 1978, 1981, 1984, 2005, 2019 1985, 2007, 2018, 2022
ประเทศสเปน บาร์เซโลนา 5 3 1992, 2006, 2009, 2011, 2015 1961, 1986, 1994
ประเทศเนเธอร์แลนด์ อายักซ์ 4 2 1971, 1972, 1973, 1995 1969, 1996
ประเทศอิตาลี อินเตอร์มิลาน 3 4 1964, 1965, 2010 1967, 1972, 2023, 2025
ประเทศอังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 3 2 1968, 1999, 2008 2009, 2011
ประเทศอิตาลี ยูเวนตุส 2 7 1985, 1996 1973, 1983, 1997, 1998, 2003, 2015, 2017
ประเทศโปรตุเกส ไบฟีกา 2 5 1961, 1962 1963, 1965, 1968, 1988, 1990
ประเทศอังกฤษ เชลซี 2 1 2012, 2021 2008
ประเทศฝรั่งเศส ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง 2 1 2025, 2026 2020
ประเทศอังกฤษ นอตทิงแฮมฟอเรสต์ 2 0 1979, 1980
ประเทศโปรตุเกส โปร์ตู 2 0 1987, 2004
ประเทศเยอรมนี โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ 1 2 1997 2013, 2024
ประเทศสกอตแลนด์ เซลติก 1 1 1967 1970
ประเทศเยอรมนี ฮัมบัวร์เกอร์ เอ็สเฟา 1 1 1983 1980
ประเทศโรมาเนีย สเตอัวบูคูเรสตี 1 1 1986 1989
ประเทศฝรั่งเศส มาร์แซย์ 1 1 1993 1991
ประเทศอังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี 1 1 2023 2021
ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไฟเยอโนร์ด 1 0 1970
ประเทศอังกฤษ แอสตันวิลลา 1 0 1982
ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน 1 0 1988
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย เรดสตาร์เบลเกรด 1 0 1991
ประเทศสเปน อัตเลติโกมาดริด 0 3 1974, 2014, 2016
ประเทศฝรั่งเศส แร็งส์ 0 2 1956, 1959
ประเทศสเปน บาเลนเซีย 0 2 2000, 2001
ประเทศอังกฤษ อาร์เซนอล 0 2 2006, 2026
ประเทศอิตาลี ฟีออเรนตีนา 0 1 1957
ประเทศเยอรมนี ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟูร์ท 0 1 1960
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ปาร์ติซาน 0 1 1966
ประเทศกรีซ ปานาซีไนโกส 0 1 1971
ประเทศอังกฤษ ลีดส์ยูไนเต็ด 0 1 1975
ประเทศฝรั่งเศส แซ็งเตเตียน 0 1 1976
ประเทศเยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค 0 1 1977
ประเทศเบลเยียม กลึบบรึคเคอ 0 1 1978
ประเทศสวีเดน มัลเมอ เอฟเอฟ 0 1 1979
ประเทศอิตาลี โรมา 0 1 1984
ประเทศอิตาลี ซัมป์โดเรีย 0 1 1992
ประเทศเยอรมนี ไบเออร์เลเวอร์คูเซิน 0 1 2002
ประเทศฝรั่งเศส มอนาโก 0 1 2004
ประเทศอังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 0 1 2019

ผลงานแบ่งตามชาติ

ผลงานในนัดชิงชนะเลิศแบ่งตามชาติ
ชาติ ชนะเลิศ รองชนะเลิศ รวม
 สเปน 20 11 31
 อังกฤษ 15 12 27
 อิตาลี 12 18 30
 เยอรมนี[a] 8 11 19
 เนเธอร์แลนด์ 6 2 8
 โปรตุเกส 4 5 9
 ฝรั่งเศส 3 6 9
 โรมาเนีย 1 1 2
 สกอตแลนด์ 1 1 2
 ยูโกสลาเวีย[b] 1 1 2
 เบลเยียม 0 1 1
 กรีซ 0 1 1
 สวีเดน 0 1 1

หมายเหตุ

  1. รวมสโมสรที่เป็นตัวแทนจากเยอรมนีตะวันตก และไม่มีสโมสรที่เป็นตัวแทนจากเยอรมนีตะวันออกเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ
  2. ตัวแทนจากยูโกสลาเวียทั้งสองสโมสรมาจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเซอร์เบีย

บันทึกผู้เล่น

ชนะเลิศมากที่สุด

ปาโก เฆนโต เป็นคนแรกจากผู้เล่นห้าคนที่ชนะเลิศการแข่งขันหกครั้ง และลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศแปดครั้ง
ดานิ การ์บาฆัล เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ลงเล่นเป็นตัวจริงแล้วชนะเลิศหกครั้ง ร่วมกับปาโก เฆนโต
คริสเตียโน โรนัลโด ครองสถิติชนะนัดการแข่งขันมากที่สุด
จำนวนที่ชนะเลิศ ผู้เล่น สโมสร
6 ปาโก เฆนโต เรอัลมาดริด (1956, 1957, 1958, 1959, 1960, 1966)
โทนี โครส ไบเอิร์นมิวนิก (2013)
เรอัลมาดริด (2016, 2017, 2018, 2022, 2024)
ดานิ การ์บาฆัล เรอัลมาดริด (2014, 2016, 2017, 2018, 2022, 2024)
ลูกา มอดริช
นาโช
5 ฮวน อลอนโซ เรอัลมาดริด (1956, 1957, 1958, 1959, 1960)
ราฟาเอล เลสเมส
มาร์กิโตส
เฮกตอร์ รีอัล
อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน
โฆเซ มาเรีย ซาร์รากา
อาเลสซันโดร กอสตากูร์ตา เอซี มิลาน (1989, 1990, 1994, 2003, 2007)
เปาโล มัลดีนี
คริสเตียโน โรนัลโด แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (2008)
เรอัลมาดริด (2014, 2016, 2017, 2018)
แกเร็ท เบล เรอัลมาดริด (2014, 2016, 2017, 2018, 2022)
การีม แบนเซมา
กาเซมีรู
อิสโก
มาร์เซลู
ลูกัส บัซเกซ เรอัลมาดริด (2016, 2017, 2018, 2022, 2024)
4 โฮเซโต เรอัลมาดริด (1956, 1957, 1958, 1959)
เอนริเก มาเตโอส เรอัลมาดริด (1957, 1958, 1959, 1960)
ฮวน ซานติสเตบัน
โฮเซ ซานตามารีอา เรอัลมาดริด (1958, 1959, 1960, 1966)
ฟิล นีล ลิเวอร์พูล (1977, 1978, 1981, 1984)
แกลเรินส์ เซดอร์ฟ อายักซ์ (1995)
เรอัลมาดริด (1998)
เอซี มิลาน (2003, 2007)
อันเดรส อินิเอสตา บาร์เซโลนา (2006, 2009, 2011, 2015)
ลิโอเนล เมสซิ
ชาบี
ฌาราร์ต ปิเก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (2008)
บาร์เซโลนา (2009, 2011, 2015)
เซร์ฆิโอ ราโมส เรอัลมาดริด (2014, 2016, 2017, 2018)
ราฟาแอล วาราน
มาเตออ กอวาชิช เรอัลมาดริด (2016, 2017, 2018)
เชลซี (2021)
เดวิด อาลาบา ไบเอิร์นมิวนิก (2013, 2020)
เรอัลมาดริด (2022, 2024)

ลงเล่นมากที่สุด

ณ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025 [75][76]
ผู้เล่นที่ยังลงเล่นอยู่ในยุโรปจะถูกเน้นด้วย ตัวหนา
ตารางด้านล่างนี้ไม่ได้รวมการปรากฏตัวในรอบคัดเลือกของการแข่งขัน
อันดับ ผู้เล่น ชาติ ลงเล่น ปี สโมสร
1 คริสเตียโน โรนัลโด  โปรตุเกส 183 2003–2022 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (59), เรอัลมาดริด (101), ยูเวนตุส (23)
2 อีเกร์ กาซียัส  สเปน 177 1999–2019 เรอัลมาดริด (150), โปร์ตู (27)
3 ลิโอเนล เมสซิ  อาร์เจนตินา 163 2005–2023 บาร์เซโลนา (149), ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (14)
โทมัส มึลเลอร์  เยอรมนี 163 2009–2025 ไบเอิร์นมิวนิก
5 มานูเอ็ล น็อยเออร์  เยอรมนี 149 2007– ชัลเคอ 04 (22), ไบเอิร์นมิวนิก (132)
6 การีม แบนเซมา  ฝรั่งเศส 152 2005–2023 ลียง (19), เรอัลมาดริด (133)
7 โทนี โครส  เยอรมนี 151 2008–2024 ไบเอิร์นมิวนิก (41), เรอัลมาดริด (110)
ชาบี  สเปน 1998–2015 บาร์เซโลนา
9 ราอุล  สเปน 142 1995–2011 เรอัลมาดริด (130), ชัลเคอ 04 (12)
เซร์ฆิโอ ราโมส  สเปน 2005–2023 เรอัลมาดริด (129), ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (8), เซบิยา (5)
ลูกา มอดริช  โครเอเชีย 2010-2025

ทอตนัมฮอตสเปอร์ (8),เรอัลมาดริด (134)

ทำประตูสูงสุด

ณ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025 [77][78]
ผู้เล่นที่เข้าร่วมแข่งขันใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024–25 จะถูกเน้นด้วย ตัวหนา
ตารางด้านล่างนี้ไม่รวมประตูที่ทำได้ในรอบคัดเลือกของการแข่งขัน
อันดับ ผู้เล่น จำนวนประตู ลงเล่น อัตราส่วน ปี สโมสร (จำนวนประตู/ลงเล่น)
1 ประเทศโปรตุเกส คริสเตียโน โรนัลโด 140 183 0.77 2003–2022 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (21/59), เรอัลมาดริด (105/101), ยูเวนตุส (14/23)
2 ประเทศอาร์เจนตินา ลิโอเนล เมสซิ 129 163 0.79 2005–2023 บาร์เซโลนา (120/149), ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (9/14)
3 ประเทศโปแลนด์ รอแบร์ต แลวันดอฟสกี 105 135 0.8 2011– โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ (17/28), ไบเอิร์นมิวนิก (69/78), บาร์เซโลนา (19/29)
4 ประเทศฝรั่งเศส การีม แบนเซมา 90 152 0.59 2005–2023 ลียง (12/19), เรอัลมาดริด (78/133)
5 ประเทศสเปน ราอุล 71 142 0.50 1995–2011 เรอัลมาดริด (66/130), ชัลเคอ 04 (5/12)
6 ประเทศฝรั่งเศส กีลียาน อึมบาเป 64 92 0.7 2016– มอนาโก (6/9), ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (42/64), เรอัลมาดริด (16/19)
7 ประเทศเยอรมนี โทมัส มึลเลอร์ 57 163 0.35 2009– ไบเอิร์นมิวนิก
8 ประเทศเนเธอร์แลนด์ รืด ฟัน นิสเติลโรย 56 73 0.77 1998–2009 เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน (8/11), แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (35/43), เรอัลมาดริด (13/19)
9 ประเทศนอร์เวย์อาลิง โฮลัน 54 53 1.02 2019- เร็ดบุลซัลทซ์บวร์ค (8/6), โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ (15/13), แมนเชสเตอร์ซิตี (31/34)
10 ประเทศฝรั่งเศส ตีแยรี อ็องรี 50 112 0.45 1997–2012 มอนาโก (7/9), อาร์เซนอล (35/77), บาร์เซโลนา (8/26)

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. 1 2 "Football's premier club competition". UEFA. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2010. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. "Clubs". UEFA. 12 พฤษภาคม 2020. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 พฤษภาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. "UEFA Europa League further strengthened for 2015–18 cycle" (ข่าวประชาสัมพันธ์). UEFA. 24 พฤษภาคม 2013. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2013.{{cite press release}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. "UEFA Executive Committee approves new club competition" (ข่าวประชาสัมพันธ์). UEFA. 2 ธันวาคม 2018. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ธันวาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2018.{{cite press release}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. "Matches". UEFA.com. Union of European Football Associations. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 พฤษภาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Club competition winners do battle". UEFA. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 กรกฎาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. "FIFA Club World Cup". FIFA. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ตุลาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. 1 2 "European Champions' Cup". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. "Most titles | History". UEFA. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 มิถุนายน 2022. สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2022.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. "A perfect 11! Flawless Bayern set new Champions League record with PSG victory". Goal.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. "When Sunderland met Hearts in the first ever 'Champions League' match". Nutmeg Magazine. 2 กันยายน 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 กรกฎาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. García, Javier; Kutschera, Ambrosius; Schöggl, Hans; Stokkermans, Karel (2009). "Austria/Habsburg Monarchy – Challenge Cup 1897–1911". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 กรกฎาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. "European Cup Origins". europeancuphistory.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2021. สืบค้นเมื่อ 13 กรกฎาคม 2022.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. "Coupe Van der Straeten Ponthoz". RSSSF. 10 กุมภาพันธ์ 2022. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 กรกฎาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 13 กรกฎาคม 2022.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. Stokkermans, Karel (2009). "Mitropa Cup". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2023. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. 1 2 Ceulemans, Bart; Michiel, Zandbelt (2009). "Coupe des Nations 1930". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 สิงหาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  17. 1 2 Stokkermans, Karel; Gorgazzi, Osvaldo José (2006). "Latin Cup". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กรกฎาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. "Primeira Libertadores – História (Globo Esporte 09/02/20.l.08)". YouTube. 18 กุมภาพันธ์ 2008. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2010.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. "European Cup pioneer Jacques Ferran passes away". UEFA. 8 กุมภาพันธ์ 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กรกฎาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 1 มกราคม 2021.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  20. "Globo Esporte TV programme, Brazil, broadcast (in Portuguese) on 10/05/2015: Especial: Liga dos Campeões completa 60 anos, e Neymar ajuda a contar essa história. Accessed on 06/12/2015. Ferran's speech goes from 5:02 to 6:51 in the video". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 มีนาคม 2016.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. 1 2 3 4 5 6 "1955/56 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. 1 2 3 4 5 6 "European Champions' Cup 1955–56 – Details". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 กรกฎาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  23. 1 2 3 4 5 6 "Trofeos de Fútbol". Real Madrid. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 ตุลาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  24. 1 2 "1956/57 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  25. 1 2 "Champions' Cup 1956–57". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 เมษายน 2023. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. 1 2 "1957/58 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. 1 2 "Champions' Cup 1957–58". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2022. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  28. "1958/59 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  29. "Champions' Cup 1958–59". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 สิงหาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  30. 1 2 "1959/60 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  31. 1 2 "Champions' Cup 1959–60". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2023. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  32. 1 2 "1960/61 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  33. 1 2 "Champions' Cup 1960–61". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 กันยายน 2022. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. 1 2 "Anos 60: A "década de ouro"". Sport Lisboa e Benfica. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 5 ตุลาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  35. "1961/62 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  36. "Champions' Cup 1961–62". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2023. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  37. "1962/63 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. "Champions' Cup 1962–63". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 กรกฎาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  39. "Coppa Campioni 1962/63". Associazione Calcio Milan. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 เมษายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  40. "1963/64 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  41. "Champions' Cup 1963–64". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2023. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. "Palmares: Prima coppa dei campioni – 1963/64" (ภาษาอิตาลี). FC Internazionale Milano. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 18 พฤษภาคม 2006. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  43. "1964/65 European Champions Clubs' Cup". Union of European Football Associations. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  44. "Champions' Cup 1964–65". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 กันยายน 2022. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  45. "Palmares: Prima coppa dei campioni – 1964/65" (ภาษาอิตาลี). FC Internazionale Milano. 31 มกราคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 18 พฤษภาคม 2006. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  46. "A Sporting Nation – Celtic win European Cup 1967". BBC Scotland. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 ธันวาคม 2006. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2016.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  47. "Celtic immersed in history before UEFA Cup final". Sports Illustrated. 20 พฤษภาคม 2003. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 มกราคม 2012. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2010.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  48. Lennox, Doug (2009). Now You Know Soccer. Dundurn Press. น. 143. ISBN 978-1-55488-416-2. now you know soccer who were the lisbon lions.
  49. "Man. United – Benfica 1967 History". UEFA.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มิถุนายน 2020. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  50. "Season 1967". UEFA.com. Union of European Football Associations. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 มิถุนายน 2020. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  51. "Milan-Ajax 1968 History". UEFA.com. Union of European Football Associations. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 มิถุนายน 2020. สืบค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  52. "Feyenoord – Milan 1969 History". UEFA Champions League. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 ธันวาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  53. "Feyenoord – Celtic 1969 History". UEFA Champions League. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กรกฎาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  54. "Ajax – Panathinaikos 1970 History". UEFA.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กรกฎาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  55. Zea, Antonio; Haisma, Marcel (9 มกราคม 2008). "European Champions' Cup and Fairs' Cup 1970–71 – Details". RSSSF. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 เมษายน 2009. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  56. "Classification First Division 1969–70". bdfutbol.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 มีนาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  57. "Champions League final: Full list of all UCL and European Cup winners as Chelsea, Man City try to make history". CBS Sports. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 29 ตุลาคม 2021.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  58. "The story of the UEFA Champions League anthem". Union of European Football Associations. 8 มีนาคม 2016. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2020. สืบค้นเมื่อ 17 สิงหาคม 2018 โดยทาง YouTube.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  59. 1 2 3 "UEFA Champions League anthem". UEFA.com. Union of European Football Associations. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  60. Media, democracy and European culture. Intellect Books. 2009. น. 129. ISBN 978-1-84150-247-2. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2014.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  61. 1 2 "What is the Champions League music? The lyrics and history of one of football's most famous songs". Wales Online. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 สิงหาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 17 สิงหาคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  62. Fornäs, Johan (2012). Signifying Europe (PDF). Bristol, England: intellect. น. 185–187. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2018.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  63. "UEFA Champions League entrance music". 29 กันยายน 2016. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 17 สิงหาคม 2018 โดยทาง YouTube.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  64. "2Cellos to perform UEFA Champions League anthem in Kyiv". UEFA.com. Union of European Football Associations. 18 พฤษภาคม 2018. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 17 สิงหาคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  65. "Asturia Girls to perform UEFA Champions League anthem in Madrid". UEFA.com. Union of European Football Associations. 21 พฤษภาคม 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 19 มิถุนายน 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  66. "Hungarian Pianist to Open Champions League Final". Hungary today. 7 มิถุนายน 2023. สืบค้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  67. "Behind the Music: Champions League Anthem Remix with Hans Zimmer". Electronic Arts. 12 มิถุนายน 2018. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 28 มิถุนายน 2018. สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  68. King, Anthony (2004). "The new symbols of European football". International Review for the Sociology of Sport. 39 (3). London; Thousand Oaks, CA; New Delhi: 323–336. doi:10.1177/1012690204045599. ISSN 1012-6902. S2CID 145168911.
  69. TEAM. (1999). UEFA Champions League: Season Review 1998/9. Lucerne: TEAM.
  70. "1. Facts & Figures" (PDF). UEFA Champions League Statistics Handbook 2020/21. Union of European Football Associations. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 10 ตุลาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 29 ตุลาคม 2020.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  71. Grounds, Ben (14 สิงหาคม 2024). "Champions League 2024/25: Everything you need to know about the new format of Europe's most prestigious club competition". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2024.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  72. "UEFA approves final format and access list for its club competitions as of the 2024/25 season". Return to Play. UEFA. 10 พฤษภาคม 2022. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 พฤษภาคม 2022.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  73. "Distribution to clubs from the UEFA Champions League, UEFA Europa League, UEFA Conference League and the UEFA Super Cup for the 2024–27 cycle (2024/25 season)" (PDF). 22 มีนาคม 2024. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-03-28. สืบค้นเมื่อ 22 เมษายน 2024.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  74. Trullols, Javier (23 เมษายน 2021). "Así repartió la Uefa los 2.419 millones en ingresos de la Champions 2019-2020". Palco23 (ภาษาสเปน). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2023.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  75. "Who has played 100 Champions League games?". UEFA.com. 29 พฤศจิกายน 2023. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2023.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  76. "Champions League – All-time appearances". WorldFootball.net. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  77. "Champions League all-time top scorers". UEFA. 29 พฤศจิกายน 2023. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2023.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  78. "Champions League + European Cup – All-time Topscorers". WorldFootball.net. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น