Overview
สำนักพระราชวัง เป็นหน่วยราชการในพระองค์ มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบราชการในพระองค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนดูแลรักษาทรัพย์สินและผลประโยชน์ในพระองค์พระมหากษัตริย์ และมีเลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชกิจราชการ
เครื่องหมายราชการสำนักพระราชวังในรัชกาลที่ 10 | |
อาคารศาลาว่าการพระราชวัง | |
| ภาพรวมหน่วยงาน | |
|---|---|
| ก่อตั้ง | 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 |
| หน่วยงานก่อนหน้า |
|
| สำนักงานใหญ่ | |
| งบประมาณต่อปี | 3,435.4143 ล้านบาท (พ.ศ. 2559)[1] |
| ฝ่ายบริหารหน่วยงาน |
|
| ต้นสังกัดหน่วยงาน | พระมหากษัตริย์ไทย |
| ลูกสังกัดหน่วยงาน | |
| เว็บไซต์ | royaloffice.th |
| บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความว่าด้วย |
| การเมืองไทย |
|---|
|
|
|
|
สำนักพระราชวัง (อังกฤษ: Bureau of the Royal Household; BRH) เป็นหน่วยราชการในพระองค์ มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบราชการในพระองค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนดูแลรักษาทรัพย์สินและผลประโยชน์ในพระองค์พระมหากษัตริย์ และมีเลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชกิจราชการ
ประวัติ
สมัยกรุงศรีอยุธยา
สำนักพระราชวังเป็นส่วนราชการที่สืบเนื่องมาจากส่วนราชการสำคัญของบ้านเมืองมาแต่โบราณกาล มีหลักฐานที่อาจทบทวนย้อนไปได้ถึงพุทธศักราช 1893 ในปีนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองในราชธานีเป็นสี่กรม หรือที่เรียกว่าจตุสดมภ์ ได้แก่
- กรมเมือง (หรือเวียง) มีหน้าที่ปกครองท้องที่ดูแลสันติสุขของประชาราษฎร
- กรมวัง มีหน้าที่ดูแลฝ่ายพระราชสำนัก รวมทั้งพิพากษาถ้อยความของราษฎรเป็นการแบ่งเบาพระราชภาระของประมุขในหน้าที่พระราชทานความยุติธรรมไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน
- กรมคลัง มีหน้าที่ดูแลรับจ่ายผลประโยชน์ของแผ่นดิน
- กรมนา มีหน้าที่ดูแลการทำไร่ทำนา รักษาเสบียงอาหารสำหรับพระนคร
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิรูปการปกครองราชอาณาจักร แบ่งส่วนราชการระดับกระทรวงให้เป็นไปตามความจำเป็น และเหมาะสมแก่การปกครองประเทศยิ่งขึ้น กระทรวงเดิมในแบบจตุสดมภ์ทั้ง 6 ก็ให้คงอยู่ เพิ่มกระทรวงในหน้าที่ที่สมควรใหม่อีก 4 กระทรวง รวมเป็น 12 กระทรวงแต่ละกระทรวงมีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการ
จากการปฏิรูปการปกครองในประเทศในครั้งนี้เอง โปรดเกล้าฯ ให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่ปฏิบัติราชการในพระราชสำนัก ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า กรมวัง หรือ จตุสดมภ์กรมวัง เป็นกระทรวงมีชื่อว่า กระทรวงวัง แต่โปรดเกล้าฯ ให้โอนงานที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีไปขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ ดังนั้นส่วนราชการในจตุสดมภ์กรมวังที่มีชื่อว่า กรมพระตำรวจหลวงว่าความฎีกา อันเป็นกรมหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อน ๆ ถือว่าเป็นส่วนราชการที่มีความสำคัญมากถึงกับในบางรัชกาลต้องโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่สุดไปทรงกำกับราชการอยู่ เช่น ในรัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอฯ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ไปทรงกำกับราชการอยู่นั้น จึงสูญไปจากทำเนียบราชการแต่นั้นมา
เสนาบดีกระทรวงวังตามแผนปฏิรูปการปกครองใหม่ในครั้งนั้น ตัวเสนาบดีมิใช่สามัญชน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีจตุสดมภ์กรมวังอยู่ก่อนแล้ว เป็นเสนาบดีกระทรวงวังตามระบบการปกครองที่ปฏิรูปใหม่ จึงนับได้ว่าทรงเป็น "เสนาบดีกระทรวงวังพระองค์แรก"
การตั้งเสนาบดีกระทรวงในรัชกาลที่ 5 นั้น จะเห็นได้ว่าทรงพระราชดำริว่ากระทรวงวังนั้นสำคัญและปฏิบัติงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาก จึงทรงเลือกสรรพระราชวงศ์ขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีสืบต่อกันมาหลายพระองค์
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวงวัง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมแก่ราชการในพระองค์หลายประการ เช่น โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะกรมมหาดเล็กหลวง ในกระทรวงวังขึ้นเป็นกรมอิสระ ขึ้นตรงต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก (เจ้าพระยารามราฆพ) เป็นผู้บังคับบัญชา มีกรมต่าง ๆ ที่หัวหน้ากรมเป็นข้าราชการขั้นอธิบดีขึ้นอยู่ 13 กรม ได้แก่
|
|
ส่วนทางกระทรวงวังก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีกรมขึ้น 20 กรม ได้แก่
|
|
กรมในกระทรวงวังก็ดี กรมในมหาดเล็กก็ดี แม้หัวหน้ากรมจะมีฐานะเป็นอธิบดี แต่ก็มีหลายกรมเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น
- กรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก (หัวหน้ากรมมีตำแหน่งเป็นปลัดบัญชาการ)
- กรมอื่น ๆ ในสังกัดกรมมหาดเล็ก (หัวหน้ากรมมีตำแหน่งเป็นจางวาง ต่อท้ายตำแหน่งด้วยนามกรม) เช่น "กรมชาวที่" เรียกว่า จางวางกรมชาวที่ ยกเว้น "กรมโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์" เรียกตำแหน่งหัวหน้ากรมว่า ผู้บัญชาการโรงเรียนในกรมพระบรมราชูปถัมภ์
กรมในสังกัดกระทรวงวัง
- กรมบัญชาการ (หัวหน้ากรมมีตำแหน่งเป็นปลัดบัญชาการ)
- กรมวัง กรมพระราชพิธี กรมตำรวจรักษาพระองค์ กรมพระนิติศาสตร์ (หัวหน้ากรมมีตำแหน่งเป็นสมุห) โดยเรียกกันดังนี้
- สมุหพระราชมณเฑียร คือ อธิบดีกรมวัง
- สมุหพระตำรวจหลวง รักษาพระองค์ คือ อธิบดีกรม พระตำรวจหลวงรักษาพระองค์
- สมุหพระราชพิธี คือ อธิบดีกรมพระราชพิธี
- สมุหพระนิติศาสตร์ คือ อธิบดีกรมพระนิติศาสตร์
- สมุหบัญชีใหม่ คือ อธิบดีกรมปลัดบัญชี
กรมอื่นนอกจากนี้
- กรมใหญ่เรียกหัวหน้ากรมว่า อธิบดี
- กรมเล็กเรียกหัวหน้ากรมว่า เจ้ากรม
แต่ที่เรียกว่าผู้อำนวยการกรมก็มี นอกจากนั้นยังพระราชทานเกียรติยศแก่ กรมตำรวจหลวงรักษาพระองค์ กรมทหารรักษาพระองค์และกรมทหารรักษาวัง โดยทรงรับเข้าดำรงตำแหน่ง "สมเด็จพระตำรวจ" ในกรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ และตำแหน่ง "ผู้บังคับการพิเศษ" ในกรมทหารรักษาวังด้วย
สำหรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังนั้น ก็ยังคงใช้ราชทินนามบุคคลผู้เป็นเจ้ากระทรวงว่า "ธรรมธิกรณาธิบดี" อันเป็นราชทินนามที่สืบเนื่องมาแต่ "ธรรมาธิการ" ครั้งยังเป็นจตุสดมภ์อยู่ แม้ว่าจะได้แยกหน้าที่การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี อันเป็นหน้าที่เดิมของจตุสดมภ์กรมวังไปเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวมาแล้วก็ตาม
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดกล้าฯ ให้โอนกรมธรรมการ กรมสังฆการี กรมราชบัณฑิต กรมกัลปนา และกรมศิลปากร ไปสังกัดกระทรวงธรรมการ และยุบฐานะกรมมหาดเล็กหลวงซึ่งแยกไปเป็นกรมพิเศษในรัชกาลที่ 6 ลงเป็นกรมสามัญสังกัดกระทรวงวังตามเดิม
ต่อมาเมื่อประเทศสยามได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงประกาศพระบรมราชโองการ ณ วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ให้เปลี่ยนชื่อ "กระทรวงวัง" เป็น "ศาลาว่าการพระราชวัง" แต่ครั้งถึงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ก็กลับมามีฐานะเป็นกระทรวงขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พุทธศักราช 2476 และมี "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัง" เป็นเจ้ากระทรวง ซึ่งในพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมฉบับดังกล่าวนี้ ได้ตัดทอนส่วนราชการในกระทรวงวังออกเหลือ 7 กรม ได้แก่
- สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
- สำนักงานปลัดกระทรวง
- กรมทหารรักษาวัง
- กรมพระคลังข้างที่
- กรมมหาดเล็กหลวง
- กรมราชเลขานุการในพระองค์
- กรมวัง
สำนักพระราชวัง
ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2478 ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2478 โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้เอง ได้เปลี่ยนฐานะของกระทรวงวังลงเป็นทบวง มีฐานะเป็นกรม เทียบเท่าทบวง มีชื่อว่า "สำนักพระราชวัง" และให้อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีโดยตรง มีเลขาธิการพระราชวัง (ระดับ 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวง) รับผิดชอบในการบริหารราชการ สำหรับกรมในสังกัดก็ยุบลงเป็นกองบ้าง แผนกบ้าง เว้นบางกรมไปสังกัดกระทรวงอื่น เช่น
- กรมทหารรักษาวัง โอนไปสังกัด กระทรวงกลาโหม (ปัจจุบันได้แก่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สังกัดกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ กองทัพบก)
- กรมราชเลขานุการในพระองค์ แยกไปตั้งเป็นทบวงการเมืองอิสระมีฐานะเทียบกรมเรียกว่า "สำนักราชเลขานุการในพระองค์" ต่อมาเปลี่ยนนามเป็น "สำนักราชเลขาธิการ"
นอกจากนี้ยังได้โอนราชการในหน้าที่ต่าง ๆ อีกหลายหน้าที่ไปสังกัดกรมอื่น เช่น โอนงานในหน้าที่การช่างที่เรียกว่า "กรมวังนอก" ตลอดจนงานที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์ อันได้แก่กองพิณพาทย์หลวง กองดุริยางค์หลวง โขนหลวงและละครหลวง ไปสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงศึกษาธิการ)
เมื่อได้ยุบกระทรวงวังเป็นสำนักพระราชวังแล้ว ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่การปฏิบัติภารกิจหลายครั้ง ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ยังทรงพระเยาว์และประทับอยู่ในต่างประเทศ ได้มีการพิจารณาเห็นว่าภารกิจของสำนักพระราชวังมีน้อย ก็ปรับปรุงหนักไปทางตัดทอน ครั้นต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร บรรลุพระราชนิติภาวะ และเสด็จฯ นิวัติมาประทับในราชอาณาจักรเป็นการถาวรเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2494 และได้บริหารราชการในฐานะพระประมุขแล้ว รัฐบาลก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพให้มากขึ้น เพื่อเพียงพอที่จะสนองรองรับพระราชกรณียกิจได้
ตามพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการในสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขานุการในพระองค์ พุทธศักราช 2478 ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2478 ได้กำหนดให้มีกองในสังกัด 4 กอง ได้แก่
- สำนักงานเลขานุการ (4 แผนก)
- แผนกสารบรรณ
- แผนกหมายและทะเบียน
- แผนกคลัง
- แผนกพัสดุ
- กองมหาดเล็ก (3 แผนก)
- แผนกกลาง
- แผนกรับใช้
- แผนกชาวที่
- กองวังและพระราชพิธี (3 แผนก)
- แผนกตำรวจวัง
- แผนกพระราชพิธี
- แผนกพระราชพาหนะ
- สำนักงานพระคลังข้างที่ (ไม่มีการแบ่งหน่วยงานในสังกัด)
ในฐานะหน่วยราชการในพระองค์
ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560[5] ให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ และมีพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีหน่วยราชการในพระองค์ทั้งหมด 3 หน่วยงาน โดยสำนักพระราชวังเป็นหน่วยงานหลัก มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการในพระองค์ทั่วไป การเลขานุการในพระองค์ การจัดการพระราชวังและงานพระราชพิธี การดูแลรักษาทรัพย์สินในพระองค์ และการอื่นตามพระราชอัธยาศัย[6]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2568 ได้โอนหน้าที่การดูแลรักษาทรัพย์สินในพระองค์ ซึ่งเดิมสำนักพระราชวังดูแลผ่านสำนักงานพระคลังข้างที่ ไปยังหน่วยงานชื่อเดียวกันที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ ยกเว้นวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ที่สำนักพระราชวังยังคงดูแลตามเดิม โดยเปลี่ยนชื่อหน่วยงานดูแลเป็นสำนักงานวัดพระศรีรัตนศาสดาราม[7]
หน่วยงานภายใน
ปัจจุบันสำนักพระราชวังมีส่วนราชการตามพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ดังนี้[8]
- สำนักงานผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง
- กรมบังคับการสำนักพระราชวัง
- กรมมหาดเล็ก 904
- กรมกิจการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
- กรมสนับสนุน
- กรมราชเลขานุการในพระองค์
- กรมกิจการในพระบรมวงศานุวงศ์
- กรมกิจการพิเศษ
- ส่วนราชการอื่นตามที่กำหนดโดยประกาศสำนักพระราชวัง
- สำนักงานวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (เปลี่ยนชื่อจากสำนักงานพระคลังข้างที่)
ผู้บริหาร
เสนาบดีกระทรวงวัง
| ลำดับ | รูป | รายพระนาม/รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ | หมายเหตุ |
| 1 | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม | พ.ศ. 2438 | 25 สิงหาคม พ.ศ. 2439 | - | |
| 2 | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย | 25 สิงหาคม พ.ศ. 2439[9] | 31 สิงหาคม พ.ศ. 2439 | ผู้แทนเสนาบดีกระทรวงวัง | |
| 1 กันยายน พ.ศ. 2439[10] | 18 กันยายน พ.ศ. 2441 | เสนาบดีกระทรวงวัง | |||
| 3 | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา | 19 กันยายน พ.ศ. 2441[11] | 9 มิถุนายน พ.ศ. 2448[12] | - | |
| - | พระยาเพ็ชรพิไชย (เจิม อมาตยกุล) | 10 มิถุนายน พ.ศ. 2448 | 12 มิถุนายน พ.ศ. 2448 | รักษาราชการแทนเสนาบดีกระทรวงวัง | |
| 4 | สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ | 13 มิถุนายน พ.ศ. 2448[13] | กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2452 | - | |
| - | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ | กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2452 | 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 | รักษาราชการแทนเสนาบดีกระทรวงวัง | |
| เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) | |||||
| 5 | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ | 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2453[14] | 14 เมษายน พ.ศ. 2456 | - | |
| 6 | เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) | 15 เมษายน พ.ศ. 2456[15] | 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 | - | |
| 7 | เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) | 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2469[16] | 31 มีนาคม พ.ศ. 2470 | ผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง | |
| 1 เมษายน พ.ศ. 2470[17] | พ.ศ. 2475 | เสนาบดีกระทรวงวัง | |||
ผู้สำเร็จราชการพระราชวัง
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 จึงเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงวัง" เป็น "ศาลาว่าการพระราชวัง"
| ลำดับ | รูป | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ |
| 1 | เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) | พ.ศ. 2475 | พ.ศ. 2476 | |
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัง
วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476 กลับมามีฐานะเป็นกระทรวงขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พุทธศักราช 2476
| ลำดับ | รูป | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ |
| 1 | เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) | พ.ศ. 2476 | พ.ศ. 2477 | |
เลขาธิการพระราชวัง
หลังจากการปรับปรุงฐานะเป็นสำนักพระราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2478 ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง[18] ได้แก่
| ลำดับ | รูป | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ |
| 1 | พระยาชาติเดชอุดม (หม่อมราชวงศ์โป๊ะ มาลากุล) | 1 เมษายน พ.ศ. 2478 | 31 มกราคม พ.ศ. 2490 | |
| 2 | พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ ทวีวงศ์) | 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 | 6 สิงหาคม พ.ศ. 2509 | |
| 3 | กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา | 7 สิงหาคม พ.ศ. 2509 | 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 | |
| 4 | พูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ | 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 | 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 | |
| 5 | แก้วขวัญ วัชโรทัย | 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 | 15 กันยายน พ.ศ. 2559 | |
| 6 | รองศาสตราจารย์ จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา | 23 กันยายน พ.ศ. 2559 | 12 มีนาคม พ.ศ. 2561 | |
| 7 | พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล | 12 มีนาคม พ.ศ. 2561 | ปัจจุบัน | |
ดูเพิ่ม
อ้างอิง
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เล่ม 132 ตอนที่ 91ก วันที่ 25 กันยายน 2558
- ↑ พระราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งเลขาธิการพระราชวังและผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๕ ตอน ๕๕ ง พิเศษ หน้า ๒ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑
- ↑ พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์และนายทหารราชองครักษ์พิเศษ
- ↑ พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์และนายทหารราชองครักษ์พิเศษ
- ↑ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560
- ↑ "ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องการโอนกิจการ ของสำนักงานพระคลังข้างที่". แนวหน้า. 23 มิถุนายน 2025. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2025.
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๕
- ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศเปลี่ยนตำแหน่งเสนาบดี" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 13 (ตอน 21): หน้า 221. 26 สิงหาคม 2439. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศคงตำแหน่งผู้สืบเสนาบดี กระทรวงวัง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 13 (ตอน 23): หน้า 239. 6 กันยายน 2439. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศเปลี่ยนตำแหน่งเสนาบดี" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 15 (ตอน 26): หน้า 270.
- ↑ "ประกาศตั้งเสนาบดีกระทรวงวัง และตั้งผู้แทนเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 22 (ตอน 11): หน้า 228. 18 มิถุนายน 2448. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "ประกาศเปลี่ยนตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 22 (ตอน 11): หน้า 200. 11 มิถุนายน 2448. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 27 (ตอน ก): หน้า 24. 29 พฤษภาคม 2453. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนและตั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 30 (ตอน ก): หน้า 23. 15 เมษายน 2456. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศ เปลี่ยนเสนาบดีกระทรวงวังและรวมกรมมหาดเล็กเข้าในกระทรวงวัง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 43 (ตอน 0 ก): หน้า 240. 25 กรกฎาคม 2469. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เสนาบดีกระทรวงวัง และเสนาบดีกระทรวงธรรมการ กับอธิบดีศาลฎีกา" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 43 (ตอน 0 ก): หน้า 722. 20 มีนาคม 2469. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2562.
{{cite journal}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2009-02-05. สืบค้นเมื่อ 2016-09-15.
แหล่งข้อมูลอื่น
- เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ เก็บถาวร 2019-08-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- เว็บไซต์สำนักพระราชวัง 1
- เว็บไซต์สำนักพระราชวัง 2 เก็บถาวร 2008-02-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ข้อมูลของสำนักพระราชวัง เก็บถาวร 2019-08-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
