Overview
โพคาฮอนทัส เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันแนวดนตรีประวัติศาสตร์อเมริกันปี 1995 ดัดแปลงมาจากชีวิตของโพคาฮอนทัส หญิงชาวพาวฮาทัน และการมาถึงของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษจากบริษัทเวอร์จิเนีย ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงการพบกันระหว่างโพคาฮอนทัสกับจอห์น สมิธ และการช่วยชีวิตเขาไว้ในตำนาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดยวอลต์ดิสนีย์ฟีเจอร์แอนิเมชัน และออกฉายโดยวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์
| โพคาฮอนทัส | |
|---|---|
ใบปิดภาพยนตร์ | |
| กำกับ |
|
| เขียนบท |
|
| เนื้อเรื่อง |
|
| สร้างจาก | โพคาฮอนทัส |
| อำนวยการสร้าง | จิม เพนเทคอสต์ |
| นักแสดงนำ |
|
| ตัดต่อ | เอช. ลี ปีเตอร์สัน |
| ดนตรีประกอบ | อลัน เมนเคน |
| บริษัทผู้สร้าง | |
| ผู้จัดจำหน่าย | บวยนาวิสพิกเชอดิสทริบิวชัน[a] |
| วันฉาย |
|
| ความยาว | 81 นาที[2] |
| ประเทศ | สหรัฐ |
| ภาษา | อังกฤษ |
| ทุนสร้าง | 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] |
| ทำเงิน | 346.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[1] |
โพคาฮอนทัส (อังกฤษ: Pocahontas) เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันแนวดนตรีประวัติศาสตร์อเมริกันปี 1995 ดัดแปลงมาจากชีวิตของโพคาฮอนทัส หญิงชาวพาวฮาทัน และการมาถึงของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษจากบริษัทเวอร์จิเนีย ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงการพบกันระหว่างโพคาฮอนทัสกับจอห์น สมิธ และการช่วยชีวิตเขาไว้ในตำนาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดยวอลต์ดิสนีย์ฟีเจอร์แอนิเมชัน และออกฉายโดยวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยไมก์ กาเบรียล และเอริก โกลด์เบิร์ก (ซึ่งเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของเขา) และอำนวยการสร้างโดยจิม เพนเทคอสต์ จากบทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคาร์ล บินเดอร์, ซูซานนาห์ แกรนต์ และฟิลิป ลาเซ็บนิก ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยไอรีน เบดาร์ด และเมล กิบสัน พากย์เสียงเป็นโพคาฮอนทัสและสมิธตามลำดับ พร้อมด้วยเดวิด อ็อกเดน สเตียร์ส, รัสเซล มีนส์, คริสเตียน เบล, มิเชลล์ เซนต์จอห์น, เจมส์ อพามุต ฟอลล์, บิลลี คอนโนลลี, โจ เบเกอร์, กอร์ดอน ทูโตซิส และลินดา ฮันต์ ในบทบาทสมทบ ดนตรีประกอบประพันธ์โดยอลัน เมนเคน ซึ่งเขียนเพลงประกอบภาพยนตร์ร่วมกับสตีเฟน ชวาร์ตซ์ ผู้แต่งเนื้อเพลงด้วย
หลังจากเปิดตัวในฐานะผู้กำกับด้วยเรื่อง หนูหริ่งหนูหรั่งปฏิบัติการแดนจิงโจ้ (1990) กาเบรียลก็ได้คิดไอเดียเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้า โกลด์เบิร์กเพิ่งจะเสร็จสิ้นงานในตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลแอนิเมเตอร์ของจินนีในเรื่อง อะลาดิน (1992) ได้ร่วมเป็นผู้กำกับร่วมกับกาเบรียล โครงการนี้เข้าสู่การพัฒนาพร้อมกับเรื่อง เดอะไลอ้อนคิง (1994) และดึงดูดนักแอนิเมเตอร์ชั้นนำของดิสนีย์ได้เกือบทุกคน ในขณะเดียวกัน เจฟฟรีย์ แคตเซนเบิร์ก ประธานดิสนีย์สตูดิโอได้ตัดสินใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควรเป็นมหากาพย์ความรักที่เปี่ยมอารมณ์ในแนวทางเดียวกับโฉมงามกับเจ้าชายอสูร (1991) โดยหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับโฉมงามกับเจ้าชายอสูร ผู้เขียนบทภาพยนตร์อย่างบินเดอร์ แกรนต์ และลาเซ็บนิกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระกับประวัติศาสตร์เพื่อพยายามทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับของผู้ชม
โพคาฮอนทัสฉายรอบปฐมทัศน์ที่เซ็นทรัลพาร์กเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1995 และออกฉายในสหรัฐเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน โดยได้รับทั้งเสียงตอบรับที่หลากหลายจากนักวิจารณ์และผู้ชม ซึ่งได้ชื่นชมทั้งแอนิเมชัน การแสดงเสียง และดนตรี แต่วิจารณ์เรื่องราวว่าขาดการเน้นโทนเรื่อง ความไม่แม่นยำทางประวัติศาสตร์ และการใช้สิทธิ์ทางศิลปะของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการตอบรับที่ขัดแย้งกัน โพคาฮอนทัสทำรายได้มากกว่า 346 ล้านดอลาร์สหรัฐ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์สองรางวัลในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับเมนเคน และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับ "Colors of the Wind" ตามคำกล่าวของนักวิจารณ์ การพรรณนาถึงโพคาฮอนทัสในฐานะนางเอกผู้มีพลังอำนาจมีอิทธิพลต่อภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่องอื่น ๆ เช่น มู่หลาน (1998) และผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ (2013)[4] ภาพยนตร์เรื่องนี้ตามมาด้วยภาคต่อด้วยภาพยนตร์แผ่นในปี 1998 ชื่อว่า โพคาฮอนทัส 2 : ตำนานใหม่แห่งความรัก
โครงเรื่อง
ในปี ค.ศ. 1607 เรือซูซานคอนสแตนต์ ออกเดินทางจากกรุงลอนดอนมุ่งหน้าสู่โลกใหม่ พร้อมบรรทุกผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษของบริษัทเวอร์จิเนีย ระหว่างการเดินทาง เหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานรวมทั้งกัปตันจอห์น สมิธ พูดคุยกันถึงการผจญภัย การค้นหาทองคำ การต่อสู้กับ "อินเดียนแดง" และความหวังที่จะตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งใหม่ ไม่นานหลังออกเรือ พวกเขาก็เผชิญกับพายุเฮอริเคน ท่ามกลางความโกลาหล ทหารหนุ่มชื่อโทมัสพลัดตกทะเลขณะช่วยจอห์นดูแลปืนใหญ่บนเรือ จอห์นโรยตัวลงจากเรือเพื่อช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่ทั้งสองรอดตายมาอย่างหวุดหวิดเมื่อเชือกที่ใช้โรยตัวขาด
ในดินแดนเวอร์จิเนีย โพคาฮอนทัส ธิดาสาวผู้เลอโฉมของหัวหน้าเผ่าพาวฮาทันแห่งชนเผ่าพาวฮาทัน กำลังกังวลว่าตนอาจถูกบังคับให้แต่งงานกับโคคูม นักรบผู้เคร่งขรึม ซึ่งเธอมองว่า "จริงจังเกินไป" สำหรับนิสัยรักอิสระของตนเอง หลังจากฝันเห็นลูกศรหมุนวน โพคาฮอนทัสจึงไปปรึกษาคุณย่าวิลโลว์ ต้นหลิวผู้สามารถพูดได้ ซึ่งเตือนเธอว่าชาวอังกฤษกำลังเดินทางมาถึง
ด้านผู้ว่าการแรตคลิฟฟ์ ผู้นำคณะเดินทาง ผู้แสวงหาความมั่งคั่งและอำนาจเพียงอย่างเดียว สั่งสร้างนิคมเจมส์ทาวน์ขึ้นกลางผืนป่าและเร่งให้ลูกเรือขุดหาทองคำทันที โดยมีแผนลับที่จะนำทองคำไปโค่นล้มพระเจ้าเจมส์ จอห์นปลีกตัวจากงานดังกล่าวเพื่อสำรวจธรรมชาติและได้พบกับโพคาฮอนทัส ในช่วงแรกเธอพูดกับเขาด้วยภาษาพาววาแทน แต่ไม่นานจอห์นก็ได้รับความไว้วางใจจากเธอ ทั้งสองต่างหลงใหลในโลกของอีกฝ่าย ความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นความรัก หลังเกิดการปะทะกันเล็กน้อยระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานกับชนพื้นเมือง หัวหน้าเผ่าโพวาแทนสั่งให้คนในเผ่าอยู่ห่างจากชาวอังกฤษ แต่โพคาฮอนทัสกลับฝ่าฝืนคำสั่งและยังคงพบกับจอห์นอย่างลับ ๆ อย่างไรก็ตาม นาโคมา เพื่อนของเธอล่วงรู้ความสัมพันธ์ดังกล่าว และนำเรื่องไปบอกโคคูม ขณะเดียวกันแรตคลิฟฟ์ก็ทราบว่าจอห์นติดต่อกับชนพื้นเมือง และเตือนเขาอย่างแข็งกร้าวว่าอย่าได้แสดงความเมตตาต่อชาวพื้นเมืองเป็นอันขาด
ต่อมาจอห์นและโพคาฮอนทัสพบกับคุณย่าวิลโลว์ และร่วมกันวางแผนสร้างสันติภาพระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานกับชนเผ่า ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างแอบเฝ้ามองคนทั้งคู่ จอห์นและโพคาฮอนทัสก็จุมพิตกันด้วยความรัก โคคูมซึ่งโกรธแค้นกับภาพที่เห็นจึงเปล่งเสียงร้องศึก ก่อนพุ่งเข้าโจมตีและพยายามสังหารจอห์น แต่โทมัสซึ่งแรตคลิฟฟ์ส่งให้สะกดรอยตามจอห์นกลับยิงโคคูมเสียชีวิตแทน จอห์นรีบสั่งให้โทมัสหลบหนีไปก่อนที่ชาวเผ่าจะมาถึง จากนั้นชนเผ่าก็จับตัวจอห์นและนำร่างของโคคูมกลับไป หัวหน้าเผ่าโพวาแทนโกรธแค้นต่อการตายของโคคูม จึงตำหนิโพคาฮอนทัสที่แอบออกจากหมู่บ้านและประกาศทำสงครามกับชาวอังกฤษ โดยกำหนดให้ประหารชีวิตจอห์นในรุ่งเช้า
เมื่อกลับถึงเจมส์ทาวน์ โทมัสรีบแจ้งข่าวการถูกจับตัวของจอห์นแก่ผู้ตั้งถิ่นฐาน แรตคลิฟฟ์ซึ่งได้ยินเรื่องนี้ฉวยโอกาสปลุกระดมผู้คนให้ออกทำสงคราม โดยใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการกวาดล้างชนเผ่าและค้นหาทองคำที่ไม่มีอยู่จริง ในคืนเดียวกันนั้น หัวหน้าเผ่าโพวาแทนก็สั่งให้นักรบของตนเตรียมพร้อมสำหรับสงครามเช่นกัน โพคาฮอนทัสซึ่งสิ้นหวังเดินทางไปหาคุณย่าวิลโลว์และตระหนักว่าลูกศรบนเข็มทิศของจอห์นคือภาพเดียวกับลูกศรหมุนวนที่เธอเห็นในความฝัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์นำทางสู่ชะตากรรมของเธอ เมื่อรุ่งสางหัวหน้าเผ่าโพวาแทนและชนเผ่าพาจอห์นไปยังหน้าผาเพื่อประหารชีวิต ขณะเดียวกันแรตคลิฟฟ์ก็นำกองกำลังติดอาวุธของผู้ตั้งถิ่นฐานเข้าปะทะกับนักรบของเผ่าโพวาแทน ในวินาทีที่หัวหน้าเผ่ากำลังจะประหารจอห์นและเปิดฉากสงคราม โพคาฮอนทัสได้วิ่งเข้าไปใช้ร่างของตนปกป้องเขา พร้อมเกลี้ยกล่อมบิดาจนสามารถยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายและไว้ชีวิตจอห์นได้สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายจึงยุติการสู้รบและหัวหน้าเผ่าโพวาแทนปล่อยตัวจอห์น แต่แรตคลิฟฟ์ซึ่งยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจกลับยิงปืนคาบศิลาใส่หัวหน้าเผ่า จอห์นกระโดดเข้ารับกระสุนแทนเพื่อช่วยชีวิตเขา ทำให้ผู้ตั้งถิ่นฐานต่างโกรธแค้นและหันมาต่อต้านแรตคลิฟฟ์ที่ทำร้ายสหายของตนเอง หลังจากนั้นจอห์นได้รับการดูแลรักษาจากชนเผ่าจนพ้นขีดอันตราย แต่จำเป็นต้องเดินทางกลับอังกฤษเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้หายเป็นปกติ ส่วนแรตคลิฟฟ์ก็ถูกส่งตัวกลับอังกฤษในสภาพถูกล่ามโซ่ เพื่อรับโทษจากอาชญากรรมที่ก่อไว้ต่ออาณานิคม
จอห์นขอให้โพคาฮอนทัสเดินทางกลับอังกฤษไปกับเขา แต่เธอเลือกที่จะอยู่กับชนเผ่าเพื่อช่วยรักษาสันติภาพ จอห์นจึงออกเดินทางโดยไม่มีเธอเคียงข้าง พร้อมได้รับพรจากหัวหน้าเผ่าโพวาแทนให้กลับมาเยือนได้ทุกเมื่อในอนาคต และคำขอบคุณที่ช่วยชีวิตเขาจากแรตคลิฟฟ์ ในตอนจบโพคาฮอนทัสวิ่งขึ้นไปยังยอดหน้าผาและยืนมองเรือซูซานคอนสแตนต์ ที่กำลังพาจอห์นแล่นออกสู่ขอบฟ้า
นักพากย์เสียง
- ไอรีน เบดาร์ด รับบทเป็น โพคาฮอนทัส, ลูกสาวของหัวหน้าเผ่าพาวฮาทัน เธอเป็นคนชอบผจญภัยมาก และไม่ทำตามคำสั่งของพ่อที่ห้ามไม่ให้พบกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษอย่างเคร่งครัด และเธอก็ตกหลุมรักกัปตันจอห์น สมิธ
- จูดี คูน รับบทเป็น เสียงร้องของโพคาฮอนทัส
- เมล กิบสัน รับบทเป็น จอห์น สมิธ, โพคาฮอนทัสเป็นที่สนใจของใครหลายคน เขาเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานเพียงคนเดียวในเจมส์ทาวน์ที่เต็มใจเป็นมิตรกับชาวพื้นเมือง เนื่องจากเขารักโพคาฮอนทัส จึงทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อวัฒนธรรมอื่น ๆ
- เดวิด อ็อกเดน สเตียร์ส รับบทเป็น ผู้ว่าการแรตคลิฟฟ์, ผู้ว่าการผู้โลภและเย่อหยิ่งของผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งเป็นผู้นำคณะสำรวจไปยังเวอร์จิเนียเพื่อค้นหาทองคำและสมบัติอื่น ๆ ที่เขาต้องการเก็บไว้เป็นของตัวเอง
- สเตียร์สยังให้เสียงพากย์เป็นวิกกินส์ คนรับใช้ของแรตคลิฟฟ์อีกด้วย ต่างจากแรตคลิฟฟ์ วิกกินส์เป็นคนอ่อนโยนและมีจิตใจดี แต่เขากลับต้องติดอยู่กับการรับใช้ชายเลว ๆ คนหนึ่ง
- จอห์น คาสเซอร์ รับบทเป็น มีโก, แร็กคูนเลี้ยงแสนซนของโพคาฮอนทัสที่เป็นมิตรกับจอห์น สมิธ และชอบกินอาหาร
- รัสเซล มีนส์ รับบทเป็น หัวหน้าเผ่าพาวฮาทัน, พ่อของโพคาฮอนทัสและหัวหน้าเผ่าพาวฮาทันซึ่งตอนแรกไม่ไว้ใจผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษ แต่ในที่สุดก็ได้เรียนรู้ที่จะสร้างสันติกับพวกเขาผ่านทางลูกสาวของเขา
- จิม คัมมิงส์ ให้เสียงร้องของหัวหน้าเผ่าพาวฮาทัน
- คริสเตียน เบล รับบทเป็น โทมัส, เพื่อนที่ซื่อสัตย์ของจอห์น สมิธ ซึ่งเหมือนกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษคนอื่น ๆ ที่ได้รับคำสั่งจากแรตคลิฟฟ์ให้ยิงชาวพื้นเมืองทันทีที่พบเห็น แต่สุดท้ายเขาก็ขัดคำสั่งของแรตคลิฟฟ์
- บิลลี คอนโนลลี รับบทเป็น เบน, และโจ เบเกอร์ รับบทเป็น ลอน สองผู้ตั้งถิ่นฐานและเป็นเพื่อนของจอห์น สมิธ
- ลินดา ฮันต์ รับบทเป็น คุณยายวิลโลว์, ต้นหลิวที่สามารถพูดได้และทำหน้าที่เป็นผู้นำทางให้กับโพคาฮอนทัสในยามที่ไม่แน่นอน
- แดนนี แมน รับบทเป็น เพอร์ซี, สุนัขปั๊กผู้เย่อหยิ่งและขี้โมโหของผู้ว่าการแรตคลิฟฟ์ ซึ่งตอนแรกมีความรู้สึกเป็นศัตรูกับมีโก แต่สุดท้ายก็กลายมาเป็นเพื่อนกับเขาและทิ้งเจ้าของไป
- แฟรงก์ เวลเกอร์ รับบทเป็น ฟลิต, ฮัมมิงเบิร์ดเลี้ยงของโพคาฮอนทัสผู้กระตือรือร้นที่ชอบโคคัมมากกว่าจอห์น สมิธ แต่สุดท้ายก็ได้เป็นเพื่อนกับจอห์น สมิธ
- มิเชลล์ เซนต์จอห์น รับบทเป็น นาโกมะ, เพื่อนที่ดีที่สุดของโพคาฮอนทัสที่เป็นคนสบาย ๆ ซึ่งแตกต่างกับจิตวิญญาณผจญภัยของโพคาฮอนทัส
- เจมส์ อพามุต ฟอลล์ รับบทเป็น โคคัม, นักรบเผ่าพาวฮาทันที่แข็งแกร่งและกล้าหาญ แต่เข้มงวดและก้าวร้าว ซึ่งหัวหน้าเผ่าพาวฮาทันต้องการให้โพคาฮอนทัสแต่งงานด้วย
- กอร์ดอน ทูโตซิส รับบทเป็น เกกาตา, หมอผีแห่งเผ่าพาวฮาทัน
- จิม คัมมิงส์ เป็นผู้ให้เสียงร้องของเกกาตา
การตอบรับ
รางวัล
| รายชื่อรางวัลและการเสนอชื่อเข้าชิง | |||||
|---|---|---|---|---|---|
| รางวัล | สาขา | ผู้ได้รับการเสนอชื่อ | ผล | อ้างอิง | |
| Academy Awards | Best Original Musical or Comedy Score | Music and Orchestral Score by Alan Menken; Lyrics by Stephen Schwartz |
ชนะ | [5] | |
| Best Original Song | "Colors of the Wind" Music by Alan Menken; Lyrics by Stephen Schwartz |
ชนะ | |||
| Annie Awards | Best Animated Feature | ชนะ | [6] | ||
| Best Individual Achievement in Animation | Chris Buck (Supervising Animator for "Grandmother Willow") | เสนอชื่อเข้าชิง | |||
| David Pruiksma (Supervising Animator for "Flit") | เสนอชื่อเข้าชิง | ||||
| Nik Ranieri (Supervising Animator for "Meeko") | ชนะ | ||||
| Best Achievement in Music | Composer: Alan Menken; Lyricist: Stephen Schwartz |
ชนะ | |||
| Best Achievement in Production Design | Rasoul Azadani (Layout Artistic Supervisor) | เสนอชื่อเข้าชิง | |||
| Michael Giaimo (Art Director) | ชนะ | ||||
| Artios Awards | Outstanding Achievement in Animated Voice-Over Casting | Brian Chavanne and Ruth Lambert | ชนะ | [7] | |
| ASCAP Film and Television Music Awards | Top Box Office Films | Stephen Schwartz | ชนะ | ||
| Most Performed Songs from Motion Pictures | "Colors of the Wind" Music by Alan Menken; Lyrics by Stephen Schwartz |
ชนะ | |||
| BMI Film & TV Awards | Film Music Award | Alan Menken | ชนะ | ||
| Environmental Media Awards | Best Feature Film | ชนะ | [8] | ||
| Golden Globe Awards | Best Original Score – Motion Picture | Alan Menken | เสนอชื่อเข้าชิง | [9] | |
| Best Original Song – Motion Picture | "Colors of the Wind" Music by Alan Menken; Lyrics by Stephen Schwartz |
ชนะ | |||
| Golden Reel Awards | Best Sound Editing – Music (Animated) | Kathleen Fogarty-Bennett | ชนะ | [10] | |
| Golden Screen Awards | ชนะ | ||||
| Grammy Awards | Best Female Pop Vocal Performance | "Colors of the Wind" – Vanessa Williams | เสนอชื่อเข้าชิง | [11] | |
| Best Musical Album for Children | Pocahontas Sing-Along – Various Artists | เสนอชื่อเข้าชิง | |||
| Best Song Written Specifically for a Motion Picture or for Television | "Colors of the Wind" – Alan Menken and Stephen Schwartz | ชนะ | |||
| Young Artist Awards | Best Family Feature – Musical or Comedy | เสนอชื่อเข้าชิง | [12] | ||
ความถูกต้องทางประวัติศาสตร์
ชื่อจริงของโพคาฮอนทัสคือ มาโทอากา (Matoaka) ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นชื่อเดียวกับมารดาของเธอ ขณะที่บุคคลอื่นเรียกเธอว่า อาโมนูต (Amonute)[13] ส่วนคำว่า "โพคาฮอนทัส" เป็นเพียงชื่อเล่นเท่านั้น ซึ่งสามารถตีความได้หลากหลายความหมาย เช่น "เด็กหญิงผู้ซุกซน" "ผู้ร่าเริงขี้เล่น" "เด็กดื้อ" หรือ "เด็กหญิงเจ้าเล่ห์"[14][15] ในความเป็นจริง โพคาฮอนทัสมีอายุเพียงประมาณ 10–11 ปี เมื่อจอห์น สมิธ เดินทางมาถึงเวอร์จิเนียพร้อมกับบริษัทเวอร์จิเนียในปี ค.ศ. 1607 ซึ่งแตกต่างจากภาพยนตร์ที่นำเสนอเธอในฐานะหญิงสาววัยผู้ใหญ่[14]
ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้จอห์น สมิธเป็นบุคคลที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย แต่ในความเป็นจริง ผู้ตั้งถิ่นฐานร่วมสมัยบรรยายว่าเขาเป็นผู้มีบุคลิกแข็งกร้าวและมีลักษณะเผด็จการอย่างมาก[14] นอกจากนี้ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกระหว่างโพคาฮอนทัสกับจอห์น สมิธเคยเกิดขึ้นจริง[16] ส่วนเหตุการณ์ที่โพคาฮอนทัสช่วยชีวิตจอห์น สมิธนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันอยู่[17] ในบันทึกช่วงแรกของสมิธ เขาไม่ได้กล่าวถึงการตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตระหว่างถูกชนพื้นเมืองควบคุมตัวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหลังจากที่โพคาฮอนทัสแต่งงานกับจอห์น โรล์ฟ เขาจึงได้เล่าเรื่องราวเพิ่มเติมว่าเธอเป็นผู้เข้าช่วยชีวิตเขาไว้[18]
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1613 หรือสามปีหลังจากที่สมิธเดินทางกลับอังกฤษ โพคาฮอนทัสถูกกัปตันซามูเอล อาร์กอลล์ จับตัวไปยังเจมส์ทาวน์[16] ระหว่างถูกควบคุมตัว เธอเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ที่เมืองเฮนริคัส ขณะเดียวกันจอห์น โรล์ฟ ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงอาณานิคมเพื่อทดลองเพาะปลูกยาสูบ ได้ให้ความสนใจโพคาฮอนทัสในขณะที่เธอมีอายุประมาณ 18 ปี ส่วนเขามีอายุ 28 ปี โรล์ฟเขียนจดหมายสารภาพความในใจถึงหัวหน้าเผ่าพาวฮาทัน เพื่อขอแต่งงานกับโพคาฮอนทัสในฐานะการสมรสทางการทูต อันนำไปสู่การสร้างพันธมิตรระหว่างทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโพคาฮอนทัสมีความรู้สึกตอบรับต่อโรล์ฟหรือไม่ การสมรสดังกล่าวช่วยก่อให้เกิดช่วงเวลาแห่งสันติภาพระยะสั้นระหว่างชาวอังกฤษกับชนเผ่าพาวฮาทัน[19] ทั้งนี้โรล์ฟอาจเป็นเพียงช่องทางที่ช่วยให้เธอสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองชุมชน และเป็นหนทางหลีกหนีจากผู้ควบคุมตัวที่กดขี่เธอ[19] ต่างจากที่ภาพยนตร์นำเสนอ ผู้ว่าการแรตคลิฟฟ์ไม่ได้เดินทางกลับอังกฤษ แต่ถูกชนเผ่าโพวาแทนสังหารใน ค.ศ. 1609[20]
โรเจอร์ อีเบิร์ต วิจารณ์ว่าภาพยนตร์บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยระบุว่า "ทั้งที่โพคาฮอนทัสมีชีวิตจริงอันน่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ภาพยนตร์กลับลดทอนเธอให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ที่เรียบง่าย" ขณะที่โซฟี กิลเบิร์ต จากดิแอตแลนติก เขียนว่า "แม้ภาพยนตร์จะปรับเปลี่ยนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์บางประการ แต่ก็ช่วยให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ทรงพลังและน่าติดตามได้"[4] ในทางกลับกัน ทอม ซิโต นักสร้างภาพเคลื่อนไหว ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์ ออกมาปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับประวัติศาสตร์ โดยกล่าวว่า "ตรงกันข้ามกับคำวิจารณ์ที่ว่าพวกเราเพิกเฉยต่อประวัติศาสตร์นั้น พวกเราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ และถ่ายทอดวัฒนธรรมของชนเผ่าอัลกอนเควียนแห่งเวอร์จิเนียให้ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้"[4]
อิทธิพลและมรดก
ในช่วงที่ โพคาฮอนทัส เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ดิสนีย์แลนด์ได้จัดการแสดงละครเพลงสดเรื่อง เดอะสปิริตออฟโพคาฮอนทัส ณ โรงละครแฟนตาซี[21] ต่อมาใน ค.ศ. 1996 มีการวางจำหน่ายวิดีโอเกมดิสนีย์โพคาฮอนทัส ซึ่งสร้างจากภาพยนตร์สำหรับเครื่องเล่นเซกาเจเนซิส/เมกาไดรฟ์[22] มรดกของวิดีโอเกมดิสนีย์โพคาฮอนทัส โดยเฉพาะเวอร์ชันเกมบอยได้รับการประเมินในลักษณะผสมผสาน แม้จะได้รับคำชื่นชมด้านงานภาพ แก่นเรื่องเชิงบวก และรูปแบบการเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้โพคาฮอนทัสเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ จากสัตว์นานาชนิด แต่เกมก็ถูกวิจารณ์ว่ามีระบบควบคุมที่ไม่คล่องตัวและปริศนาที่ขาดความสมเหตุสมผล ซึ่งอาจสร้างความหงุดหงิดให้แก่ผู้เล่นอายุน้อย แม้จะมีข้อบกพร่องดังกล่าว เกมก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นความพยายามในการผสมผสานประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับเกมแนวแพลตฟอร์ม สอดคล้องกับสารที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน อย่างไรก็ตามระดับความยากของเกมและการออกแบบภาพที่ไม่ชัดเจนทำให้เกมมีอิทธิพลในระยะยาวต่อแฟรนไชส์วิดีโอเกมของดิสนีย์ค่อนข้างจำกัด[23]
ภาพยนตร์ได้รับการสานต่อด้วยภาคต่อที่ออกจำหน่ายในรูปแบบภาพยนตร์แผ่นเรื่อง โพคาฮอนทัส 2 : ตำนานใหม่แห่งความรัก ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1998 โดยไอรีน เบดาร์ด และจูดี คูน กลับมารับหน้าที่พากย์เสียงพูดและเสียงร้องของโพคาฮอนทัสตามลำดับ ขณะที่โดนัล กิบสัน พากย์เสียงจอห์น สมิธ และบิลลี เซน พากย์เสียงจอห์น โรล์ฟ[24] ตัวละครจากภาพยนตร์ภาคแรกยังปรากฏตัวแบบรับเชิญในหลายตอนของละครโทรทัศน์ เฮาส์ออฟเมาส์[25] นอกจากนี้โพคาฮอนทัสยังปรากฏตัวช่วงสั้น ๆ ร่วมกับเจ้าหญิงดิสนีย์คนอื่น ๆ ในภาพยนตร์เรื่อง ราล์ฟตะลุยโลกอินเทอร์เน็ต (2018) โดยไอรีน เบดาร์ดกลับมาพากย์เสียงตัวละครอีกครั้ง[26] เธอยังปรากฏตัวช่วงสั้น ๆ ในภาพยนตร์สั้นผสมคนแสดงและแอนิเมชันเรื่อง วันซ์อะพอนอะสตูดิโอ (2023) ซึ่งจูดี คูนกลับมาขับร้องเพลงของตัวละครอีกครั้ง[27]
นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งยังกล่าวถึงอิทธิพลของ โพคาฮอนทัส ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ โดย โซฟี กิลเบิร์ต จากดิแอตแลนติก เห็นว่าบุคลิกของโพคาฮอนทัสซึ่งเข้มแข็งและกล้าหาญ ได้ส่งอิทธิพลต่อการสร้างตัวละครเอกหญิงในภาพยนตร์แอนิเมชันของดิสนีย์รุ่นหลัง ได้แก่ มู่หลาน, ราพันเซล, เมริดา และเอลซา[4] ในทำนองเดียวกันทาชา โรบินสัน จากเดอะเวอร์จ เขียนว่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ (2016) ได้รับอิทธิพลจาก โพคาฮอนทัส ในการนำเสนอหญิงสาวที่ได้รับพลังและความเข้มแข็งจากวัฒนธรรมของตนเอง[28] ตามรายงานของฮัฟฟ์โพสต์ ภาพยนตร์เรื่อง อวตาร (2009) ของเจมส์ แคเมอรอน ถูกมองว่าเป็น "การลอกเลียน" โพคาฮอนทัส[29] อย่างไรก็ตามจอน แลนเดา ผู้อำนวยการสร้างของ อวตาร กล่าวว่า ภาพยนตร์มีลักษณะคล้ายกับ โพคาฮอนทัส โดยเปลี่ยนชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันให้เป็นชนเผ่านาวีแทน[30] แคเมรอนกล่าวว่า เขาเริ่มคิดแนวคิดของ อวตาร ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ โพคาฮอนทัส จะออกฉายเป็นเวลานาน แต่ก็ยอมรับว่าภาพยนตร์มีการอ้างอิงถึงเรื่องราวของโพคาฮอนทัสในฐานะบุคคลจริงทางประวัติศาสตร์ ขณะที่เคียร์สเตน อาคูนา จากบิสซิเนสอินไซเดอร์ เห็นว่า แม้ อวตาร จะตั้งอยู่บนแนวคิดดั้งเดิมของแคเมรอนเอง แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แอนิเมชันอย่าง โพคาฮอนทัส และ เฟิร์นกัลลี่ ป่ามหัศจรรย์ (1992)[31]
เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานใน ค.ศ. 2023 ว่าดิสนีย์ดูเหมือนจะลดบทบาทของ โพคาฮอนทัส ลง และไม่แสดงความสนใจที่จะนำภาพยนตร์กลับมาสร้างใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์คนแสดงเช่นเดียวกับแอนิเมชันเรื่องอื่น ๆ เนื่องจากเนื้อหาและข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง[32] ต่อมาใน ค.ศ. 2025 เดอะนิวยอร์กไทมส์ยังรายงานว่า เพลง "Colors of the Wind" ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษแล้วก็ตาม[33]
หมายเหตุ
- ↑ จัดจำหน่ายโดยบวยนาวิสพิกเชอดิสทริบิวชันผ่านทางแบนเนอร์ของวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์
อ้างอิง
- 1 2 "Pocahontas (1995)". Box Office Mojo. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ เมษายน 25, 2022. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 24, 2022.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Pocahontas (1995)". British Board of Film Classification. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ กันยายน 22, 2022. สืบค้นเมื่อ กันยายน 21, 2022.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Pocahontas (1995) – Financial Information". The Numbers. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ พฤศจิกายน 22, 2013. สืบค้นเมื่อ เมษายน 16, 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 Gilbert, Sophie (มิถุนายน 23, 2015). "Revisiting Pocahontas at 20". The Atlantic. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 1, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 23, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "The 68th Academy Awards (1996) Nominees and Winners". Academy of Motion Picture Arts and Sciences. ตุลาคม 5, 2014. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ เมษายน 2, 2015. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 24, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "23rd Annual Annie Awards". Annie Awards. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ มกราคม 28, 2021. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 6, 2021.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "1996 Artios Awards". Casting Society of America. ตุลาคม 15, 1996. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 1, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 24, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "EMA Awards Past Recipients and Honorees". Hollywood Foreign Press Association. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 1, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 24, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Pocahontas". Golden Globe Awards. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 5, 2021.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Giardina, Carolyn (กุมภาพันธ์ 3, 2014). "Supervising Sound Editor and Designer Lon Bender Joins Formosa Group". The Hollywood Reporter. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 1, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 24, 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "38th Annual GRAMMY Awards". Grammy Awards. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ มีนาคม 13, 2022. สืบค้นเมื่อ พฤษภาคม 1, 2011.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "17th Youth in Film Awards". Young Artist Awards. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ เมษายน 2, 2011. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 31, 2011.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Richter, Daniel (พฤษภาคม 18, 1997). Facing East from Indian Country. United States: Harvard University Press. น. 70. ISBN 0804728429. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ เมษายน 28, 2024. สืบค้นเมื่อ เมษายน 28, 2024.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 Crazy Horse, Chief Roy. "The Pocahontas Myth". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ ตุลาคม 24, 2013. สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 5, 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Why Is Pocahontas Such an Important Historical Figure?". ThoughtCo (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-01-31.
- 1 2 Weston, Tamara (ธันวาคม 9, 2009). "Top 10 Disney Controversies". Time. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ตุลาคม 7, 2013. สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 5, 2013.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Sterbenz, Christina (เมษายน 5, 2014). "The Real Story Of Pocahontas Is Much Darker Than The Disney Movie". Business Insider. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 10, 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Richter, Daniel (พฤษภาคม 18, 1997). Facing East from Indian Country. United States: Harvard University Press. น. 71. ISBN 0804728429. สืบค้นเมื่อ เมษายน 28, 2024.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Richter, Daniel (พฤษภาคม 18, 1997). Facing East from Indian Country. United States: Harvard University Press. น. 73. ISBN 0804728429. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ เมษายน 28, 2024. สืบค้นเมื่อ เมษายน 28, 2024.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Southern, Ed (2004). The Jamestown Adventure: Accounts of the Virginia Colony, 1605-1614 (Real Voices, Real History). Winston. ISBN 978-0895873026.
- ↑ Epstein, Benjamin (มิถุนายน 23, 1995). "In the 'Pocahontas' Spirit". Los Angeles Times. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ กุมภาพันธ์ 25, 2021. สืบค้นเมื่อ กันยายน 21, 2022.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Pocahontas". IGN. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 2, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 22, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Now Playing". Nintendo Power Issue 083. April 1996. p. 96. Archived from the original on July 8, 2023. Retrieved December 7, 2024.
- ↑ Stewart, Bhob. "Pocahontas II: Journey to a New World (1998)". AllMovie. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 1, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 22, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Video example เก็บถาวร เมษายน 21, 2023 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน from "Thanks to Minnie". House of Mouse. ฤดูกาล 1. ตอน 12. เมษายน 7, 2001. ABC.
{{cite episode}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Carbone, Gina (กรกฎาคม 14, 2017). "'Wreck-It Ralph 2' Brings All of the Disney Princesses Together (With C-3PO)". Moviefone. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ กรกฎาคม 16, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Burlingame, Russ (ตุลาคม 16, 2023). "Once Upon a Studio: Here's All the Actors Who Turned Up for Disney's 100th Anniversary Celebration". Comicbook.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ พฤศจิกายน 7, 2023. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 7, 2023.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Robinson, Tasha (พฤศจิกายน 26, 2016). "Moana review: after 80 years of experiments, Disney has made the perfect Disney movie". The Verge. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ พฤศจิกายน 27, 2016. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 13, 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "'Avatar' And 'Pocahontas' Get Much Deserved Mashup Trailer (VIDEO)". HuffPost. ธันวาคม 12, 2012. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ มิถุนายน 23, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 26, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Movie News: Avatar to Follow a Pocahontas Narrative". Reelzchannel.com. สิงหาคม 6, 2009. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ ธันวาคม 12, 2009. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 26, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Acuna, Kirsten (เมษายน 28, 2010). "James Cameron Swears He Didn't Rip Off The Idea For 'Avatar'". Business Insider. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 1, 2017. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 26, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Barnes, Brooks (ธันวาคม 16, 2023). "What 'Pocahontas' Tells Us About Disney, for Better and Worse". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 16, 2023. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 23, 2025.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Spencer, Ashley (2025-06-30). "How 'Colors of the Wind' Became a Generational Rallying Cry". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2025-07-02.
แหล่งข้อมูลอื่น
วิกิคำคม มีคำคมที่กล่าวโดย หรือเกี่ยวกับ โพคาฮอนทัส (ภาพยนตร์ พ.ศ. 2538)
วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Pocahontas (1995 film)- เว็บไซต์ทางการ
- Pocahontas ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- Pocahontas ที่บ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ
- Pocahontas ที่รอตเทนโทเมโทส์
- Pocahontas: 10th Anniversary Edition DVD Review and Interview
- Disney's Pocahontas: Conversations with Native American and Euro-American Girls – Report on focus groups conducted by Amy Aidman with girls ages nine to thirteen